บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1095: แท่นปทุมยังอยู่ คนหรือจะเปลี่ยน
ตอนที่ 1095: แท่นปทุมยังอยู่ คนหรือจะเปลี่ยน
แดนบูรพาน้อย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งทางพุทธศาสนาในมหาแดนดิน
ใต้ร่มโพธิ์สูงเก้าจั้งมีหลวงจีนเฒ่าผู้หนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่
ลำต้นตั้งตระหง่านเปี่ยมชีวิตชีวา กิ่งก้านดุจเกล็ดมังกร ปกคลุมด้วยใบไม้เขียวขจีเป็นหมู่เมฆเขียว บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์แผ่กำจาย
ร่างของหลวงจีนเฒ่าผอมแห้งดุจไม้ฟืน ใบหน้ายับย่นดุจคูน้ำ เขานั่งนิ่งไม่ไหวติง
ตรงหน้าเขามีแท่นปทุมแท่นหนึ่ง
แท่นปทุมยี่สิบสี่กลีบนั้นทอประกายเงางามดุจเคลือบสี ทว่าบนนั้นกลับมีรอยดาบอันน่าตกใจรอยหนึ่ง
“อาจารย์ ผีหมัวเสียหายสาหัส โรงวาดฤทัยเองก็เสียยอดฝีมือดี ๆ ไปกลุ่มหนึ่ง ยามนี้โลกหล้ากำลังให้ความสนใจร่างเวียนวัฏของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินว่าจะล้างพันธมิตรเสวียนจวินและสังหารผีหมัวขอรับ”
ทันใดนั้น เสียงลุ่มลึกจริงจังเสียงหนึ่งก็ก้องขึ้นในโลกหล้า
เขายืนห่างจากต้นโพธิ์ไปสิบจั้ง มือประนมเข้าหากัน กิริยาจริงจังสำรวม
ดวงตาของหลวงจีนเฒ่าร่างผอมใต้ต้นโพธิ์หลับสนิท สีหน้าสงบราบเรียบ ร่างยังคงนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเสียงพูดจากปาก
“แท่นปทุมยังคงตั้งอยู่ แต่มีหนึ่งรอยดาบสร้างแผล ซูเสวียนจวินที่มีชีวิตทุกวันนี้ยังเป็นเขาคนเดิมหรือ?”
เสียงนั้นชราภาพและแหบแห้งราวมิได้กล่าววาจาใดมาแสนนาน
หลวงจีนวัยกลางคนครุ่นคิดชั่วขณะ และกล่าวว่า “โลกนี้ไม่มีใบโพธิ์สองใบซึ่งเหมือนกันทุกประการ จากมุมมองของศิษย์ ก่อนและหลังการเวียนวัฏนั้นหาใช่คนเดียวกันไม่”
ดวงตาที่ปิดอยู่ของหลวงจีนชราร่างผอมปรือเปิดเล็กน้อย มองมายังรอบดาบบนแท่นปทุมตรงหน้าเขา “แท่นปทุมยังคงอยู่ รอยดาบก็ยังอยู่ คน… หรือจะกลายเป็นคนอื่นได้จริง ๆ?”
เขาถอนใจเบา ๆ แล้วหลับตาลงอีกครั้ง “รอต่อไป เมื่อศิษย์น้อยของเขาออกมาลงมืออย่างเสียไม่ได้ เราย่อมได้รู้เองว่าซูเสวียนจวินทุกวันนี้คือผู้ใด”
นี่เป็นดั่งการเข้าฌานสนทนาธรรม
หากเป็นผู้อื่นคงไม่แคล้วต้องงุนงงแน่แท้
หลังพูดจบ เขาก็หันไปโค้งหัวให้หลวงจีนชราร่างผอมแห้งเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังจากไป
จนกระทั่งเมื่อร่างของเขาหายลับ หลวงจีนชราผอมแห้งพลันไอจนตัวโยน และบนใบหน้ายับย่นของเขาเกิดสีหน้าย้อนแย้งประหลาดขึ้น มันดูเจ็บปวด ฝืนดิ้นรน แย้มยิ้มอย่างโหดเหี้ยม และเมตตากรุณา
แซ่ก~
…มีเสียงใบไม้เสียดสี หมอกขจีโปรยปรายดุจละอองแสงบนร่างหลวงจีนชราผอมแห้งอันดูราวไม้ฟืน
ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้ามองไปยังรอยดาบบนแท่นปทุมอีกครั้ง พลางหอบหายใจถี่ และกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “แท่นปทุมยังอยู่ เขา… ต้องยังเป็นเขาคนเดิม!”
อั้ก!
หลวงจีนชราผอมแห้งกระอักเลือด ร่างสั่นเทิ้ม
ผ่านไปเนิ่นนาน ร่างของเขาก็สั่นสะท้านโงนเงน สีหน้าประหลาดที่ดูย้อนแย้งบนใบหน้าพลันเลือนหาย กลับสู่ความสงบเงียบเช่นกาลก่อน
เขาโบกมือ
ตู้ม!
หลังจากนั้น หลวงจีนเฒ่าผอมแห้งก็เงยหน้าขึ้นมองใบไม้บนกิ่งโพธิ์ และกล่าวเบา ๆ “ทว่าโลกนี้ ไม่เคยบังเกิดสองใบไม้ที่เหมือนกันทุกประการ”
…
ไม่กี่วันต่อมา
หน้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์หมื่นประกาย
ฉินเฟิงและคณะของเขาปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
ทูตผดุงลัทธิจากตำหนักสุริยันแห่งลัทธิทางช้างเผือกผู้นี้สวมอาภรณ์หยก ดูราวชายหนุ่ม และบรรยากาศก็เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอวดดี
เบื้องหลังเขามีสองผู้อาวุโสจาก ‘แขนงอัสนี’ แห่งลัทธิทางช้างเผือกมาด้วย ทั้งคู่ต่างมีวิถีเต๋าในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นปลาย
ลัทธิทางช้างเผือกมี ‘สามตำหนักสี่แขนง’
สามตำหนักได้แก่ตำหนักสุริยัน ตำหนักจันทรา และตำหนักดารา
สี่แขนงได้แก่วายุ อัสนี เมฆาและอัคนี
ในอนาคต เมื่อ ‘บุตรศักดิ์สิทธิ์’ ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสานพันธะลึกล้ำ เขาจะสามารถรับตำแหน่งนักบวชในตำหนักทั้งสามได้!
ฉินเฟิงเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งจากลัทธิทางช้างเผือก แม้จะมีระดับฝึกฝนเพียงขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นกลาง แต่พลังต่อสู้ของเขาก็เหนือกว่าผู้อาวุโสในลัทธิมากนัก!
ฐานะของเขาก็ยิ่งห่างไกลเกินเทียบได้กับสองผู้อาวุโสจาก ‘แขนงอัสนี’ ข้างกายเขา
“ท่านทูต กล่าวกันว่าโรงวาดฤทัยเสียยอดฝีมือไปหลายคน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าคนแซ่ซูผู้นี้แข็งแกร่งกว่าที่เราคาดมากนะขอรับ”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งนามกู่เช่อเอ่ยขึ้น เขาร่างสูงใหญ่ สวมชุดขุนนาง เถลิงมงกุฎบงกชอันมีลวดลายอสนีบาตประทับอยู่ ณ ใจกลาง
นั่นคือสัญลักษณ์แขนงอัสนีแห่งลัทธิทางช้างเผือก
“เรายังไม่รู้รายละเอียดที่ชัดเจนของศึกในหุบเขาแสนปีศาจ แต่ก็คาดการณ์ได้ว่าร่างเวียนวัฏของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินนั้นไม่ได้กลัวกฎแปรวิญญาณของโรงวาดฤทัย และเขาย่อมไม่กลัวกฎวิเวกดาราของลัทธิทางช้างเผือกด้วย”
ผู้อาวุโสแขนงอัสนีอีกคนกล่าววิเคราะห์ “ศัตรูเช่นนี้ยากเข้าใจที่สุด”
เขามีนามว่าเมิ่งเทียนอิ่น สวมชุดขาว ท่าทางก้าวร้าว
“หากเขา ซูเสวียนจวินเป็นคนธรรมดา ไฉนเล่าข้าจึงต้องลงมือเอง?”
ฉินเฟิงกล่าวช้า ๆ “เจ้าไม่ต้องเตือนข้าหรอก ข้าพอเดาได้ว่าในใจผีหมัวก็แค่อยากยืมมีดฆ่าคน ลากลัทธิทางช้างเผือกลงสู่ปลักโคลน ทว่าข้าไม่สนใจ ข้าสนเคล็ดเวียนวัฏสงสารที่ซูเสวียนจวินมีต่างหาก!”
กล่าวถึงจุดนี้ ดวงตาของเขาก็วาวโรจน์ “ชิงถัง สตรีผู้นั้นเน้นสงวนท่าทีมากกว่าจู่โจม นางจึงทำเพียงซ่อนตัวในถ้ำเสวียนจวิน ดูเพลิงโหมอีกฟากฝั่งพลางวางแผนเท่านั้น”
“แค่เป็นเช่นนี้ย่อมพลาดโอกาสมากมาย เพราะถึงอย่างไรโลกนี้ก็มีซูเสวียนจวินเพียงหนึ่ง หากคนของหอเก้าสวรรค์และโรงวาดฤทัยไปถึงตัวเขาก่อน ย่อมสายเกินกว่าจะนึกเสียดาย”
“ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้การเดินทางหนนี้คว้าน้ำเหลว แต่อย่างน้อยข้าก็ยังสามารถหยั่งเชิงซูเสวียนจวินได้ใกล้ ๆ เพื่อที่ยามรับมือกับเขาในภายหน้า ข้าจะได้รู้แน่ชัดและไม่ต้องเดาสุ่ม ๆ”
“ยามนี้ ข้าหวังเพียงว่าซูเสวียนจวินจะยังไม่ได้ออกจากบ้านตระกูลหวังแห่งแคว้นจง หาไม่คงน่าผิดหวังเกินไป”
กล่าวจบ ฉินเฟิงก็ก้าวอาด ๆ ตรงไปเบื้องหน้า
กู่เช่อและเมิ่งเทียนอิ่น สองผู้อาวุโสแห่งแขนงอัสนีตามเขาไป
“ท่านทูต เราฆ่าเขาเสียเลยดีหรือไม่?”
เมิ่งเทียนอิ่นอดถามไม่ได้
ฉินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “อย่าห่วงเลย ข้าจะตัดสินกับซูเสวียนจวินภายใต้นามการประลองชี้แนะวิถี หากเขาชนะ ข้าก็แค่ก้มหัวรับความพ่ายแพ้ ข้าเชื่อว่าด้วยความคิดและสายตาของเขา เขาคงไม่ทำสิ่งใดเหิมเกริมหรอก เพราะถึงอย่างไร เบื้องหลังเราก็มีลัทธิทางช้างเผือก ในขณะที่เขาตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับโรงวาดฤทัยไปแล้ว ไฉนจึงยังกล้าฉีกหน้าเราอีก?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “แต่หากเขา ซูเสวียนจวินแพ้… หึ งั้นข้าก็ไม่คิดมากหากจะฉวยโอกาสนี้จับตัวเขาเสีย!”
จากนั้น ฉินเฟิงก็ถอนใจเบา ๆ และกล่าวเย้ยตนเอง “การระวังตัวเพียงนี้ ไม่น่าอายเกินไปสำหรับเราหรือ?”
เมิ่งเทียนอิ่นและกู่เช่อมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างส่ายหน้าอ้าปากพูด
“มองไปในภูมิดาราฟ้าดินทุกวันนี้ นอกจากพวกวัตถุโบราณในขอบเขตมหาจักรพรรดิ มีเพียงปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินเท่านั้นที่ทำให้เราจริงจังได้เพียงนี้”
“ถูกต้อง เมื่อต้องรับมือปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน เราต้องระวังตัวให้มากที่สุด เพราะขนาดผีหมัวกับโรงวาดฤทัยร่วมมือกันยังเพลี่ยงพล้ำ ดังนั้นไม่ควรล้อมคอกหลังวัวหาย”
ฉินเฟิงแย้มยิ้ม พยักหน้าและกล่าวว่า “เราผู้ฝึกตนมีข้อห้ามสูงสุดคือการกังวลส่วนได้ส่วนเสียก่อนศึก เหตุที่ข้าได้รับความสนใจจากเจ้าลัทธิและเลือกขึ้นเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเพราะวิถีเต๋าของข้า และการที่ข้าไม่เคยกลัวคู่ต่อสู้ใด!”
เมิ่งเทียนอิ่นและกู่เช่อล้วนเห็นด้วยกับวาจานี้
ฉินเฟิงนั้นเป็นอัจฉริยะอันหาได้ยากยิ่งใต้ผืนฟ้าแน่แท้ เขาไม่ใช่เพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิทางช้างเผือก แต่ยังเป็นตัวตนชั้นหนึ่งแห่งจักรวาลพร่างดาวอีกด้วย ความแข็งแกร่งของเขามากพอที่จะทำให้ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในโลกหล้านึกละอายได้!
ยามนี้ ในภูมิดารฟ้าดิน ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้เวียนวัฏควรภูมิใจแล้วที่ฉินเฟิงมองว่าเขาควรค่าแก่การเป็นคู่ต่อสู้
ฉินเฟิงปัดอาภรณ์ตน ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “ทูตผดุงลัทธิจากตำหนักสุริยันแห่งลัทธิทางช้างเผือก ฉินเฟิงมาเยือนหุบเขานี้ ขอบังอาจถามว่าซูอี้อยู่หรือไม่?”
เสียงนั้นกังวานใสราวเสียงระฆัง ก้องสะท้อนทั่วฟ้าดิน สะเทือนทุกสารทิศ
และขณะนี้ บรรยากาศคุกคามใหญ่โตอหังการก็แผ่ออกมาจากฉินเฟิงราวกลืนกินทุกสิ่งรอบข้างอย่างไม่แยแส
ในภูเขาศักดิ์สิทธิ์หมื่นประกายเกิดเสียงฮือฮาขึ้น
และจากนั้น เงาร่างของผู้คนไม่รู้เท่าใดก็ทะยานสู่เวหา มองพวกฉินเฟิงจากระยะไกล
หวังจัวฝู่ หวังจ้งเยวียนและผู้ทรงอำนาจคนอื่น ๆ ในตระกูลหวัง รวมถึงจิ่นขุย หวังเชวี่ย เย่ลั่วและศิษย์ถ้ำเสวียนจวินคนอื่น ๆ ก็รวมอยู่ในนั้น
เมื่อเผชิญสายตานับไม่ถ้วน ฉินเฟิงก็ยิ่งดูเยือกเย็นเย่อหยิ่ง เมินพวกเขาไปและกล่าวเนิบ ๆ “พวกเจ้าตระกูลหวังวางใจเถิด ครานี้ คนแซ่ฉินผู้นี้มาหาเพียงซูอี้เท่านั้น”
“บอกมาว่าเหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ ควรค่าให้ข้าเสียเวลาด้วยหรือไม่?”
เสียงเฉยเมยของซูอี้ดังก้องทั่วฟ้าดิน
คิ้วของฉินเฟิงย่นเล็กน้อย จากนั้นก็ผ่อนคลายลง แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏที่มุมปาก
ทันใดนั้น ฉินเฟิงก็กล่าวเสียงดัง “คนแซ่ฉินมาที่นี่เพื่อขอประลองหารือมหาวิถีกับสหายเต๋าซูเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดต้องคิด ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ข้าก็หวังเพียงได้สู้!”
วาจานั้นก้องกังวานสะท้านโลกา
ทุกคนล้วนชะงักหวั่นเกรง เพียงอำนาจจากร่างฉินเฟิง พวกเขาก็ตระหนักแล้วว่าคนผู้นี้เป็นตัวตนร้ายกาจยิ่ง
ทันใดนั้น สุญญะก็พลิ้วกระเพื่อม และร่างโดดเดี่ยวของซูอี้ก็ปรากฏขึ้น
“เรียนรู้จากกันและกัน? หากเจ้าชนะเป็นเช่นไร แพ้เป็นเช่นไร?”
ซูอี้มองพินิจฉินเฟิงขึ้นลงจากไกล ๆ และกล่าวอย่างเฉยเมย
“เรียนรู้วิถีจากกันและกัน เป็นการประชันวิถีเต๋า การชี้วัดผลย่อมเป็นสิ่งจำเป็นเดียว”
ฉินเฟิงกล่าวเรียบ ๆ
ซูอี้แค่นเสียง “หากชี้วัดเป็นตาย ข้าจะเล่นกับเจ้าก็ย่อมได้ แต่หากแค่วัดแพ้ชนะ ข้าไม่สนใจลงมือหรอก”
“สหายเต๋าซูรู้หรือไม่ ว่าหากเราชี้วัดเป็นตาย ไม่ว่าใครอยู่ใครตายในท้ายสุด มันจะจบด้วยการล้างแค้นจากลัทธิทางช้างเผือกของข้า สหายเต๋าไม่ห่วงผลลัพธ์ที่ตามมาเลยหรือไร?”
ดวงตาของฉินเฟิงวาวโรจน์ ปราณรอบตัวเขาร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ซูอี้ไม่สนใจจะคิดใส่ใจแม้แต่น้อย “หากเจ้าสู้ ข้าจะให้เจ้าตาย แต่หาไม่ก็ไปให้พ้นเสีย”
หนึ่งวาจาเลื่อนลอย อหังการยิ่งใหญ่ไร้ประมาณ
ใบหน้าของฉินเฟิงดำคล้ำ จิตสังหารในใจแผ่พุ่ง รู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกหยามเหยียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
………………..