บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1098: ซูเสวียนจวินต้องตาย
ตอนที่ 1098: ซูเสวียนจวินต้องตาย
หลังจากเงียบไปชั่วขณะ ซูอี้ก็เอ่ยถาม “ความสงสัยนี้ควรมีที่มา ไฉนเจ้าจึงคาดเดาว่าชิงถังมาจากส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวเล่า?”
เมิ่งเทียนอิ่นกล่าวโดยไม่ลังเล “ผู้ฝึกตนในมหาแดนดินแทบไม่รู้อันใดเกี่ยวกับจักรวาลพร่างดาวเลย แต่ชิงถังนั้นต่างออกไป ไม่เพียงนางจะรู้จักลัทธิทางช้างเผือกของเรา แต่ยังพอเข้าใจการกระจายอำนาจในส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวด้วย กระทั่ง…”
หลังลังเลเล็กน้อย เมิ่งเทียนอิ่นก็กล่าวว่า “ในกาลก่อน ชิงถังยังกล่าวเป็นครั้งคราวถึงเจ้าลัทธิ และเรียกเจ้าลัทธิเราตรง ๆ ว่า… เป็น…”
ท้ายที่สุด เมิ่งเทียนอิ่นก็ดูจะมาถึงเรื่องต้องห้าม ไม่กล้ากล่าววาจาใดออกมาอีก
ซูอี้เคาะที่วางแขนบนเก้าอี้หวายพลางกล่าว “ชาวประมง?”
ร่างของเมิ่งเทียนอิ่นชะงักค้างอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเปลี่ยนแปร “เหตุใดสหายเต๋าจึงรู้สมญานี้?”
กระทั่งในส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาว ยังมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเจ้าลัทธิทางช้างเผือกมีสมญาเช่นนี้
มีเพียงเจ้าเฒ่าไม่กี่คนผู้อยู่ในจุดสูงสุดแห่งจักรวาลพร่างดาว มีฐานะไม่ด้อยไปกว่าเจ้าลัทธิของพวกเขาเท่านั้นที่หาญกล้าคู่ควรพอ!
“ข้าบอกไปแล้ว ว่าอวตารวิถีเจ้าลัทธิเจ้าฆ่าตัวตายในสระเวียนวัฏ”
เมิ่งเทียนอิ่น “…”
ซูอี้ถาม “นอกจากเรื่องเหล่านี้ ยังมีข้อสงสัยใดอีกหรือไม่?”
“มี”
เมิ่งเทียนอิ่นสูดหายใจลึก ๆ ข่มกลั้นความรู้สึกในใจไว้ และกล่าวว่า “ใต้เท้าซ่างเคยเตือนเราไว้ว่าห้ามดูแคลนชิงถัง บอกเราว่าที่มาของชิงถังไม่ได้เป็นเพียงแค่ศิษย์ลำดับที่เก้าแห่งถ้ำเสวียนจวิน”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว เขาสรุปได้แล้วว่าชิงถังมีอีกฐานะ และน่าจะมาจากส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวเช่นที่เมิ่งเทียนอิ่นว่า!
“เมื่อหนึ่งหมื่นแปดพันปีก่อน คุณหนูจากโรงวาดฤทัยแทรกซึมสู่ถ้ำเสวียนจวินในนาม ‘ซงไฉ’ และเมื่อหนึ่งหมื่นแปดพันเก้าร้อยปีก่อน ชิงถังก็มาเป็นศิษย์แท้…”
“หากชิงถังเองก็มาจากส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาว ก็หมายความว่านางก็ปกปิดตัวตนหลบลี้เข้ามาใต้จมูกข้า ไม่เคยแสดงพิรุธใด ๆ มาตลอดเช่นกัน…”
เมื่อคิดเช่นนี้ อารมณ์ของซูอี้ก็พลันจมดิ่ง ไม่อยากพูดอีก
เขาลุกจากเก้าอี้หวาย แล้วแบกร่างเมิ่งเทียนอิ่นออกจากถ้ำ
ซูอี้โบกมือ ปลดอำนาจที่พันธนาการเมิ่งเทียนอิ่นไว้ และกล่าวว่า “กลับไปบอกชิงถังเสีย ว่าก่อนจะฆ่าผีหมัว ข้าจะให้โอกาสเขาได้อธิบาย และให้โอกาสนางเช่นกัน”
วาจานั้นราบเรียบเฉยเมย ไร้ความผันผวนทางอารมณ์ใด ๆ กล่าวจบ ซูอี้ก็หันหลังกลับไป
เมิ่งเทียนอิ่นชะงักค้างตาเหม่อลอย ราวไม่อยากเชื่อว่าซูอี้จะปล่อยเขาไปจริง ๆ
ครู่ต่อมา เขาก็คืนสติแล้วรีบร้อนจากไป
…
หลังกลับสู่ถ้ำ ซูอี้ก็เริ่มทำสมาธิอีกครั้ง
นับแต่ยามที่เขาขัดเกลาปราณมารดาฟ้าดินใน ‘ดาบปลายมนเสวียนหวง’ ในหอตำราเทียนเสวียน การฝึกฝนของซูอี้ก็เข้าสู่ขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว
และจากการคาดการณ์ของเขา หากจักรพรรดิมารสวรรค์กลับมาพร้อมสมบัติลับฟ้าดิน มันจะทำให้เขาสามารถขัดเกลาการฝึกฝนในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำจนถึงขั้นไร้ที่ติในกาลอันสั้นที่สุดที่เป็นไปได้!
…
ยอดเขาสีดำอันทะลวงสู่นภา
“ข้าได้พบซูเสวียนจวินจริง ๆ และซื้อใจให้เขาเชื่อได้แล้ว เราตัดสินใจวางแผนให้ข้าแสร้งจับตัวเขาเพื่อลอบโจมตีพวกเจ้า”
จักรพรรดิมารสวรรค์ไพล่มือไว้เบื้องหลัง อาภรณ์สีแดงเพลิงพลิ้วไสวตามลม ดูราวบงกชเพลิงแปลกตาพลิ้วท่ามกลางวายุ
“โอ้?”
จ้าวเรือนจำที่หกซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งดูตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มอย่างไม่แยแส “ทุกคนต่างบอกว่าซูเสวียนจวินดูแคลนกลเม็ดลูกไม้ยามลงมือ หากพบอุปสรรค เขาจะใช้หนึ่งดาบสะบั้นมันสิ้น ทว่ายามนี้ ดูเหมือนว่า… เขาจะไม่คู่ควรกับนามนั้นเท่าไร”
เขาร่างผอม สวมชุดผ้าลินิน ใบหน้าเย็นชาแข็งกร้าวดั่งหิน ยามนี้เขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหินด้านข้าง รินชาดื่มด้วยตนเอง
ทุกการเคลื่อนไหวให้ความรู้สึกเยือกเย็นที่มิอาจสั่นคลอน
“จะมาบอกว่าไม่สมดั่งชื่อก็ไม่ได้ ซูเสวียนจวินคนก่อนลือนามเพียงในมหาแดนดิน เมื่อเขารู้เรื่องจากส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาว เขาย่อมตื่นตัวตระหนกเช่นข้าเป็น”
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวเสียงราบเรียบเย็นชา “ยามนี้ สิ่งที่เราแน่ใจได้คือเขาบรรลุเคล็ดเวียนวัฏสงสาร และมีวิชาลับในการปลดผนึก ‘สมบัติลับฟ้าดิน’ ได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือ เขา… น่าจะเป็นคนที่พวกเจ้าตามหา”
ประกายร้ายกาจปรากฏในดวงตาของจ้าวเรือนจำที่หก เขาเงียบไปชั่วครู่ และกล่าวว่า “หากสหายเต๋าลงมือ เราจะจับเป็นเขาได้หรือไม่?”
จ้าวเรือนจำที่หกหัวเราะขำ “ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดอันใดอยู่”
กล่าวจบ เขาก็นำม้วนหยกม้วนหนึ่งจากแขนเสื้อ ส่งให้จักรพรรดิมารสวรรค์ “ในม้วนหยกนี้มีเคล็ดบางส่วนเกี่ยวกับ ‘วิถีสู่สวรรค์’ บันทึกไว้ แม้จะไม่ใช่วิธีฝึกฝน แต่ก็ยังทำให้เจ้าเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของวิถีนี้ได้ชัดเจนขึ้น”
จักรพรรดิมารสวรรค์ยกมือขึ้นรับม้วนหยก ทว่าก็กล่าวโดยไม่แม้แต่จะมองมัน “ในอดีต เมื่อเป็นเรื่องรวบรวมสมบัติลับฟ้าดิน หอเก้าสวรรค์ของเจ้าสามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่าสมบัติโบราณชิ้นใดเป็นสมบัติลับฟ้าดิน ทว่ากลับจงใจให้ข้าช่วย ข้าต้องการให้พวกเจ้าแสดงความจริงใจมากกว่านี้”
จ้าวเรือนจำที่หกคิดชั่วครู่ และตอบว่า “ได้”
กล่าวจบ เขาก็นำสมบัติสองชิ้นออกมาจากในแขนเสื้อ มันเป็นจี้หยกและตราประทับทองเหลือง
“สมบัติทั้งสองนี้คือสมบัติลับฟ้าดิน ปกคลุมด้วยอำนาจจองจำลึกลับ ยากที่ข้าจะปลดผนึกนี้ได้ มันเป็นของเจ้าแล้ว”
กล่าวจบ จ้าวเรือนจำที่หกก็สะบัดแขนเสื้อ ส่งสมบัติทั้งสองให้กลางอากาศ จากนั้นก็กล่าวว่า “การแสดงความจริงใจนี้น่าจะเพียงพอแล้ว”
จักรพรรดิมารสวรรค์หันมองจ้าวเรือนจำที่หกอย่างเงียบ ๆ “ในมือเจ้ามีสมบัติลับฟ้าดินมากมายเพียงไร? ข้าต้องการฟังความจริง หาไม่ หากพบว่าเจ้าโกหกในภายหน้า ข้าไม่ใส่ใจหากจะเสี่ยงชีวิตฝังคนของหอเก้าสวรรค์ของเจ้าในมหาแดนดินนี้เพื่อชดใช้”
ดวงตาของจ้าวเรือนจำที่หกหรี่ลงเล็กน้อย “เหลือเพียงสี่”
กล่าวจบ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็หันหลังจากไป
จ้าวเรือนจำที่หกจิบชามองนางคล้อยหลังหายไป แล้วพึมพำในใจขณะมองทะเลเมฆา “หากเจ้ากล้าโกหกข้า แดนอสูรปรีดีก็ไม่ต้องมีตัวตนในโลกอีก”
ไม่นานนัก ชายชุดดำผู้หนึ่งซึ่งสะพายกล่องดาบไว้เบื้องหลังก็ปรากฏขึ้นจากไกล ๆ
“ใต้เท้าจ้าวเรือนจำ ฉินเฟิง บุตรศักดิ์สิทธิ์จากตำหนักสุริยันแห่งลัทธิทางช้างเผือกถูกซูเสวียนจวินสังหารแล้วขอรับ”
ชายชุดดำก้มหน้าคารวะและรายงาน “ผู้น้อยคิดว่าตนไม่อาจรับมือซูเสวียนจวินได้ จึงทำได้เพียงถอยก่อน จากสายตา ตัวตนใด ๆ ในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำผู้ควบคุมกฎสวรรค์ภูมิดาราไม่อาจเป็นศัตรูของซูเสวียนจวินได้เลยขอรับ”
แววตาของจ้าวเรือนจำที่หกวูบไหวด้วยความตกตะลึงกับข่าวที่ได้ยิน
ครู่ต่อมา เขาก็กระซิบ “ขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำเป็นเพียงการฝึกฝน แต่การมีอำนาจต่อสู้น่าอัศจรรย์เพียงนี้ เจ้าคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับเคล็ดเวียนวัฏสงสารที่ซูเสวียนจวินบรรลุหรือไม่?”
ชายชุดดำส่ายหน้า “ยากจะกล่าวได้ขอรับ”
“เจ้าออกไปเถอะ ภายหน้าเมื่อข้าจับตัวซูเสวียนจวินได้ ข้าจะถามเขาเอง”
ชายชุดดำคารวะอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังก้าวจากไป
…
ถ้ำเสวียนจวิน
ในตำหนักแห่งหนึ่ง
เมิ่งเทียนอินนั่งคุกเข่าก้มหัว สลดทั้งกายใจ
ทันทีที่เขากลับมา เขาก็เล่าเรียงทุกสิ่งเกี่ยวกับศึกหน้าภูเขาอันเป็นที่พำนักตระกูลหวังแห่งแคว้นจงออกมาหมดเปลือก ไม่กล้าหมกเม็ดแม้แต่น้อย
ซ่างเทียนฉีนั่งบนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าดำราวก้นบ่อน้ำ ไม่ได้กล่าววาจาใด
จิตสังหารพลุ่งพล่านในอากาศเบื้องหลังเขา ทำให้อากาศทั่วตำหนักเย็นเฉียบ จนเมิ่งเทียนอิ่นอึดอัดเสียจนแทบไม่อาจหายใจ
ไม่ต้องคิด เมิ่งเทียนอิ่นก็รู้ว่าการตายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ฉินเฟิงทำให้ซ่างเทียนฉี นักบวชลำดับที่หนึ่งแห่งตำหนักสุริยันเดือดดาลโดยสมบูรณ์!
“ด้วยอำนาจต่อสู้ของฉินเฟิง และบาตรกลืนดาราที่เจ้าลัทธิมอบให้ การกวาดล้างตัวตนในขอบเขตสานพันธะลึกล้ำขั้นต้นในมหาแดนดินนี้ก็ทำได้ไม่ยากเลย”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเมิ่งเทียนอิ่นที่นั่งคุกเข่าอยู่ “ซูอี้ผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งเพียงนั้นจริงหรือ? เขาสังหารฉินเฟิงได้ง่าย ๆ เพียงนั้นเลยหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าซ่างเทียนฉียอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ได้!
หน้าผากของเมิ่งเทียนอิ่นชื้นเหงื่อ หัวใจของเขาพลันตึงเครียดขึ้นมา “เรียนใต้เท้า ผู้น้อยไม่กล้าโกหกเรื่องสำคัญเช่นนี้หรอกขอรับ”
ซ่างเทียนฉีส่งเสียงรับเบา ๆ และพลันถามขึ้นว่า “งั้นที่ซูอี้บอกว่าอวตารของเจ้าลัทธิในภูมิมืดมิดสิ้นไป เจ้าคิดว่าจริงหรือไม่?”
เมิ่งเทียนอิ่นตอบโดยไร้ลังเล “เจ้าลัทธิแข็งแกร่งเสียจนไร้สิ่งใดกล้ำกรายได้!”
ซ่างเทียนฉีถอนหายใจยาว แววตาแปรเปลี่ยน กล่าวเสียงต่ำ “ทว่ากาลเวลาผ่านแสนนาน ไฉน… อวตารของเจ้าลัทธิจึงยังไม่กลับจากภูมิมืดมิดเสียทีเล่า?”
เมิ่งเทียนอิ่นผงะไป หัวใจหนาวเยือก เขาพลันประจักษ์ว่าใต้เท้าเริ่มสงสัยแล้วว่าร่างอวตารของเจ้าลัทธิจะสิ้นไปจริง ๆ!
บรรยากาศในโถงหดหู่มากขึ้นทุกขณะ
ซ่างเทียนฉีนวดขมับ โบกมือไล่ “ไปหาชิงถัง ถ่ายทอดวาจาซูอี้ให้นาง ดูปฏิกิริยา แล้วบอกนางทีว่า…”
เสียงแหบของเขาเผยความเด็ดขาดห้ามฝ่าฝืน
“ขอรับ!”
เมิ่งเทียนอิ่นรับคำสั่ง
หลังออกจากตำหนัก ไม่นานเมิ่งเทียนอิ่นก็พบตัวชิงถัง ณ ข้างธารแห่งหนึ่ง
ก่อนที่เมิ่งเทียนอิ่นจะทันได้พูด ชิงถังก็กล่าวขึ้นเรียบๆ “อาจารย์ข้าฝากข้อความมาบอกข้าหรือ?”
นางนั่งบนเก้าอี้หวาย อาบแสงจากนภา ดวงตางดงามกระจ่างจ้องมองกอบัวกลางผืนธาร น้ำเสียงราบเรียบไม่แยแส
เมิ่งเทียนอิ่นผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้า “ถูกต้อง”
ริมฝีปากสีกุหลาบของชิงถังหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย พึมพำกับตนเอง “ข้าก็ว่าแล้ว หาไม่ ด้วยนิสัยอาจารย์ข้า ท่ามย่อมไม่ให้เจ้ารอดกลับมาแน่”
เมิ่งเทียนอิ่นรู้สึกไม่สบายใจไปชั่วขณะ สีหน้าพลันหม่นหมองไม่น่าดู