บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1102: มาถึง!
ตอนที่ 1102: มาถึง!
ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์
ภายในห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
“ผู้แข็งแกร่งที่รวมตัวกันอยู่ด้านนอกมีเพิ่มมากขึ้นทุกที”
ประมุขแห่งบรรพตวิถีพยัคฆ์มังกรเอ่ยพูดขึ้นด้วยความหนักใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
ผู้อาวุโสอื่น ๆ ที่อยู่ด้วยก็กังวลใจมากเช่นกัน ราวกับนั่งอยู่บนพรมตะปู
พวกเขามาจากคีรีดาบเก้าดารา โถงดาบเทียบเทวะ หอดาบฟ้าดิน และสำนักเทพอัสนีเขียว
นอกจากสำนักลานดาบทะยานที่ถูกทำลายล้างไปนานแล้ว เหล่าผู้อาวุโสใหญ่ของห้าขุมกำลังใหญ่ล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่
“ใต้เท้าผีหมัว จนถึงเวลานี้แล้ว เจ้าควรจะเผยไพ่ใบสุดท้ายออกมาได้แล้ว พวกเราจะได้สบายใจ?”
ผู้อาวุโสใหญ่แห่งคีรีดาบเก้าดาราเอ่ยพูดน้ำเสียงคร่ำเคร่ง
ก่อนหน้านี้ไม่นาน หลังจากที่รู้ว่าซูอี้จะบุกมาภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์ ผู้อาวุโสทั้งหลายอย่างเช่นพวกเขาเคยแนะนำผีหมัวอย่างแข็งขันว่าให้หนีไป
ทว่าผีหมัวกลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ทั้งยังบอกพวกเขาว่า เขามีไพ่ใบสุดท้ายจัดการกับภัยอันตรายครั้งใหญ่นี้
เพียงแต่ว่า เวลาผันผ่านไป เมื่อเห็นผู้แข็งแกร่งจากภายนอกมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าผู้อาวุโสของห้าขุมกำลังใหญ่จึงรู้สึกตระหนกขึ้นมา
ผีหมัวกวาดตามองทุกคนในห้องโถง กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้ามองออกว่า ในใจของพวกเจ้าล้วนรู้สึกเสียใจ ยังถึงขั้นแอบด่าข้าในใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ข้าขอถามพวกเจ้า ถึงแม้หนีออกจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์แห่งนี้ไปก่อน พวกเจ้า…จะสามารถหลบได้ถึงเมื่อไรกัน?”
ไม่รอฟังคำตอบ ผีหมัวก็กล่าวขึ้นมาเอง “ข้ารับรองได้เลยว่า ขอเพียงพวกเจ้าหนีไป อาจารย์ข้าเพียงแค่ออกคำสั่ง ไม่รู้ว่าจะมีขุมกำลังมากมายเท่าใดในมหาแดนดินยินดีไล่ล่าพวกเจ้าอย่างไม่คิดชีวิต!”
คนทั้งหลายต่างก็มองหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม
ผีหมัวกล่าวเปลี่ยนประเด็น “แน่นอน ในเมื่อข้าเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ ไม่มีทางนั่งรอความตายเป็นแน่!”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืน สายตามองทะลุผ่านห้องโถงใหญ่ มองดูท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป ที่ตรงนั้นมีผู้ฝึกตนอยู่รวมตัวกันเต็มไปหมด
“อาจารย์ของข้าต้องการจะกำจัดข้าต่อหน้าคนทั้งหลายในใต้หล้า มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวและไร้หัวใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเอาชนะอาจารย์ต่อหน้าคนทั้งหลายในใต้หล้าเช่นกัน!”
ผู้อาวุโสที่อยู่ในห้องโถงต่างพากันนิ่งเงียบ
ซูเสวียนจวินผู้เคยเป็นใหญ่ในมหาแดนดิน สยบแดนทั่วทิศ เป็นไปได้หรือที่จะสามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ?
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ใครก็ตามที่กล้าเป็นศัตรูกับปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน ล้วนสลายกลายเป็นธุลีดิน ร่างแตกวิถีดับไปตั้งนานแล้ว!
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่มั่นใจ แต่ก่อนที่อาจารย์ของข้าจะมาถึง ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นว่าผู้ยิ่งใหญ่ราวกับเทพในตำนานเช่นเขาพ่ายแพ้ที่หน้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์เช่นใด!”
ผีหมัวพูดส่งเสียงหนัก ๆ ทีละคำ
ทุกคนในหอประชุมพากันตื่นตะลึง พวกเขามองออกว่า ในศึกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าผีหมัวจะมั่นใจเอามาก!
ขณะนี้เอง เสียงแตกตื่นดังมาจากภายนอก ราวกับเสียงน้ำมันแตกในกระทะ
“ใต้เท้า ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินมาแล้ว!”
“บุคคลประดุจเทพในตำนานท่านนั้นจริงหรือ?”
“ศึกใหญ่ที่ทุกคนในใต้หล้าต่างจับตามอง… กำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว!”
…เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกชุลมุนเหล่านี้ดังมาแต่ไกล เหล่าผู้อาวุโสใหญ่ของห้าขุมกำลังใหญ่ในห้องโถงต่างลุกขึ้นพรวดราวกับถูกเข็มแทงก้น สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินมาถึงแล้ว!?
ผีหมัวนิ่งตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นสูดหายใจลึก ๆ ทีหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ในที่สุดก็มาแล้วจนได้? ดีเช่นกัน ครั้งนี้… ให้ศิษย์ส่งท่านสู่สุคติเถอะ!”
เขาก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถงใหญ่ไป
…
ด้านนอก เสียงดังอึกทึกครึกโครมไปทั่วผืนฟ้าผืนแผ่นดิน ในป่าเขาลำเนาไพรมีแต่เสียงดังโหวกเหวก
สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปในทิศทางเดียวกัน…
ภายใต้ท้องฟ้าอันไกลโพ้น ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งก้าวเดินอยู่กลางอากาศ กำลังเดินมาทางนี้
สองมือของเขาไพล่หลัง ชุดสีเขียวประดุจสีหยก ผมยาวสะบัดพลิ้ว เดินเลาะอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกราวกับเทพเซียน
เขาคือซูอี้!
ศิษย์สายตรงของเขาห้าคน จิ่นขุย หวังเชวี่ย เย่ลั่ว เสวียนหนิง กับไป๋อี้ติดตามอยู่ด้านหลัง
เมื่อเห็นว่าพวกเขาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ เสียงดังโหวกเหวกในตอนแรกจึงเงียบสงบลง บรรยากาศตึงเครียดครอบคลุมไปทั่วผืนปฐพี
ราวกับมองเห็นเทพเซียนลงมาโปรด ภูเขาลำเนาไพรในแถบนี้เงียบสงบไร้สุ้มเสียง!
และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งสร้างอานุภาพเหนือธรรมดาให้แก่ซูอี้ ทำให้เขากลายเป็นจุดเด่นของผืนแผ่นดินแห่งนี้
ผู้ฝึกตนที่อยู่ในสถานการณ์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า หรือเป็นผู้ที่มีการฝึกตนต่ำต้อย เวลานี้ล้วนหยุดทำทุกสิ่ง ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดออกมา
บ้างตื่นเต้น บ้างชื่นชม บ้างสับสน และบ้างก็ไม่อยากจะเชื่อ
มายมายหลายความรู้สึก
“เป็นพี่ซูจริง ๆ ด้วย…”
ผู้คนจากแดนลี้ลับขั้นเก้า เมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคยของซูอี้ปรากฏตัวขึ้น เยว่ซือฉานถึงกับสมองมึนชา ควบคุมสติไม่อยู่
ถึงแม้จะคาดไว้ก่อนหน้าแล้วว่าปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้กลับชาติที่สร้างกระแสใหญ่โตขึ้นมาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้คงจะเป็นซูอี้ที่นางคุ้นเคยก็ตาม
ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง ยังคงรู้สึกตื่นตะลึงไม่หาย ทำให้เยว่ซือฉานถึงกับควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่อยู่
“ที่มหาทวีปคังชิง ใครบ้างจะคาดคิดว่าเขยแต่งของตระกูลเหวินผู้มาจากอาณาจักรเล็ก ๆ นั่น แท้จริงแล้วจะเป็นปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียวของมหาแดนดิน?”
“มิน่าเล่า สีหน้าของเขาจึงได้ดูไม่สนใจและเฉยเมยเช่นนั้น ไม่ว่าเจอกับอุปสรรคอันใด ไม่เคยแม้แต่จะเก็บมาใส่ใจ สำหรับเขาแล้ว อุปสรรคของโลกสามัญเช่นมหาทวีปคังชิงคงจะไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลยกระมัง?”
“ส่วนข้าตอนนั้นโชคดีมากเพียงไหน ได้รับความชื่นชมจากเขา ยินดีให้คำชี้แนะหนทางแห่งการแสวงหาวิถีดาบแก่ข้า…”
“แม้กระทั่งตระกูลเยว่ของข้า ก็ยังเคยได้รับความช่วยเหลือจากเขา จนแคล้วคลาดจากภัยพิบัติครั้งใหญ่”
เยว่ซือฉานหายใจอย่างแรง บนใบหน้าสวยขาวประดุจหิมะเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
“เจ้าคือสัตว์ประหลาดเฒ่าซูจริง ๆ ด้วย!?”
ทันใด เสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางฟ้าดินอันเงียบสงัด
คนทั้งหลายตื่นตระหนก พอหันไปมองก็เห็นสายรุ้งสีเขียวเส้นหนึ่งผุดขึ้นจากดิน ปรากฏอยู่ใต้แผ่นฟ้า กลายเป็นผู้เฒ่าผิวดำคล้ำผมเผ้ายุ่งเหยิง
โซ่ล่ามหัวกะโหลกน่าสะพรึงกลัวพันรอบเอวของผู้เฒ่า พอเขาปรากฏกาย อานุภาพน่ากลัวที่ทำให้ทุกคนถึงกับใจสั่นก็แผ่กระจายไปทั่วผืนแผ่นดินบริเวณนี้
“เฒ่าสารพัดพิษคนนี้ยังอยู่ในมหาแดนดินเช่นนั้นหรือ!?”
จักรพรรดิพิษเทียนฮู่!
มารเฒ่าผู้มีชื่อเสียงกึกก้องในมหาแดนดินเมื่อนานมากแล้ว เขาหายลับไปจากโลกนานถึงหลายหมื่นปี ว่ากันว่าเขาไปเสาะหาหนทางวิถีที่สูงยิ่งกว่า ณ ส่วนลึกของจักรวาลพร่างดาว
ใครเลยจะคิดว่า เวลานี้เขากลับปรากฏตัวอยู่ตรงนี้!
ผู้อาวุโสทั้งหลายที่จำจักรพรรดิพิษเทียนฮู่ได้ต่างพากันตกตะลึง
อย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่ใช่เพราะปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้กลับชาติกลับมาสู่มหาแดนดิน เฒ่าสารพัดพิษคนนี้ก็จะไม่แสดงตนบนโลกนี้!
ซูอี้ก็ตะลึงไปเช่นกัน กล่าวขึ้นมาราวกับรำพึง “เทียนฮู่ ไม่ได้เจอกันนานมาก ข้าจำได้ว่าตอนนั้นเจ้าออกไปจากมหาแดนดินพร้อมกับพวกจักรพรรดิมหายุทธ์เพื่อไปสู่ห้วงลึกของจักรวาลพร่างดาวไม่ใช่หรือ?”
จักรพรรดิพิษเทียนฮู่ที่อยู่ห่างออกไปไกล เงยหน้าหัวเราะเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “ฮ่า ๆๆ สัตว์ประหลาดเฒ่าซูจริง ๆ เสียด้วย ข้ารู้อยู่แล้วว่า เป็นไปไม่ได้ที่ในโลกนี้จะมีใครกล้าแอบอ้างชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเจ้า!”
เสียงหัวเราะของเขาประดุจเสียงฟ้าผ่า กึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดิน ไม่รู้ว่าสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนมากมายเท่าใด แม้แต่สัตว์ประหลาดเฒ่าที่ย่างเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิเหล่านั้น แต่ละคนก็ยังถึงกับหน้าถอดสี
“เรื่องของข้าพูดขึ้นมาแล้วยาว วันนี้จัดการธุระของเจ้าให้เสร็จก่อน!”
จักรพรรดิพิษเทียนฮู่กล่าว “ขอเพียงเจ้ามีคำสั่งลงมา ข้าเทียนฮู่จะบุกขึ้นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์เป็นคนแรก กำจัดพันธมิตรเสวียนจวินบ้าบอนั่นให้หมดสิ้น!”
คำพูดประโยคเดียวดุดันสะท้านฟ้า ทว่าเต็มไปด้วยความดูแคลน
คนมากมายสะดุ้งและหวาดกลัวขึ้นมา
แรกเริ่มสุด ยังมีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยอยู่ว่าชายหนุ่มชุดเขียวที่มีระดับวิถีเพียงแค่ขอบเขตหยั่งเห็นล้ำลึกเช่นนี้จะใช่ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้กลับชาติเกิดใหม่หรือไม่
ทว่าตอนนี้ เมื่อจักรพรรดิพิษเทียนฮู่ออกตัวเช่นนี้แล้ว คนทั้งหลายจึงหมดข้อสงสัย!
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ พลางกล่าว “ข้ามาในครั้งนี้ ก็เพื่อกวาดล้างสำนัก ไม่ว่าใครก็ห้ามยุ่ง เจ้าก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่คอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว”
จักรพรรดิพิษเทียนฮู่ถอนใจราวกับเสียดาย “ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยเป็นแรงสมทบให้เจ้า! แต่เสียดายสหายเก่าทั้งหลายในครั้งนั้นไม่อยู่ในมหาแดนดินอีกแล้ว มิเช่นนั้น ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์ในวันนี้จะต้องคึกคักอย่างแน่นอน”
จิตใจของซูอี้รู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย สหายเก่าที่จักรพรรดิพิษเทียนฮู่กล่าวถึงก็คือสหายเก่าของเขาซูเสวียนจวิน ดังเช่น จักรพรรดิผีซีหมิง จักรพรรดิมหายุทธ์ เป็นต้น
ทันใด ซูอี้ก็นิ่งตะลึงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นเยว่ซือฉานท่ามกลางฝูงคน
สาวน้อยสวมชุดสีขาวสะอาดยิ่งกว่าหิมมะ สะพายดาบโบราณ สง่างามยิ่งกว่าแต่ก่อน!
เมื่อมองเห็นสายตาของซูอี้ เยว่ซือฉานถึงกับตัวแข็งทื่อ ความรู้สึกในใจปั่นป่วน วาจามากมายติดอยู่ที่ปาก แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไรดี
ยิ่งกว่านั้น ในใจของนางยังรู้สึกหวั่น ๆ เพราะเกรงว่าซูอี้ในตอนนี้จะเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนที่นางเคยรู้จักในตอนนั้นอีกแล้ว
เพราะอย่างไรเสียก็ดี อีกฝ่ายก็เป็นถึงปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน!
เป็นบุคคลในตำนานที่แม้กระทั่ง ‘ปรมาจารย์เผิง’ แห่งแดนลี้ลับขั้นเก้าของพวกเขายังต้องให้หลีกทางให้!
ทว่า เวลานี้ เยว่ซือฉานสังเกตเห็นว่าซูอี้ที่อยู่ห่างไกลกำลังยิ้มให้นาง ขณะกล่าวขึ้นมาว่า “แม่นางซือฉาน เจ้าไม่ได้กราบแม่หนูเยี่ยนซู่หนีเป็นอาจารย์กระมัง?”
พอเอ่ยเช่นนี้ออกมา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่เยว่ซือฉานอย่างพร้อมเพรียงกัน
แม้กระทั่งพวกจิ่นขุยกับเย่ลั่วอยู่ข้างหลังซูอี้ก็ยังอดแสดงสีหน้าสงสัยออกมาไม่ได้
พวกเขารู้ดีว่า ‘เยี่ยนซู่หนี’ คือใคร แต่ไม่รู้ว่า ‘แม่นางซือฉาน’ ที่กล่าวถึงคนนี้มีความสัมพันธ์อันใดกับอาจารย์
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ในเมื่อข้าเคยรับปากว่าจะเป็นผู้แนะหนทางวิถีดาบให้แก่เจ้า ก็ต้องทำตามที่พูด”
ซูอี้เอ่ย “เมื่อข้าจัดการกับบุญคุณความแค้นในอดีตจนหมดสิ้นแล้ว ถึงเวลา ขอเพียงเจ้ายินดี สามารถมาฝึกตนที่ถ้ำเสวียนจวินได้ตลอด”
พอเอ่ยเช่นนี้ออกมา ทุกคนก็ส่งเสียงระงม ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าใดที่ตื่นตะลึง และยิ่งกว่านั้นยังรู้สึกอิจฉา!
แม่สาวน้อยคนนี้เป็นใครกัน?
ได้รับความชื่นชมจากปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินเลยเชียวหรือ?
เยว่ซือฉานใจสั่น ในที่สุดก็รู้สึกได้ว่าซูอี้ที่นางรู้จักยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หากว่าเปลี่ยนแปลง ก็เป็นเพียงแค่ฐานะของเขาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน!
อีกทั้ง ชายหนุ่มยังคงปฏิบัติต่อตนเองเหมือนตอนพบกันครั้งแรก!