บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1250: ทำทุกสิ่งที่ปรารถนา
ตอนที่ 1250: ทำทุกสิ่งที่ปรารถนา
ซูอี้พลันชะงัก
“ต้องการลงมือหรือ?”
เขาไม่ได้ถามกลับ
ไกลออกไปบนพื้นพิภพอันพังทลาย ชายร่างผอมซึ่งเดิมนั่งขัดสมาธิอยู่ก็ค่อย ๆ ลุกขึ้น “ข้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกตนจึงได้เอ่ยโน้มน้าว ทว่าเจ้า…ไฉนจึงไม่ฟัง?”
ร่างของเขาวูบไหวในอากาศธาตุ
ทันใดนั้น เขาก็มาปรากฏมิห่างจากซูอี้นัก
เส้นผมของเขาฟุ้งกระจาย ใบหน้าอ่อนเยาว์เย็นชาเยี่ยงศิลา ดวงตาคมกริบราวคมมีด ภาวะดาบร้ายกาจพลุ่งพล่าน
เมื่อมองดี ๆ ชายร่างผอมผู้นี้เพียงยืนเฉย ๆ ก็ดูราวเป็นหนึ่งขุนเขาค้ำนภาพิภพ ทำให้ผู้มองรู้สึกมิอาจสั่นคลอนได้
สิ่งที่ยิ่งน่ากลัวคือ ภาวะดาบอันควบแน่นถึงขีดสุดพลุ่งพล่านรอบกายเขาเยี่ยงแม่น้ำแยงซี เผยเสน่ห์สมบูรณ์แบบไร้จุดรั่ว!
หากตัวตนในขอบเขตราชันแห่งภูมิทั่วไปมาเผชิญหน้าคู่ต่อสู้เช่นนี้ เขาย่อมสิ้นหวังในทันใด
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย มองคนผู้นั้นอย่างลึกล้ำ “ความสำเร็จวิชาดาบดีมาก แต่ข้าเองก็แนะนำเจ้า อย่าได้มาขวางทางเลย”
เขาว่าพลางก้าวตรงออกไป
หนึ่งก้าวนั้น สุญญะพลันยุบตัว พื้นที่สิบจั้งรอบกายสะท้านไหวรุนแรง
ปราณดาบพลุ่งพล่านขึ้นรอบกายซูอี้
เชื่อมนภาโยงแดนดิน กว้างใหญ่ไร้กังวล!
แต่ละก้าวของซูอี้เสริมภาวะดาบบนร่างของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทั่วฟ้าดินสะเทือนไหว สุญญะบิดเบี้ยวราวกับมิอาจทานอำนาจภาวะดาบนี้ได้
ไกลออกไป ชายร่างผอมใบหน้ากระตุก กล่าวด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สายตาข้าพลาดเสียแล้ว ไม่คาดเลยว่าผู้อาวุโสเป็นนักดาบผู้แข็งแกร่ง!”
“หลีกทาง”
ซูอี้กล่าวสองพยางค์นี้ออกเบา ๆ
ชายร่างผอมส่ายหน้า “เมื่อแปดพันปีก่อน ข้าได้รับคำสั่งจากคนบางผู้ เขาถ่ายทอดเคล็ดวิชาดาบให้ข้า และข้ารับปากจะปกป้องสถานที่นี้ตราบจนเขาจะออกมาได้ ในฐานะนักดาบ ข้าย่อมไม่คืนวาจา!”
น้ำเสียงของเขาก้องกังวาน นัยน์ตามั่นคงแน่วแน่
และภาวะดาบมหาศาลจากร่างของเขาก็ระเบิดออกดุจเพลิงคลั่ง แผดเผาท้องนภา สาดแสงสว่างสู่เก้าชั้นฟ้า
เปรี้ยง!
อำนาจวิถีดาบของคนทั้งสองป่วนวายุปั่นเมฆา ทั่วฟ้าดินใกล้เคียงเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
“ถูกคนบางผู้มอบหมาย?”
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด “หรือจะเป็นนักซ่อนกลซึ่งอ้างตนเป็นทายาทแห่งเซียน?”
ชายร่างผอมกล่าว “ถูกต้อง”
ซูอี้ชะงักถาม “เมื่อหลายร้อยปีก่อน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีสตรีผู้หนึ่งเข้าไปในเมืองสวรรค์เทพมายา?”
“รู้สิ”
ดวงตาของชายร่างผอมปรากฏคลื่นวูบไหวอย่างหาได้ยาก “สตรีผู้นั้นแข็งแกร่งมาก และยังมีสมบัติชิ้นหนึ่งช่วยนางต่อต้านอำนาจมิติเวลาได้อีกด้วย”
ซูอี้ว่า “เจ้าหยุดนางไว้หรือไม่?”
“เปล่า”
ชายร่างผอมว่า “ยามสตรีผู้นี้มาถึง นักซ่อนกลมอบโองการให้สตรีผู้นั้นเข้าเมืองสวรรค์เทพมายาได้”
ซูอี้พยักหน้า “หมายความว่า หากข้าต้องการเข้าเมืองสวรรค์เทพมายา ก็ต้องเอาชนะเจ้าก่อนหรือ?”
ชายร่างผอมเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวด้วยแววตาคมเยี่ยงสายฟ้า “วิถีดาบของข้าชี้วัดเพียงเป็นตาย ไร้ความปรานีใด”
ซูอี้เสสรวลกล่าว “วิถีดาบของข้าทำทุกสิ่งที่ปรารถนา ไร้ความกังวลใด ๆ”
“ชักดาบออกมา”
แขนเสื้อของซูอี้พริ้วไหว ก้าวเดินไปเบื้องหน้า
ดุจทอดน่องลอยชาย
ทว่าในสายตาของชายร่างผอม อึดใจนั้น ชายหนุ่มชุดขาวดูราวกับจะกระโดดออกจากกรงขังแห่งฟ้าดิน ทะยานสู่สวรรค์ชั้นเก้า
ภาวะดาบของเขาดูแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ไพศาลมิอาจหยั่งวัด!
“ได้!”
ชายร่างผอมพลุ่งพล่านด้วยภาวะดาบ
ตู้ม!
เขาพลิกฝ่ามือชักดาบออกมาเล่มหนึ่ง ฟาดฟันใส่อากาศ
เพียงพริบตา แสงดาบนับไม่ถ้วนก็ปรากฏพริบพราย ปราณดาบสารพัดกู่คำราม และกฎเกณฑ์กรุ่นคลั่งกระหวัดรัดเกี่ยวปราณดาบพลันระเบิดออก
เหมือนเช่นพิรุณเพลิงดาบไร้สิ้นสุดปกคลุมทั่วทศทิศในโลกหล้า
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือชั้นพลังมิติพุ่งเข้ามาเยี่ยงเทือกเขาเคลื่อนกระชั้น ทำให้พิรุณเพลิงดาบเหล่านี้ดูยิ่งใหญ่น่าหวาดหวั่นเกินพรรณนา
“นี่คือการหลอมรวมแก่นแท้แห่งมิติเข้ากับวิถีแห่งเพลิง ใช้พลังแห่งดาบแปรเปลี่ยนจักรวาล ภาวะดาบปกปักษ์เพลิงศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่หายากคือการหลอมรวมทั้งสองเป็นหนึ่ง กลมเกลียวจนแยกมิได้…”
ซูอี้กล่าวเสียงขรึม
เขาเห็นได้ว่าชายร่างผอมหาออมมือไม่ หนึ่งดาบนี้เขาทุ่มชี้วัดเป็นตายสุดตัว!
วิถีดาบเช่นนี้ร้ายกาจยิ่ง ก็เพราะความสุดโต่งของมัน
ซูอี้ไม่ได้ออมมือเช่นกัน
แขนขวาของเขายกขึ้น ใช้มือและนิ้วเยี่ยงดาบ ขยับไปบนอากาศ
การเคลื่อนไหวละเอียดอ่อนอันแสนธรรมดานี้เป็นดั่งเทพเซียนสำแดงเดช ภาวะดาบทะยานพุ่งเยี่ยงวารีทะลักเขื่อนพลิกพสุธากลับด้าน เปี่ยมเสน่ห์เกินหยั่งมิอาจทำลาย
และเมื่ออำนาจเช่นนี้ถูกกระตุ้นขึ้นจากปลายนิ้วของซูอี้
ตู้ม!
ท้องนภาสะเทือนเคลื่อนรุนแรง ปฐพีโคลงเคลงสั่นระรัว
ทศทิศบนสุญญะเป็นประหนึ่งกระจกถูกค้อนยักษ์ฟาด แหลกเป็นเศษเสี้ยวนับไม่ถ้วนขึ้นกะทันหัน รอยร้าวขยายร่างละเอียดอ่อนเยี่ยงใยแมงมุม
พิรุณเพลิงดาบนับไม่ถ้วนที่ชายร่างผอมฟันออกมาแหลกสลายไปเยี่ยงถูกพายุรวบ
อำนาจมิติทับซ้อนมากมายสลายหาย
และภายใต้ท้องนภา หนึ่งปราณดาบที่ซูอี้ฟาดฟันออกดูจะมีอำนาจเพียงพอสะท้านทั่วนภา ฉีกเวหาแหลกสลาย กลายเป็นแสงเดียวทะลวงทั่วฟ้าดินถิ่นนี้
และปราณดาบก็ลากเข้าหาชายร่างผอม!
เปรี้ยง!
ชายร่างผอมถูกโจมตีอย่างมิอาจต่อต้าน ใบหน้าเย็นชาแข็งทื่อดุจศิลาซีดขาว
อาภรณ์และเส้นผมยาวกระพือแกว่งไกวจากแรงปะทะ รอยแตกสีเลือดเล็กละเอียดมากมายปรากฏขึ้นบนผิว
“ขอบังอาจถามผู้อาวุโส ดาบนี้มีนามเช่นไรหรือ?”
ดวงตาของชายร่างผอมแข็งค้างพลางกล่าวถาม
“แค่ฟันเฉย ๆ หามีชื่อไม่”
ซูอี้กล่าวอย่างเรียบเฉย
เขากล่าวจบ ด้วยจิตคำนึง ปราณดาบที่ทะยานแหวกนภาเข้าหาชายร่างผอมก็สลายหายไป
“ทำทุกสิ่งที่ปรารถนา…”
ชายร่างผอมกล่าวกับตนเอง “ช่างเรียบง่ายนัก!”
สีหน้าของเขาละเอียดอ่อน ดวงตาดูตะลึง
เพียงใช้มือเป็นดาบ ก็สามารถทะลวงนภาเป็นหนึ่งเหนือสุญญะได้ และเคล็ดวิถีดาบอันเปี่ยมล้นออกมายังแข็งแกร่งเสียจนมิอาจคาดหยั่ง
วิถีดาบเช่นนี้มิน่าเชื่อโดยแท้!
ชายร่างผอมฝึกฝนแสนนาน หลังไขว่คว้าทำความเข้าใจมานานนม ในที่สุดเขาก็ค้นพบวิถีดาบของตน
เขาคิดว่าด้วยอำนาจวิถีดาบเช่นนี้ ต่อให้มีการฝึกฝนในขอบเขตคืนสู่สามัญ เขาก็ยังสามารถประชันกับยอดฝีมือขอบเขตไร้ขีดจำกัดบางคนในโลกหล้าได้
ทว่ายามนี้…
พ่ายในดาบเดียว!
และเห็นได้ชัดว่าคู่ต่อสู้เป็นเพียงราชันแห่งภูมิในขอบเขตอสงไขยแท้เที่ยงขั้นต้น อายุกระดูกเห็น ๆ กันอยู่ว่าเพิ่งยี่สิบเศษเท่านั้น…
ชายร่างผอมสูดหายใจลึก ๆ และกุมกำปั้นกล่าว “ฝีมือไม่เท่าก็ต้องโอนอ่อน แต่ทว่า ต่อให้ผู้อาวุโสมิฆ่าข้า ข้าก็ขอตายอยู่ดี!”
สีหน้าของเขาหนักแน่น
ดวงตาของซูอี้ฉายประกายชื่นชม “เจ้าไม่ได้บอกหรือว่านักซ่อนกลเคยสอนเคล็ดวิชาดาบแก่เจ้า ไฉนมินำมาใช้เล่า?”
ชายร่างผอมส่ายหน้า “เคล็ดวิชาดาบเช่นนั้น ข้ายังมิได้หล่อหลอมเข้าสู่วิถีดาบของข้า หากใช้ไป พยัคฆ์กระดาษมิอาจสู้สุนัข มีแต่จะขบขันเสียเปล่า”
ซูอี้กล่าวเสียงลุ่มลึก “วาจาดี”
ชายร่างผอมตะลึงไป ก่อนจะถามอย่างลังเล “เช่นนั้นในความคิดผู้อาวุโส วิถีดาบของข้าเป็นเช่นไรหรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิดจริงจัง และตอบว่า “ในโลกหล้าทุกวันนี้ เรียกได้ว่าชั้นหนึ่ง และในสายตาข้า ก็คู่ควรกับคำว่าดี”
“แค่…ดีหรือ?”
ดวงตาของชายร่างผอมซับซ้อน เงียบวาจาไป
เขาไม่อาจทราบได้ว่าตลอดกาลนานมา ผู้ที่สามารถทำให้ทัศนาจารย์ตัดสินว่าวิถีดาบ ‘ดี’ นั้นนับนิ้วมือได้!
“ในเมื่อเจ้าเดินทางบนวิถีดาบของตนเอง ไฉนจึงต้องใส่ใจการตัดสินของผู้อื่นด้วยเล่า?”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ “การฝึกฝนอาจมีข้อบกพร่อง พลังมหาวิถีที่เจ้ามีอาจมิได้ก้าวสู่ระดับที่แข็งแกร่งกว่านี้ ทว่าเรื่องเหล่านี้สามารถเสริมได้ในภายหลัง หากเจ้าเดินบนวิถีดาบตนด้วยหัวใจวิถีอันแข็งแกร่งพอ นั่นแหละข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดในวิถีดาบเจ้า”
“ความมั่นใจหรือ?”
ชายร่างผอมชะงักงัน
“ถูกต้อง มันคือความมั่นใจ!”
ซูอี้ว่า “ในฐานะนักดาบ เมื่อฟาดฟันดาบออกไป เจ้าต้องมีสภาพจิตใจมองทุกสิ่งอย่างเท่าเทียม มิใช่ความหยิ่งผยองหรืออวดดี แต่เป็นความกล้าแบบหนึ่ง”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “บางทีเจ้าอาจมองข้ามความเป็นความตาย ไร้ความกลัวต่อสิ่งใด แต่ยามที่เจ้าถามข้าว่าวิถีดาบของเจ้าเป็นเช่นไร ก็พิสูจน์ออกมาได้ว่าเจ้าหาได้เชื่อมั่นในวิถีดาบตนอย่างเต็มที่ไม่”
วาจาเหล่านั้นทำให้ชายร่างผอมตะลึงงัน
ราวฟ้าผ่ากลางที่เงียบสงัด
วาจาเหล่านี้ฟังดูเหมือนเข้าใจง่าย ทว่ามีเพียงเขาที่รู้ว่าวาจาเหล่านี้คือการชี้แนะตรงสู่หัวใจวิถีของเขา!
ครู่ต่อมา ชายร่างผอมก็รำพึง “หนึ่งวาจาผู้นำ ให้ความรู้สึกเหมือนได้เพ่งทัศน์เมฆา”
กล่าวจบ เขาก็โค้งคำนับต่ำ ๆ แก่ซูอี้
“แล้วเจ้ายังจะหยุดข้าอยู่หรือไม่?”
ซูอี้ถาม
ชายร่างผอมกล่าวอย่างขออภัย “ข้าไม่อาจตระบัดสัตย์ผิดวาจาได้”
ซูอี้อดหัวเราะมิได้ ก่อนจะพยักหน้า “ก็ถูก”
เขาดีดนิ้ว
ทันใดนั้น อำนาจกฎเกณฑ์ก็ปรากฏขึ้นสยบร่างของชายร่างผอมไว้เงียบ ๆ ทำให้เขาไม่อาจขยับตนได้อีก
ชายร่างผอมผงะตกใจ
หากอีกฝ่ายใช้กฎเกณฑ์เช่นนี้มาแต่แรก เกรงว่าเขาคงได้พ่ายไวกว่าเก่า!
ซูอี้เดินหายไปไกล
ระหว่างเดินไปครึ่งทาง เขาพลันกล่าวขึ้นอย่างเพิ่งนึกได้ “จะว่าไป เจ้ามีชื่ออันใด?”
“เนี่ยเจี้ยนเฉิง”
ชายร่างผอมตอบ
“ข้าจะจำไว้”
ซูอี้พยักหน้าและเดินจากไป
ตู้ม!
คลื่นมิติเวลาถาโถมคลุ้มคลั่ง อำนาจน่าหวาดหวั่นสะพรึง
แขนเสื้อของซูอี้โบกสะบัด ผลึกจักรวาลศักดิ์สิทธิ์นับพันระเบิดแหลก พลังมิติภายในหลอมรวมเป็นปราณดาบร่วงลงบนฝ่ามือของซูอี้
เขาใช้มือเป็นดาบ โบกสะบัดฟาดฟัน
อำนาจมิติเวลาอันดุเดือดเยี่ยงพายุพลันถูกผ่าเป็นทางเดิน
แล้วร่างของซูอี้ก็ทะยานสู่เวหา ฉวยโอกาสนี้ก้าวสู่ทางเข้าเมืองสวรรค์เทพมายาหายวับไปในพริบตา
บนสุญญะ เส้นทางซึ่งถูกปราณดาบฟาดเปิดค่อยๆ ถูกอำนาจคลื่นมิติเวลากัดกร่อนอย่างช้าๆ
“ในส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาว ตั้งแต่ยามใดกันที่นักดาบวัยเยาว์แข็งแกร่งเช่นนี้ปรากฏขึ้น?”
“เมื่อกาลเวลาผ่าน ด้วยความสำเร็จวิชาดาบของคนผู้นี้ เกรงว่าคงทำลายสถิติวิชาดาบที่ใต้เท้าทัศนาจารย์ทิ้งไว้ในอดีตได้!”
ไกลออกไป ชายร่างผอมผู้เรียกตนเองว่าเนี่ยเจี้ยนเฉิงหลุดจากพันธนาการแล้ว
สีหน้าแววตาของเขาเปี่ยมอารมณ์
ในฐานะนักดาบ เขาเคารพเลื่อมใสเพียงคนผู้เดียวชั่วชีวิต และนั่นคือทัศนาจารย์แห่งโลกาทัศนา!
เขารู้วีรกรรมตำนานของทัศนาจารย์ในอดีตเป็นอย่างดี
ทว่ายามนี้ ในใจของเขาสังหรณ์อย่างแรงกล้า—
ว่านักดาบหนุ่มคนเมื่อครู่ ในภายภาคหน้าคงมีคุณสมบัติพอเคียงบ่าเท่าเทียมกับทัศนาจารย์
หรือกระทั่ง…เหนือล้ำไปกว่านั้นอีก!
‘ข้าหวังเพียงว่าเขาจะรอดกลับมาจากเมืองสวรรค์เทพมายาได้โดยไร้อุบัติเหตุใด ๆ…’
เนี่ยเจี้ยนเฉิงกล่าวในใจ
………………..