บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1336: ต่างฝ่ายต่างระวังตน
ตอนที่ 1336: ต่างฝ่ายต่างระวังตน
………………..
ตอนที่ 1336: ต่างฝ่ายต่างระวังตน
หัวใจของซูอี้ผู้กำลังหลอมดาบด้วยตนเองในถ้ำลับใต้ดินบีบตัวแน่นหนา
แทบจะในยามเดียวกัน
เปรี๊ยะ!
เตาหมื่นเลิศล้ำแหลกสลาย หนึ่งดาบทะยานสู่อากาศ
มันแตกต่างจากรูปลักษณ์ของดาบแห่งโลกา ดาบเล่มนี้ดูเรียบง่าย มีสีครามทองทั่วเล่ม ทั้งตัวดาบและด้ามจับล้วนให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
ยามดาบเล่มนี้ทะยานสู่เวหา มันก็พุ่งพลิ้วราวพิรุณแสงแรกของจักรวาล วูบไหวกระเพื่อมขึ้นลงเยี่ยงคลื่นน้ำ วับวาวเหมือนกำลังหายใจ
อำนาจของดาบเล่มนี้บรรยายได้ว่าหนาแน่น ยิ่งใหญ่และมิอาจวัดได้ มองปราดแรกมันดูราวบรรพตศักดิ์สิทธิ์ค้ำนภาสวรรค์ แรงกดดันมหาศาลเขย่าโถงจนสั่นคลอน
แม้ความคมกริบจะถูกอำพราง แต่แค่ปราณก็เหนือกว่าดาบแห่งโลกาไปไกลโข!
โดยไม่รีรอให้ซูอี้ไหวตัว
เปรี้ยง!
ดาบพลันแผดแสงศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมเศษเตาหมื่นเลิศล้ำและเพลิงวิถีเก้ากระจ่างในพริบตา
และดาบก็แปรลักษณ์ไปอีกหน ตัวดาบประหนึ่งถูกแผดเผา คลื่นอำนาจอันน่าสะพรึงได้ปรากฏขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ล้วนอยู่นอกเหนือการควบคุมและความคาดหมายของซูอี้
เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าทันทีที่ดาบเล่มนี้ถูกตีเสร็จจะเกิดเหตุพลิกผันอันน่าเหลือเชื่อเพียงนี้ มันบดขยี้เตาหมื่นเลิศล้ำและหลอมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับมันพร้อม ๆ กับเพลิงวิถีเก้ากระจ่าง!
“ข้ายังคงประเมินเคล็ดหลอมดาบสิบสองบทต่ำเกินไป และนับแต่ข้าเขียน ‘ประกาศิตฤทัยแปรเทพ’ การแปรเปลี่ยนของดาบนี้ก็เริ่มหลุดจากการควบคุมของข้า”
ซูอี้ครุ่นคิดเคร่งขรึม
เขาตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ และยิ่งอัศจรรย์ใจมากไปกว่านั้น
การแปรเปลี่ยนเป็นลูกโซ่เหล่านี้หาใช่เรื่องแย่ไม่ ทว่าเป็นการทำให้ดาบวิถีนี้เปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ราวปาฏิหาริย์!
ฉัวะ!
เพลิงแสงปะทุขึ้น ดาบวิถีทะยานสู่เหนือโถงและออกจากถ้ำลับใต้ดินสู่ท้องนภาอย่างง่ายดาย
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะเร่งรีบทะยานตามโดยไวที่สุด
วัตถุศักดิ์สิทธิ์ดุจสวรรค์สร้าง ตนและวิถีประสานคล้อง
แม้ดาบนี้จะไร้วิญญาณ แต่จิตวิญญาณของมันก็นับเป็นเอกลักษณ์ในโลกหล้า!
…
“มา!”
ใต้ท้องนภา โจวเทียนหลี่ผู้มีผมขาวในอาภรณ์สีม่วงยกมือขึ้น
ตู้ม!
ค้อนยักษ์สีดำปกคลุมด้วยอสนีบาตทะยานสู่นภา
ค้อนกลืนอัสนีขยี้นภา!
สมบัติในขอบเขตจุติสรวงที่สามารถสะเทือนท้องนภาและทลายแดนดินได้ในหนึ่งโจมตี
เมื่อสมบัตินี้ทะยานสู่ฟ้า คลื่นพลังร้ายกาจก็ทำให้หลายผู้คนแปรสีหน้า
“แหลก!”
โจวเทียนหลี่ตวาดลั่น
สายฟ้าคลั่งพลุ่งพล่าน แสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง และค้อนกลืนอัสนีขยี้นภาก็ทุบเข้าใส่โรงหลอมเทวะซึ่งอยู่ไกลออกไป
มองดูราวกับตะวันคลั่งสายฟ้ากระแทกลงมาจากสรวง!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าด้วยการโจมตีนี้ ทั้งโรงหลอมเทวะคงแหลกสลายเป็นซาก
ทว่ายามนี้ วจีดาบกึกก้องก็สนั่นทั่วพิภพแดนสรวง
ชิ้ง!
แสงศักดิ์สิทธิ์สีครามทองเจิดจรัส สมบัติจุติสรวงนามค้อนกลืนอัสนีขยี้นภาแหลกสลายเยี่ยงทำจากกระดาษ
ทุกคนมองตาค้าง
หนึ่งดาบทะยานเวหาดุจตะวันคล้อยเหนือนภา มีปราณฮุ่นตุ้นโปรยปรายจากเหนือใบดาบเยี่ยงน้ำตก
ฟ้าดินพลันสลัวมัว ทั่วนภาเหนือเมืองชลาสินธุเต็มไปด้วยอำนาจดาบเกินบรรยาย
และเมื่อดาบนี้หมุนคว้าง อำนาจยิ่งใหญ่ก็แผ่ออกเยี่ยงจังหวะหายใจ รุนแรงเช่นวายุหอบเมฆา กลืนกินเมฆสายฟ้าสีครามทองอันลอยนิ่งเหนือเมืองชลาสินธุเสียสิ้น
ภาพอันน่าเหลือเชื่อนี้ทำให้คนมากมายตะลึงอึ้ง
นี่มันดาบอันใดกัน?
“ช่างเป็นอาวุธอันเลิศล้ำเสียนี่กระไร มันเป็นของข้า!”
ร่างหนึ่งพุ่งจากพื้นขึ้นสู่เวหา ก่อนจะปรากฏตัวตรงหน้าดาบวิถี
เขาคือวิญญาณอาสัญในขอบเขตจิตทารกจากสุขาวดีจรทักษิณ จู้ทง!
สีหน้าของเขาสุดปรีดา ฝ่ามือขยับเคลื่อน ประทับมือหวังสยบดาบวิถีบนฟ้า
ดาบวิถีสั่นสะท้านรุนแรง ปราณฮุ่นตุ้นแผ่ออกจากใบดาบเข้าขัดขวางกร่อนสลายประทับฝ่ามือของจู้ทงลงได้
สิ่งนี้ทำให้จู้ทงอดตะลึงมิได้ เขาตะโกนอย่างปรีดา “มาช่วยข้าสยบสมบัตินี้ที!”
เขาเห็นได้ว่าสมบัตินี้เลิศล้ำเหนืออาวุธวิเศษจุติสรวงทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะจิตวิญญาณในตัวดาบซึ่งหาได้ยากยิ่งในโลกหล้า!
วูบ!
ทันใดนั้น วิญญาณอาสัญทั้งห้าซึ่งติดตามมากับจู้ทงต่างพุ่งออกมาจากเงามือ ร่วมมือกับจู้ทงสยบดาบวิถี
วิญญาณอาสัญทั้งห้าตนมีทั้งชายและหญิง พวกเขาล้วนมีปราณน่าหวาดหวั่น วิถีเต๋าเหนือล้ำเกินตัวตนใด ๆ ในขอบเขตราชันแห่งภูมิ
ทว่าเกินคาด แม้พวกเขาจะร่วมมือกันกับจู้ทง ทว่าก็มิอาจหยุดดาบวิถีเล่มนั้นโดยสมบูรณ์ได้!
พวกเขามองหน้ากันอย่างความประหลาดใจ พวกเขาทั้งหลายล้วนตัดสินว่าดาบวิถีเล่มนี้เหนือธรรมดาเกินคาดฝัน
โจวเทียนหลี่และคณะซึ่งดูเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ไกล ๆ รู้สึกว่าหัวใจช่างรวดร้าว
หากตระกูลโจวของพวกเขาได้สมบัติเช่นนี้มาครอบครอง มันจะต้องกลายเป็นอาวุธสังหารชิ้นเอกที่สามารถคุ้มกันทั้งตระกูลได้แน่!
น่าเสียดายที่ยามนี้ พวกเขาทำได้เพียงต้องปล่อยให้คนจากสุขาวดีจรทักษิณเหล่านี้รับมันไป
ขณะเดียวกัน ยอดฝีมือมากมายในเมืองชลาสินธุอดตะลึงกับภาพนี้มิได้
เมื่อมหาสมบัติปรากฏขึ้นมา ทำให้วิญญาณอาสัญหกตนต้องร่วมมือกำราบ!
เพียงเหตุการณ์นี้ก็เพียงพอให้ลือลั่นทั่วโลกหล้าแล้ว
“ดาบวิถีของข้าจะปล่อยให้ผู้อื่นแตะต้องได้เช่นไร?”
หนึ่งเสียงเรียบเฉยดังขึ้นอย่างเย็นชา แม้จะไม่ได้สนั่นลั่น แต่ทุกผู้ล้วนได้ยินชัดเจน
“ระวังด้วย มันน่าจะเป็นวิญญาณอาสัญตนนั้น!”
ม่านตาของโจวเทียนหลี่หดตัวเล็กน้อยขณะเปล่งเสียงเตือน
จู้ทงผู้กำลังปราบดาบวิถีและวิญญาณอาสัญตนอื่น ๆ ต่างแยกสติมองมา
และพบว่ามีร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินทอดน่องออกมาจากในโรงหลอมเทวะ
เขาคือซูอี้!
“ชายหนุ่มผู้หนึ่ง?”
พวกโจวเทียนหลี่ถึงกับเงียบไป
เดิมที พวกเขาล้วนคิดว่าผู้หลอมดาบนี้เป็นวิญญาณอาสัญผู้มีที่มาเป็นปริศนา
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชิญวิญญาณอาสัญทั้งหกจากสุขาวดีจรทักษิณมาด้วย
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงชายหนุ่มแปลกหน้าผู้หนึ่ง!
เห็นเช่นนี้ พวกจู้ทงก็ลอบถอนใจโล่งอก
“ศิษย์น้องหญิงเนี่ยเฉี่ยว เจ้าจัดการเด็กนั่นเสีย”
จู้ทงสั่งการ
เขาคร้านเกินกว่าจะสนใจมากกว่านี้ เพราะต้องการทุ่มกำลังปราบดาบวิถีนั่นมากกว่า
“เจ้าค่ะ!”
สตรีในชุดเหลืองผู้หนึ่งเดินออกมา
ร่างของนางอรชร สีหน้าเรียบเฉยเย็นชา คู่เนตรหงส์เฉียบคมเยี่ยงดาบ
“ไม่สิ ตัวตนที่มีอายุยี่สิบเศษหรือจะตีดาบวิถีจุติสรวงเช่นนี้ได้?”
สตรีชุดเหลืองที่มีนามว่าเนี่ยเฉี่ยวสังเกตเห็นความผิดปกติ
นางมิได้ขยับตัว แต่ออกคำสั่งแก่โจวเทียนหลี่ผ่านกระแสปราณ “แค่ราชันแห่งภูมิเล็กจ้อย อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้ รีบโจมตีฆ่าเขาเร็วเข้า”
เห็นได้ชัดว่าโจวเทียนหลี่สังเกตได้ว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขาอดขมวดคิ้วยามได้ยินเช่นนี้มิได้ หรือสตรีผู้นี้จะโง่จนมิเห็นกันแน่ว่าชายหนุ่มผู้นี้ผิดปกติ?
ไม่สิ สตรีผู้นี้น่าจะคิดใช้ยอดฝีมือตระกูลโจวของพวกเขาเป็นหนูลองยา!
เมื่อคิดเช่นนี้ โจวเทียนหลี่ก็กล่าวกับชายชราผมขาวข้างกายเขาผ่านกระแสปราณด้วยท่าทีไร้สะท้านสะเทือน
“ท่านอาร่วมตระกูล เด็กนั่นผิดปกติ ไปลองหยั่งเชิงเขาหน่อย หากสังเกตสิ่งใดไม่ชอบมาพากล ขอให้หนีโดยไวที่สุด ให้วิญญาณอาสัญเหล่านั้นลงมือ”
“ได้!”
ชายชราผมขาวเดินออกมา
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาระวังตัวแจยิ่งกว่าโจวเทียนหลี่เสียอีก ทั้งยังมิเป็นฝ่ายชิงโจมตีก่อน ทว่ากระแอมก่อนจะกล่าวเสียงลุ่มลึก “เจ้าหนุ่มรีบขานชื่อมา หาไม่ อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี!”
วาจานั้นเหี้ยมเกรียม สะท้อนทั่วโลกหล้า
ซูอี้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วจึงเข้าใจเรื่องราวได้อย่างกระจ่างแจ้ง
เขาทำหูทวนลมและนำไหสุราออกมาจิบ ก่อนจะหันไปมองพวกจู้ทงซึ่งอยู่ไกลออกไป
วิญญาณอาสัญทั้งห้าตนประสานกำลังกัน ทว่ากลับมิอาจสยบดาบวิถีที่เขาตีขึ้นได้
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้มิอาจหยุดความประหลาดใจไว้ได้
ทว่าเมื่อคิดดูแล้ว เขาก็รู้สึกโล่งใจ
ดาบวิถีเล่มนี้หล่อหลอมด้วยวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นทั้งสี่ชนิด ได้แก่ดาบแห่งโลกา เถาวัลย์มารดาฟ้าดิน เตาหมื่นเลิศล้ำและเพลิงวิถีเก้ากระจ่าง รวมถึงสมบัติขอบเขตจุติสรวงเช่นโครงดาบคลื่นดาราและตราประทับบรรพตทักษิณ ทั้งยังมีวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ขอบเขตจุติสรวงอีกหลายร้อยชนิด
นอกจากนั้นมันยังถูกตีขึ้นจากเคล็ดวิชา ‘หลอมดาบสิบสองบท’ จากดาบเก้าคุมขังอีกด้วย
ทั้งหมดนี้สร้างดาบวิถีเช่นนี้ขึ้นมา อำนาจย่อมเหนือล้ำเกินจินตนาการ
บรรยากาศเงียบงันหดหู่
ชายชราผมขาวซึ่งถูกเมินมีใบหน้าดำคล้ำ ราวกับอีกฝ่ายไม่ไว้หน้าเขาสักนิด
โจวเทียนหลี่และคณะต่างมองหน้ากัน เจ้าเด็กนี่… กล้าเมินพวกเขาหรือ!?
กระทั่งเนี่ยเฉี่ยวยังขมวดคิ้วและรู้สึกผิดปกติมากขึ้นทุกขณะ “โจวเทียนหลี่ ไยจึงมิลงมือเล่า? เจ้าอยากให้เรารับมือราชันแห่งภูมิต้อยต่ำเช่นนี้หรือ?”
น้ำเสียงของนางดูไม่พอใจอย่างยิ่ง
มุมปากของโจวเทียนหลี่กระตุก โทสะกรุ่นในใจ
ทว่ายิ่งเป็นเช่นนั้น หัวใจของโจวเทียนหลี่ยิ่งระแวง เขาส่งกระแสปราณถึงชายชราผมขาว “ระวังตัวด้วย อย่าโจมตีหุนหันพลันแล่น นังนั่นอยากยืมมือเราเป็นหนูลองยาชัด ๆ ช่างเลวสิ้นดี!”
ม่านตาของชายชราผมขาวหดตัวขณะพยักหน้า
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศกลับดูแปลกประหลาดยิ่ง
เนี่ยเฉี่ยวสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ จึงเลือกเฝ้ามองสถานการณ์อย่างระแวดระวัง
พวกโจวเทียนหลี่เองก็เช่นกัน
สายตาของเหล่าผู้เฝ้ามองจากไกล ๆ ล้วนงุนงง
นี่มันเหตุอันใดกัน?
ตัวตนทรงอำนาจทั้งหลายจากตระกูลโจวโบราณมิกล้าลงมือหรือ?
เหตุใดวิญญาณอาสัญเหล่านั้นจึงมิเคลื่อนไหว?
สิ่งที่ยิ่งน่าประหลาดใจก็คือนับแต่ชายหนุ่มชุดเขียวปรากฏกาย เขาก็ดูจะเมินเหล่าผู้ทรงอำนาจจากตระกูลโจวโบราณเสียสนิท ขณะยืนนิ่งมองเหล่าวิญญาณอาสัญปราบดาบวิถีอยู่บนอากาศแสนนาน ดูลอยชายไร้ความรีบร้อนใด ๆ
ท้ายที่สุด กระทั่งจู้ทงผู้กำลังสยบดาบวิถีก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศผิดปกติ ใบหน้าของเขาดำคล้ำ ขณะกล่าวเตือน “ไยจึงมิลงมือ?”
สีหน้าของเนี่ยเฉี่ยวแปรเปลี่ยน หันไปว่ากล่าวกับโจวเทียนหลี่ “ยังมัวอ้ำอึ้งอยู่นั่น รีบลงมือโจมตีไอ้หนูนั่นสิ!”
โจวเทียนหลี่เดือดดาลในใจขณะกล่าวกับชายชราผมขาว “ท่านอาร่วมตระกูล… ขึ้นอยู่กับท่านลองเชิงแล้ว”
ชายชราผมขาวเดือดดาลจนแทบด่าพ่อล่อแม่ เขาหรือจะไม่เข้าใจว่านี่คือการพยายามให้เขาใช้ชีวิตตนเองเป็นตัวทดลอง?
ผู้สูงศักดิ์กว่าอยู่เหนือผู้น้อยเสมอ
ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าชายชราผมขาวจะคิดเช่นไรในใจ เขาก็ทำได้เพียงทำตัวขึงขัง ขณะลอบกล่าวในใจว่าแค่ลองเชิงราชันแห่งภูมิขอบเขตคืนสู่สามัญ หากระวังตัวดี ๆ ก็ไม่น่ามีอุบัติเหตุใด ๆ…
ทันทีที่เขาคิดเช่นนี้ ผู้ทรงอำนาจจากตระกูลโจวผู้หนึ่งพลันร้องเสียงหลง “ไม่ใช่แล้ว! คนผู้นั้นน่าจะเป็นทัศนาจารย์!!”
ทัศนาจารย์?
ชายชราผมขาวร่างสะท้าน ขาที่เพิ่งจะก้าวลงพื้นพลันชักกลับ สันหลังเย็นยะเยือก ใบหน้าชราวัยเปี่ยมความหวาดผวา
ทัศนาจารย์!
ไกลออกไป สตรีชุดเหลืองเนี่ยเฉี่ยวเองก็อดกุมหัตถ์หยกของนางอย่างพรั่นพรึงมิได้ สีหน้าแปรเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง
ในฐานะวิญญาณอาสัญ นางหรือจะมิกลัวเจ้าชีวิตผู้ถือครองอำนาจวัฏสงสาร?
จู้ทงผู้กำลังสยบดาบวิถีและวิญญาณอาสัญตนอื่น ๆ เองก็ผงะไปเยี่ยงถูกฟ้าผ่า สะดุ้งมิต่างจากแมวถูกเหยียบหาง
และผู้รับชมเหตุการณ์จากระยะไกลต่างตะลึงอึ้ง
ทัศนาจารย์!?
คิดให้หัวแตกก็คงไม่มีผู้คาดคิดว่าทัศนาจารย์ซึ่งสร้างเหตุการณ์ลือลั่นมากมายในโลกหล้าจะมาปรากฏตัวในเมืองชลาสินธุหรอกกระมัง?
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศเปลี่ยนเป็นเงียบงันพิกล กระทั่งสกุณายังสิ้นวจี
มีเพียงซูอี้ผู้ยืนนิ่งที่ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของทุกคนสักนิด และกล่าวอย่างเฉยเมย
“อย่าหยุดมือ ทำต่อสิ”