บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1338: เหย้าเยือนสักการะ
ตอนที่ 1338: เหย้าเยือนสักการะ
ภูมิดาราเทพนครคือภูมิดาราอันดับหนึ่งแห่งโลกหล้า
หกตระกูลโบราณอารักษ์วิถีและยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ แห่งจักรวาลพร่างดาวล้วนกระจายกำลังกันอยู่ในภูมิดาราแห่งนี้
เมื่อข่าวศึก ณ โรงหลอมเทวะแพร่ออกไป เหล่ายักษ์ใหญ่ที่อยู่บนจุดสูงสุดแห่งโลกหล้าเหล่านี้จึงได้รับทราบทันที
ชั่วขณะนั้น ขุมกำลังสูงสุดเหล่านี้ล้วนระส่ำระสาย
“ทัศนาจารย์นี่แข็งแกร่งเพียงไรกัน?”
นี่คือความแคลงใจของคนทุกผู้
เมื่อเดือนก่อน ระหว่างศึกวัดสรรพสุญตา ทัศนาจารย์ได้เอาชนะวิญญาณอาสัญสี่ตนในขอบเขตจิตทารกในศึกประมือเดี่ยวติด ๆ กัน
และผ่านไปเพียงหนึ่งเดียว เขาก็สังหารวิญญาณอาสัญขอบเขตจิตทารกเยี่ยงเชือดไก่ฆ่าวานร!
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เหล่าขุมกำลังสูงสุดสะท้านหวาดผวา
“กาลเวลาเปลี่ยนไป ข้าคิดว่าตัวตนเช่นทัศนาจารย์ย่อมถูกกำจัดลืมเลือน ใครเล่าจะคิดว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในขอบเขตราชันแห่งภูมิ…”
ตัวตนบรรพกาลผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป แล้วสิ่งใดเล่าจะคู่ควรแก่การประชัน?”
“วัฏสงสารสยบวิญญาณอาสัญทั้งมวลในโลกหล้า และความแข็งแกร่งของทัศนาจารย์เองก็แข็งแกร่งพอจะสังหารผู้แข็งแกร่งในขอบเขตจิตทารกได้ง่าย ๆ นี่… ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่?”
บางผู้กล่าวอย่างขื่นขม
“รอเถิด ยิ่งเขาแสดงอำนาจเจิดจรัสเพียงไร ยิ่งใกล้ดับสลายเท่านั้น!”
บางผู้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ตระกูลโจวโบราณอารักษ์วิถี
เจ้าตระกูลโจวฮว่าจี๋นั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง สีหน้ามืดหม่นดุจก้นบ่อน้ำ
ในโถงหลัก กลุ่มตัวตนทรงอำนาจตระกูลโจวกำลังโต้เถียงกัน
บางผู้เสนอให้ทุ่มกำลังทุกวิถีทางเพื่อสังหารทัศนาจารย์ และล้างแค้นให้แก่ผู้สิ้นใจ
มีเสียงคัดค้านถกเถียง เสนอมิให้กระทำการหุนหัน หาไม่ก็รังแต่จะเกิดผู้บาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้น
จุดยืนที่แตกต่างคนละขั้วทำให้เสียงถกเถียงในโถงดุดันเข้มข้นยิ่ง
“ข้าไปเองดีหรือไม่?”
เสียงอันราบเรียบเยี่ยงธารวารีดังออกมาจากนอกโถง หยุดเสียงโต้เถียงลงชะงัด
โถงพลันเงียบกริบ
นอกโถงหลัก ชายผอมบางเยี่ยงไม้ไผ่ผู้หนึ่งในอาภรณ์เรียบง่ายปรากฏกายขึ้น
ใบหน้าของเขากระจ่างเยี่ยงหยก หนวดเคราดุจกิ่งหลิวพลิ้วไสวใต้คาง แสงเซียนวูบไหวรอบร่าง
“ท่านบรรพชน!”
ทุกคน รวมไปถึงเจ้าตระกูลโจวฮว่าจี๋ต่างลุกขึ้นคำนับ
โจวหานซาน
เขาเพิ่งกลับมาถึงตระกูลเมื่อไม่นานนี้
เรื่องนี้เป็นความลับของตระกูลโจวมาโดยตลอด แม้จะมีการคาดเดาและข่าวลือต่าง ๆ นานาในโลกภายนอก ทว่าไร้ผู้ใดจะทราบว่าโจวหานซานหวนคืนจากเขตหวงห้ามเซียนละล่องแล้ว!
“เจ้าตระกูลคิดเช่นไร?”
นอกโถงหลัก โจวหานซานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เจ้าตระกูลโจวฮว่าจี๋สูดหายใจลึก ๆ และกล่าวว่า “การพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้นำความอับอายมาสู่ตระกูลอย่างจริงแท้ ทว่าทุกวันนี้ คงไม่ฉลาดนักหากเราทุ่มกำลังจัดการกับทัศนาจารย์เสียยามนี้ขอรับ”
“ไฉนจึงเห็นเช่นนั้นหรือ?” โจวหานซานถาม
โจวฮว่าจี๋รีบกล่าวด้วยสายตาเยือกเย็น “โลกหล้ากำลังแปรเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังโบราณหรือขุมกำลังสูงสุดในโลกหล้า พวกเขาแทบทั้งหมดล้วนดิ้นรนเสริมกำลังตน และจนยามนี้ยังไม่มีขุมกำลังใดออกมาประกาศสงครามกับทัศนาจารย์เลย”
“หากเราลงมือ ไม่ว่าแพ้หรือชนะก็รังแต่จะเป็นประโยชน์ต่อขุมกำลังอื่น ๆ หาส่งผลดีต่อเราไม่!”
“เพราะถึงอย่างไร ยามสองพยัคฆ์ประชัน ผู้ที่นั่งบนภูดูพยัคฆ์สู้กันย่อมมีไม่ขาด”
“แต่หากเราทนไปสักระยะ ประการแรก เราจะสามารถชิงความได้เปรียบท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งโลกา พัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็ว และประการที่สอง เรารอให้ขุมกำลังอื่น ๆ จัดการกับทัศนาจารย์ก่อนได้ แล้วจึงลงมือผสมโรง ทุกสิ่งล้วนไร้กังวล”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนในโถงก็สงบจิตลง
โจวหานซานเอ่ยชม
“ถูกต้อง ข้าติดต่อกับผู้อาวุโสผู้หนึ่งจากสุขาวดีจรทักษิณมาก่อนแล้ว และจากวาจาของเขา หกเดือนต่อจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอันโดดเด่นสองสิ่งในหล้า”
“หนึ่งคือในหมู่ขุมกำลังสูงสุดแห่งโลกหล้า จะมียอดฝีมือก้าวสู่วิถีจุติสรวงมากขึ้นทุกขณะ”
“สอง ในกลุ่มเต๋าโบราณทั้งหลายจะมีวิญญาณอาสัญหวนคืนสู่โลกหล้ามากขึ้นเรื่อย ๆ”
“ทั้งหมดนี้หมายความว่าสถานการณ์ของทัศนาจารย์จะทวีความอันตรายตามกาล หากไร้เหตุอื่น รอไปสักเดี๋ยว และจะเกิดการรุมสังหารทัศนาจารย์อย่างไร้ใดเปรียบ!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ อารมณ์ของพวกเขาก็ดีขึ้น
“ท้ายที่สุด กาลเวลาก็เข้าข้างเรา”
น้ำเสียงของโจวหานซานยังคงเยือกเย็น “โลกหล้าแปรเปลี่ยน กาลเวลาผันผ่าน ยิ่งโลกหล้าพลิกผันรุนแรงเพียงใด ผลประโยชน์ที่เราขุมกำลังสูงสุดจะได้ก็ยิ่งมหาศาล”
“ส่วนทัศนาจารย์ ไม่ว่าเขาจะทรงพลังเพียงไร เขาก็ยังติดอยู่ในขอบเขตราชันแห่งภูมิอยู่ดี และยิ่งกาลเวลาผ่านมากเพียงไร เขาก็ยิ่งเสียเปรียบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!”
“ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในโลกหน้า ผู้ที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากกำจัดเสี้ยนหนามอย่างทัศนาจารย์ที่สุดก็คือกลุ่มเต๋าโบราณเหล่านั้น!”
“เมื่อคนเราถูกต้อนจนอยู่ในจุดที่โลกหล้าคือศัตรู ก็เหมือนหนึ่งบุคคลรบกับหนึ่งยุคสมัยเพียงลำพัง ย่อมถูกบดขยี้เป็นจุณด้วยชะตา!”
“นี่แหละคือครรลองหลักแห่งโลกา ผู้คล้อยตามรุ่งโรจน์ ผู้สวนทางดับสลาย!”
ท้ายที่สุด โจวหานซานก็กล่าวยิ้ม ๆ “แน่นอน ข้าหาประเมินทัศนาจารย์ต่ำไปไม่ เขาร้ายกาจท้าทายอำนาจสวรรค์จริงแท้ หาไม่ มีหรือจะถูกถือเป็นศัตรูร่วมแห่งโลกหล้าได้”
“ทว่ายิ่งยามนี้เขาผาสุกเพียงไร ยามถูกคิดบัญชียิ่งน่าเวทนา!”
วาจาของเขาทำให้หัวใจของเหล่าผู้ทรงอำนาจ ณ ที่นี้กระเพื่อมขึ้นลง อารมณ์ดีขึ้นตาม ๆ กัน
โจวฮว่าจี๋อดกล่าวมิได้ “ท่านบรรพชน ข้าขอบังอาจถาม ด้วยการฝึกฝนของท่านขณะนี้ มีโอกาสชนะทัศนาจารย์หรือไม่ขอรับ?”
ทันใดนั้น ทุกสายตาก็มองมายังโจวหานซาน
โจวหานซานครุ่นคิดสักพักและตอบว่า “หากลอบโจมตีก็แน่ใจเจ็ดส่วน หากเผชิญหน้าตรง ๆ …คงสักครึ่งต่อครึ่งได้”
ทุกคนอดสะท้านในใจ ดวงตาเรืองประกายมิได้
ศึก ณ วัดสรรพสุญตาทำให้โลกหล้าได้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของทัศนาจารย์
ศึกที่โรงหลอมเทวะทำให้เหล่าผู้เฒ่าจากตระกูลโบราณอารักษ์วิถีร้อนรนเกินนั่งติด หัวใจเด้งกระตุกด้วยหวาดผวา มืดหมองหดหู่ยิ่ง กระทั่งสิ้นหวังมองโลกในแง่ร้ายไปนิดหน่อย
ทว่ายามนี้ วาจาของโจวหานซานปัดเป่าเงามืดในใจของพวกเขาไป!
“ในวันนี้ยุคนี้ ตัวตนเช่นข้าผู้สามารถก้าวสู่วิถีจุติสรวงได้ก่อนนั้นล้วนแต่เป็นคนเฒ่าผู้มีรากฐานน่าสะพรึง”
“เหมือนเช่นจงเทียนเฉวียนจากตระกูลจง เติ้งจั๋วจากสำนักเต๋าสูงสุดทวิภูมิ… มีใครบ้างที่มรดกและฝีมือแข็งแกร่งไม่ถึงขั้น?”
โจวหานซานกล่าวเบา ๆ “นับแต่โบราณกาล อย่าว่าแต่ก้าวสู่วิถีสู่สวรรค์เลย จะเป็นเซียนยังไม่ยากด้วยซ้ำ!”
“และข้าก็เคยยืนยันกับผู้ทรงอำนาจในสุขาวดีจรทักษิณมาแล้วผู้หนึ่ง จากวาจาของคนผู้นั้น ผู้ฝึกตนในขอบเขตจิตทารกเช่นข้าในสมัยโบราณกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนสูงสุด เทียบได้กับตัวตนแก่นหลักในกลุ่มเต๋าโบราณ!”
“ยามนี้ ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งในขอบเขตจิตทารกเช่นข้ากำลังทยอยปรากฏ และเพียงพวกเขากลุ่มนี้ก็พอที่จะกดดันมิให้ทัศนาจารย์โงหัวได้แล้ว!”
“หากวิญญาณอาสัญในขอบเขตรวมวิถีได้คืนสู่โลกหล้า เฮอะ… ยามนั้น ต่อให้ทัศนาจารย์ถือครองวัฏสงสาร เขาก็จะไม่สามารถเป็นภัยต่ออีกฝ่ายได้อีก และเขาจะตกตายแน่นอน!”
…
การหารือเช่นนี้เกิดขึ้นในตระกูลโบราณอารักษ์วิถีและยักษ์ใหญ่แห่งจักรวาลพร่าวดาวแห่งอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
โลกหล้าเดือดพล่านกรุ่นพายุ
ทว่ายามกาลผ่าน มันก็ค่อย ๆ เงียบสงบลง
เมื่อทุกผู้คิดว่าตระกูลโบราณอารักษ์วิถีสกุลโจวจะโจมตีตอบโต้อย่างดุเดือดที่สุดนั้นเอง ตระกูลโจวกลับเลือกอดทน มิได้เคลื่อนไหวใด ๆ
เช่นเดียวกัน หลังจากจบศึกที่โรงหลอมเทวะ ทั้งกลุ่มเต๋าโบราณซึ่งจู่ ๆ ก็โผล่มาและขุมกำลังสูงสุดต่าง ๆ ทั่วโลกหล้าต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะมิกระทำการใด ๆ ต่อทัศนาจารย์
พวกเขากระทั่งหยุดพูดประเด็นใด ๆ เกี่ยวกับทัศนาจารย์ในช่วงนี้ราวกลัวไปล่วงเกินอีกฝ่ายเข้า
โลกหล้าสงบเงียบอย่างหาได้ยาก
ทว่าทุกคนซึ่งมีสัมผัสเฉียบแหลมย่อมตระหนักว่ามันเป็นเพียงลมสงบก่อนพายุโหม!
ณ วัดสรรพสุญตา
สายลมสารทฤดูพัดโชยยะเยือก ฟ้าดินเวิ้งว้างหนาวเย็น
ใบไม้สีทองพลิ้วร่วงลงในสวนยามพลบค่ำ ทับถมเป็นกองพะเนินสูง
ซูอี้ทอดร่างลงบนเก้าอี้หวาย มองใบไม้หลากสี ชื่นชมความงามแห่งสารทฤดู
เขากลับมาที่นี่ได้ครึ่งเดือนแล้ว
เขาฝึกฝนอยู่ในวัดสรรพสุญตาแต่ยามนั้น และสนทนากับเซียนดาบชิงซื่อกับดาบพุทธะสรรพสุญตาเกี่ยวกับอดีตกาลสมัยโบราณเป็นบางหน
จวบจนยามนี้ เขาได้เข้าใจเรื่องราวหลายอย่างกระจ่างแจ้ง
สมัยโบราณหรือที่รู้จักในนามยุคสิ้นกฎเกณฑ์มีหายนะสิ้นกฎเกณฑ์อุบัติขึ้น ล้มล้างกลุ่มเต๋าผู้ฝึกเซียนทั้งหลายในโลกลงสิ้น
และยังทำลายผู้แข็งแกร่งจากโลกเซียนลงมากมาย!
ชั่วกาลยามนี้แปรเปลี่ยนอย่างร้ายแรง และวิถีจุติสรวงซึ่งห่างหายไปนานจะหวนคืนสู่โลกหล้า ทำให้วิญญาณอาสัญผู้ตื่นจากนิทราทยอยปรากฏตัวมากขึ้นเช่นกัน
มีทั้งอดีตสำนักยักษ์ใหญ่ ผู้เลิศล้ำยอดยุทธ์อันเคยแข็งแกร่งครองยุคสมัย และทายาทแห่งเซียนผู้มีตัวตนอันพิเศษลึกลับมากมาย!
จากการคาดเดาของเซียนดาบชิงซื่อ อย่างเร็วสุดสามเดือน นานสุดครึ่งปี วิญญาณอาสัญในขอบเขตรวมวิถีจะสามารถหวนคืนสู่โลกหล้า
วิญญาณอาสัญในขอบเขตรวมวิถีจากโบราณกาลนั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดได้
สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือ วิญญาณอาสัญในระดับนี้สามารถต้านทานการสะกดจากอำนาจวัฏสงสารได้โดยลำพังอำนาจตน!
กล่าวคือ ในศึกเผชิญหน้า ด้วยการฝึกฝนปัจจุบันของซูอี้ หากเขาไปพบกับวิญญาณอาสัญในขอบเขตรวมวิถีเข้า พลังวัฏสงสารอาจทำให้อีกฝ่ายกลัวได้อยู่ ทว่าจะมิถึงชีวิตอีกต่อไป
เว้นเสียแต่การฝึกฝนของเขาจะก้าวสู่ขอบเขตที่สูงกว่า!
สำหรับเรื่องนี้ ซูอี้เคยขอให้เซียนดาบชิงซื่อใช้พลังในขอบเขตรวมวิถีเพื่อพิสูจน์
ท้ายที่สุด เขาก็ค้นพบว่าหากไม่ทำลายอำนาจป้องกันของวิญญาณอาสัญขอบเขตรวมวิถีให้ได้เสียก่อน ภัยคุกคามของพลังวัฏสงสารที่มีต่อศัตรูเช่นนี้จะลดลงอย่างมากจนมิอาจสยบอีกฝ่ายได้อีกต่อไป
“กาลเวลากระชั้นเข้ามาแล้วจริง ๆ”
ซูอี้นวดหว่างคิ้วเบา ๆ
“กังวลว่าเหตุการณ์จะยุ่งยากหรือ?”
หลวงจีนคงจ้าวเดินมานั่งบนพื้นข้าง ๆ นำขาหมูป่าย่างใหม่ ๆ ออกมาข้างหนึ่ง เคี้ยวกร้วม ๆ ด้วยรอยยิ้มกว้างขณะกล่าว “อย่ากลัวไป มีบรรพชนข้ากับผู้อาวุโสชิงซื่ออยู่ ใครเล่าจะกล้ามาหาเรื่อง?”
เซียนดาบชิงซื่อและดาบพุทธะสรรพสุญตาซึ่งกำลังดื่มชากันอยู่ในวิหารมุมปากกระตุก คร้านเกินกว่าจะสนใจ จึงเลือกทำหูทวนลม
“เจ้าเห็นว่าข้ากลัวตรงไหนกัน?”
ซูอี้กล่าวอย่างไม่ชอบใจ
หลวงจีนคงจ้าวงุนงง “แล้วเจ้ามานั่งตรงนี้ทุกวันเพื่อการใด?”
“บ่มเพาะหัวใจน่ะ”
ซูอี้ตอบกลับเบา ๆ
นี่คือการฝึกดาบ
“บ่มเพาะหัวใจบ้าบออันใด ข้าว่าเจ้าเหงามากกว่า หลวงจีนผู้นี้เข้าใจเจ้านะ คนธรรมดาที่ไหนเล่าจะเลือกอยากอยู่ในวัด กระทั่งวิหคยังมิอยากอยู่ด้วยซ้ำปะไร? โลกโลกีย์หรือจะแย่ เลิศสุราโอชารสใดเล่าจะมิกรุ่นหอม?”
หลวงจีนคงจ้าวกล่าวทอดถอนใจ
ดาบพุทธะสรรพสุญตา “…”
เซียนดาบชิงซื่อ “…”
ซูอี้ “…”
ตกลงที่นี่จะไม่มีคนธรรมดาเลยหรือไร?
ทันใดนั้นเอง เสียงอันเก่าแก่โบราณเสียงหนึ่งก็ดังจากด้านนอก
“ตาเฒ่าไร้ค่าหลีจงรับคำสั่งคุณหนูให้มาเหย้าเยือนสักการะ!”