บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1339: ปฏิบัติต่อศัตรูเยี่ยงกระดูกผุในสุสาน
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- ตอนที่ 1339: ปฏิบัติต่อศัตรูเยี่ยงกระดูกผุในสุสาน
ตอนที่ 1339: ปฏิบัติต่อศัตรูเยี่ยงกระดูกผุในสุสาน
“เจ้ามาเพื่อการใด?”
ยามหลวงจีนคงจ้าวเปิดประตูวัด เขาก็พบชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่มิห่างไปเท่าไหร่
ชายชราขมวดผมมัดมวย สวมชุดนักพรตเต๋ากรุยกรายเยี่ยงวายุอัคคี ท่าทีเยี่ยงเทพเซียน
“ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้มาเพื่อพบบรรพาจารย์ของเจ้า ดาบพุทธะสรรพสุญตา และสหายเต๋าซู ซูอี้”
ชายชรายิ้มน้อย ๆ
หลวงจีนคงจ้าวขมวดคิ้ว “ข้าถามอยู่ว่าเจ้ามาเพื่อการใด!”
เขามองปราดแรกก็เห็นว่าชายชราซึ่งเรียกตนเองว่าหลีจงผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ทว่าหลวงจีนคงจ้าวในแดนเหย้าของตนหาสะท้านสะเทือนไม่ เขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ชายชราผงะไปชั่วขณะอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะแย้มยิ้มกล่าวอย่างไม่ถือสา “เป็นหลวงจีนควรสะบั้นโมหะความลวง ลักษณะนิสัยของสหายเต๋าหาเหมือนผู้ฝึกตนในพุทธศาสนาไม่”
ปัง!
หลวงจีนคงจ้าวกระแทกประตูปิดปังขณะพึมพำ “เจ้าหน้าเน่า มาเยือนสักการะประสาอันใดจึงมาสั่งสอนข้าผู้นี้ มาหาเรื่องถึงที่ชัด ๆ”
เขาส่ายหน้า หันหลังเตรียมเดินจาก ทว่ากลับพบบรรพชนตนยืนอยู่ข้างกาย
“บรรพชน เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ?”
หลวงจีนคงจ้าวใจแป้วเล็กน้อย
ดาบพุทธะสรรพสุญตาเขม่นตามองหลวงจีนคงจ้าว “ไอ้แก่ที่หน้าประตูนั่นเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้ฆ่าคนไม่กะพริบตาในโบราณกาล ไม่ว่าผู้ใดที่ล่วงเกินเขาจะถูกใช้ร่างหลอมเป็นตะเกียงน้ำมัน วิญญาณถูกผูกกับไส้ตะเกียง รอดก็ไม่ ตายก็มิอาจชั่วกัลป์ เจ้า…อยากลองหรือไม่?”
หลวงจีนคงจ้าวอ้าปากค้าง ใบหน้าคล้ำเขียว ฝืนยิ้มฝืด ๆ “มีท่านบรรพชนอยู่ ข้ายังต้องกลัวสิ่งใด?”
เห็นชัด ๆ ว่าหัวใจเขาระทวยไปแล้ว
“ข้าปกป้องเจ้าได้ชั่วขณะ แต่ข้าจะปกป้องเจ้าไปได้ชั่วชีวิตหรือ?”
ดาบพุทธะสรรพสุญตากล่าวอย่างมิชอบใจ “ไปยืนดูข้าง ๆ อย่าได้พูดพล่อย ๆ อีก”
ชายชราในอาภรณ์กรุยกรายยังคงยืนนอกประตู ท่าทีผ่อนคลาย สีหน้าอ่อนโยน ดูมิได้โกรธแม้แต่น้อย เขากล่าวยิ้ม ๆ “สหายเต๋า ไม่ได้พบกันเสียนาน”
ดาบพุทธะสรรพสุญตารำพึงเบา ๆ “ข้าไม่คาดเลยว่าเจ้าสัตว์ประหลาดเฒ่าจะรอด”
ณ โบราณกาลมีเก้าจอมปีศาจซึ่งแต่ละผู้ล้วนแต่เป็นยอดราชันจุติสรวงในขอบเขตจุติมงคล
ชายชราชุดนักพรตเต๋านามหลีจงคือหนึ่งในนั้น ซึ่งโลกหล้าตั้งสมญาเขาไว้เป็น ‘จอมปีศาจคว่ำบรรพต’!
หลีจงเสสรวลกล่าว “ข้ากลัวตายอยู่เสมอ จึงอยู่นานกว่าผู้อื่น”
ดาบพุทธะสรรพสุญตาเคลื่อนหลบไปข้าง ๆ นิดหน่อย “เชิญ”
หลีจงมองลึกเข้าไปในวัด ส่ายหน้าน้อย ๆ “พุทธสำนักอารามสมบัติ สุขาวดีแห่งโลกหล้า สัตว์ประหลาดเฒ่าเช่นข้าคงได้แหลกระเบิดยามเข้าไปโดยมิอาจเลี่ยง คงดีกว่าหากจะอยู่ข้างนอก”
“กลัวหรือ?”
เสียงเซียนดาบชิงซื่อดังมาจากด้านในวัด
ม่านตาของหลีจงหดตัวเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มทันที “ที่แท้ก็เป็นเซียนดาบชิงซื่อ ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าไฉนจึงไร้ผู้กล้าเข้ามาที่นี่ระหว่างมหาสงครามแดนนี้”
ร่างของเซียนดาบชิงซื่อปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุภายใต้ต้นไม้ใหญ่ลึกเข้าไปในวัด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “มิต้องพูดมากความ กล่าวเจตนามา”
น้ำเสียงไร้น้ำใจอย่างยิ่ง
หลีจงกล่าวยิ้ม ๆ “โปรดให้สหายเต๋าซูออกมาฟังด้วยเถิด เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเขาเช่นกัน”
“ว่ามา”
ใบไม้เหลืองทองกลาดเกลื่อนเต็มพื้น แสงอัสดงริบหรี่ลงทุกขณะ ซูอี้ทอดกายเอกเขนกเหนือเก้าอี้หวายไม่ขยับตัว กระทั่งเปลือกตายังไม่ขยับ
พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้หลีจงขมวดคิ้วโดยมิอาจจับสังเกต
เขาแย้มยิ้มกล่าวทันที “ข้าบอกก่อนแล้วว่าหนนี้ข้ามาด้วยคำสั่งคุณหนู จุดประสงค์คือเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีกับสหายเต๋าทั้งหลาย”
“เพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีอีกแล้ว…”
มุมปากซูอี้กระตุก ความสนใจของเขาเลือนหาย ไม่คิดสนใจมากไปกว่านี้
“คุณหนูที่เจ้าว่าคือผู้ใด?”
ดาบพุทธะสรรพสุญตาอดประหลาดใจไม่ได้
สัตว์ประหลาดเฒ่าแห่งโบราณกาลเยี่ยงหลีจงคือยักษ์ใหญ่สูงสุดแห่งวิถีปีศาจ ทว่ายามนี้เขากลับดูจะทำงานรับใช้ผู้อื่น!
สีหน้าของหลีจงเคร่งขรึม กล่าวอย่างจริงจัง “สหายเต๋าทั้งหลายน่าจะเคยได้ยินแล้ว คุณหนูของข้ามาจากตระกูลเซียนชั้นนำแห่งโลกเซียน มีนามว่าม่อชิงโฉว”
ม่อชิงโฉว!
ทันทีที่นามนี้ถูกกล่าว เปลือกตาของดาบพุทธะสรรพสุญตาและเซียนดาบชิงซื่อต่างกระตุก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
เซียนดาบชิงซื่อชิงถามขึ้น “นางจะทำการอันใด?”
“คุณหนูของข้ากล่าวว่า โลกหล้าขณะนี้ถือสหายเต๋าซูเป็นศัตรู ซึ่งก็ทำให้สถานการณ์ของสหายเต๋าซูอันตรายยิ่ง ข้ามิอาจทราบได้ว่าจะก่อเกิดเป็นพายุโลหิตร้ายแรงเพียงไร”
หลีจงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “และคุณหนูของข้าเต็มใจลุกขึ้นช่วยเหลือสหายเต๋าซูจากวิกฤติ สงบจลาจลนี้ให้!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ ทุกผู้ต่างเข้าใจกระจ่างแจ้ง
ทว่าซูอี้ก็ยังประหลาดใจ ม่อชิงโฉวผู้กล้าข่มขู่เขาเป็น ‘ศัตรูสาธารณะแห่งโลกหล้า’ แล้วเสนอตัวจะช่วยเขาปราบเหตุจลาจลนี้เลิศเลอมาจากหนใด?
ความมั่นใจนี้มิได้หนักแน่นอย่างทั่วไป
“เงื่อนไขเล่า?”
เซียนดาบชิงซื่อถามเข้าประเด็น
หลีจงว่า “คุณหนูของข้าเชื่อว่าผู้เลิศล้ำหายากเช่นสหายเต๋าซูไม่ควรอยู่ในจุดอันมิอาจหันกลับเช่นนี้ หากตายไปคงน่าเสียดายยิ่ง”
“หากสหายเต๋าซูมิถือสา จะอยู่ฝึกฝนกับคุณหนูของข้าเพื่อปลดพายุในโลกหล้าก็ได้ จะได้มิต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องราวภายหน้าอีก”
กล่าวถึงตรงนี้ หลีจงก็กล่าวกับดาบพุทธะสรรพสุญตากับเซียนดาบชิงซื่อว่า “พวกเจ้าทั้งสองก็น่าจะรู้ ว่าด้วยตัวตนและภูมิหลังคุณหนูของข้า หากฝึกฝนกับนางย่อมมิต้องกลัวจะไม่ได้จุติสรวงบรรลุเซียนเลย!”
“หากสักวันเขาไปยังโลกเซียน เขาจะสามารถจุติมงคล เคลื่อนสูงอย่างที่ไร้ผู้ใดเคยไปถึงได้แน่!”
ท้ายที่สุด ดวงตาของหลีจงเองก็ฉายประกายโหยหายากจับสังเกต
จุติสรวงบรรลุเซียน นี่คือความฝันของผู้ฝึกตนมนุษย์ทุกผู้!
และมีเพียงตาเฒ่าผู้เสาะแสวงวิถีบนวิถีจุติสรวงมาแสนนานเยี่ยงหลีจงเท่านั้นที่รู้ดีเหนือผู้ใดว่าการเป็นเซียนนั้นยากเย็นเพียงใด!
และการติดตามฝึกฝนข้างกายม่อชิงโฉวนั้นแตกต่างออกไป
อย่าว่าแต่จุติสรวง แต่ยังสามารถทะยานสู่จุดสูงสุดในโลกเซียน ณ ภายหน้าได้อีกด้วย!
ดาบพุทธะสรรพสุญตาและเซียนดาบชิงซื่อมองหน้ากัน ก่อนจะเบนสายตาไปมองซูอี้เป็นตาเดียว
เรื่องนี้ พวกเขาไม่ควรตัดสินใจแทนซูอี้
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลีจงก็ยิ้มน้อย ๆ ขณะมองซูอี้เช่นกันด้วยสีหน้าเจือความมั่นใจ
เรื่องโอกาสการบรรลุเซียนในภายหน้า ทั่วโลกหล้า จะมีสักกี่คนที่หักห้ามใจต่อโอกาสเช่นนี้ได้?
ใบไม้ร่วงระเกะระกะ สายลมเย็นเยือก
ซูอี้ผู้เอนกายบนเก้าอี้หวายกล่าวอย่างเฉื่อยชา “วิถีของข้า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใด คุณหนูของเจ้าแม้จะมาจากโลกเซียนแล้วเช่นไร? ยามนี้นางเป็นเพียงวิญญาณอาสัญ ข้าหาต้องการความช่วยเหลือจากนางไม่ ทว่านางต่างหากที่ต้องการความช่วยเหลือจากข้า”
หลีจงตะลึงงัน คิ้วขมวดหากัน แทบมิอาจเชื่อหูตนไปได้พักใหญ่
บรรลุเซียน!
สำหรับอำนาจสูงสุดในวิถีจุติสรวง ความเย้ายวนของมันยากหักห้าม ใครเล่าจะคิดได้ว่ามันจะถูกปฏิเสธอย่างเฉยเมย?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสถานการณ์ปัจจุบันของซูอี้ดูจะเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ยามนี้มิใช่เขาควรหาโอกาสปกป้องตนเองก่อนหรือ?
เมื่อคิดเช่นนี้ หลีจงก็หันไปกล่าวกับดาบพุทธะสรรพสุญตาและเซียนดาบชิงซื่อว่า “ทั้งสอง โปรดให้ข้าพูดวาจาไม่ดีงามสักหน่อยเถิด อย่าได้ถือสาเลย”
เซียนดาบชิงซื่อดูจะเข้าใจ เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เจ้าจะบอกว่าข้าและหลวงจีนเฒ่าสรรพสุญตาปกป้องสหายเต๋าซูมิได้หรือไม่?”
สีหน้าของดาบพุทธะสรรพสุญตาเองก็ปรากฏความเย็นชาเช่นกัน
หลีจงถอนใจกล่าว “ในเมื่อเจ้าทั้งสองทราบทั่วกัน ย่อมเข้าใจว่าเมื่อกาลผ่าน ทายาทแห่งเซียนเหล่านั้นคือผู้แข็งแกร่งที่สุด”
“คนจากยุคสิ้นกฎเกณฑ์จะปรากฏขึ้นในโลกหล้าตาม ๆ กัน และเมื่อพวกเขาหมายหัวเข่นฆ่าสหายเต๋าซู พวกเจ้า… จะฝืนได้เพียงไรเชียว?”
โดยมิรอคำตอบ หลีจงกล่าวต่อ “ไม่มีผู้ใดอยากให้มีดาบแขวนเหนือศีรษะตนหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าไม่มีผู้ใดไม่ใจร้อนอยากปลดคำสาปออกจากร่าง เรื่องทั้งหมดนี้ถูกกำหนดมาแสนนาน และวิญญาณอาสัญในโลกนี้และสหายเต๋าซูจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสิ้นจึงเลิกราแน่!”
“และยามนี้ สหายเต๋าซูทำได้เพียงพลิกอันตรายสู่ความปลอดภัย กลับร้ายเป็นดีโดยการติดตามฝึกฝนข้างกายคุณหนูของข้าเท่านั้น!”
วาจานั้นสนั่นสะเทือนทั่วหล้า
ดาบพุทธะสรรพสุญตาและเซียนดาบชิงซื่อเงียบไป สีหน้าแจ่มแจ้งกระจ่างชัด
พวกเขาต่างรู้ว่าสิ่งที่หลีจงกล่าวนั้นคือตัวเลือกที่ดีกว่าจริง ๆ
ทว่า พวกเขาก็รู้ดีว่าขอเพียงซูอี้ติดตามฝึกฝนข้างกายม่อชิงโฉว มันหมายความว่าจากนี้ไป เขาต้องเชื่อฟังสตรีผู้นั้น มิใช่บุคคลอิสระอีกต่อไป!
“มิตายมิจบ?”
ซูอี้เสสรวลจากบนเก้าอี้หวาย “มิตายมิจบไง ส่วนน้ำใจคุณหนูของเจ้า ข้ารับไว้แล้ว คงจ้าว ส่งแขก”
คงจ้าวกล่าวขึ้นทันที “ผู้เฒ่า โปรดกลับไป!”
เห็นได้ชัดว่าหลีจงไม่ทันตั้งตัว มิอาจจินตนาการได้เลยว่าแม้จะคัดสรรคำมาก็ยังถูกปฏิเสธ!
“ถึงกาลที่เจ้าต้องไปแล้วจริง ๆ” เซียนดาบชิงซื่อกล่าวเบา ๆ
ดาบพุทธะสรรพสุญตากล่าว “เพื่อบรรลุเซียน คนบางผู้จะเลือกก้มหัว ในขณะที่บางผู้จะหาหนทางของตนเพื่อก้าวเดินต่อ หนึ่งดาบถางวิถีสู่สรวง แม้ท้ายที่สุดจะล้มเหลว พวกเขาก็ยังคงทะนงสิ้นอาย ไม่คดงอขึ้นต่อผู้ใด และสหายเต๋าซูก็เป็นแบบหลัง”
หลีจงเงียบวจี สีหน้ายากเข้าใจ
เนิ่นนานจากนั้น เขาก็กล่าวกับชายหนุ่มซึ่งเอนกายเหนือเก้าอี้หวายห่างออกไป “คุณหนูของข้ากล่าวว่า หากสหายเต๋าซูปฏิเสธก็ไม่เป็นไร นางจะให้เวลาคิดกับสหายเต๋ามากกว่านี้ และจะรอคอยให้สหายเต๋าตอบรับน้ำใจของนางอย่างอดทน”
กล่าวเช่นนั้น เขาก็กุมกำปั้นคำนับน้อย ๆ พลางถอนใจ “แต่ถึงอย่างไร จากมุมมองส่วนตัวของข้า ข้าก็อดชื่นชมความกล้าของสหายเต๋าจากใจไม่ได้ ขอตัวแล้ว”
กล่าวจบ ผู้ทรงอำนาจในหมู่เก้าจอมปีศาจแห่งโบราณกาลก็หันหลังจากไป
ร่างของเขาลับนภาพลบค่ำไปอย่างรวดเร็ว
ความมืดโรยตัวมากขึ้นทุกขณะ
หลวงจีนคงจ้าวปิดประตูวัด จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นรำพึงกับท้องฟ้า “หากเป็นข้าถูกเชื้อเชิญเช่นนี้จะดีเพียงไรหนอ… ได้เป็นเซียนโดยมิต้องพยายาม น่าอัศจรรย์เพียงไรกัน?”
ดาบพุทธะสรรพสุญตาตบศีรษะโล้นของคงจ้าวอย่างเหลืออด ส่งให้คงจ้าวต้องกุมหัวแยกเขี้ยว
“ศิษย์ชั่วนี่ หากไม่สั่งสอนเสียบ้างคงทำข้าคับแค้นตายเป็นแน่แท้!”
ดาบพุทธะสรรพสุญตาเขม่นตามองอย่างโกรธเคือง
เซียนดาบชิงซื่อเสสรวลปรบมือ “ตบได้ดี”
หลวงจีนคงจ้าวกุมหัวหัวเราะแห้ง ๆ “บรรพชนโปรดสงบโทสะ ข้าแค่พูดเท่านั้น ด้านความทะนง ข้าหาด้อยไปกว่าสหายทัศนาจารย์ของข้าแม้เพียงครึ่งแต้มไม่!”
“ด้านความไร้ยางอาย ข้าไม่อาจนำอันใดมาเทียบชั้นใกล้เคียงเจ้าได้เลย”
ซูอี้แค่นเสียงขำ
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย ยืดเส้นยืดสายเตรียมกลับห้องไปฝึกฝน
เซียนดาบชิงซื่อเอ่ยถาม “สหายเต๋าซู เจ้าไม่ใคร่รู้หรือว่าม่อชิงโฉวผู้นี้เป็นผู้ใด วิเศษมาจากไหน?”
ฐานะของม่อชิงโฉวนั้นพิเศษและสูงส่งยิ่ง การที่นางส่งสัตว์ประหลาดเฒ่าคนสำคัญเช่นหลีจงมาเป็นผู้เจรจาในวันนี้ เห็นได้ชัดว่านางจริงจังกับเรื่องนี้มาก
และยามนี้ ซูอี้ปฏิเสธนางอย่างเด็ดขาด ผลที่ตามมาจึงยากจะกล่าว
เรื่องนี้ใหญ่หลวง และเซียนดาบชิงซื่อรู้สึกว่าเขาควรให้ซูอี้เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ทว่าซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง กล่าวโดยมิเหลียวกลับ “ฟ้าดินหาใจกว้างไม่ ทุกสิ่งล้วนแต่เป็นสุนัข ข้าผู้นี้ปฏิบัติต่อศัตรูเยี่ยงกระดูกผุในสุสาน”
“ไม่ว่าผู้ใด หากเป็นศัตรูก็มิต่างกัน!”