บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1340: ยุคจุติสรวงกำลังมา
ตอนที่ 1340: ยุคจุติสรวงกำลังมา
ในฐานะทายาทแห่งเซียนผู้รอดชีวิตจากยุคสิ้นกฎเกณฑ์ บางทีพวกเขาอาจจะอยู่กับฐานะสูงส่งมานานเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นฝูตงหลีผู้ปรากฏกายพร้อมร่มสีดำในหนแรก หรือม่อชิงโฉวผู้ส่งหลีจงมาเกลี้ยกล่อมในยามนี้ พวกเขาล้วนคิดว่าจะทำให้ซูอี้รับ ‘น้ำใจ’ นี้ไว้ได้
บ้างรับปากให้มรดกวิชาสมบัติมากมาย บ้างรับปากจะให้ที่พักพิงกับซูอี้ หรือกระทั่งรับปากจะพาซูอี้ไปฝึกฝนยังโลกเซียนในภายหน้า
ไม่ต่างกับหากจะบอกว่า ข้ารู้ว่าเจ้าในยามนี้กำลังตกต่ำ ดังนั้นข้าจะพาเจ้าไปเลี้ยงดู แต่เจ้าต้องก้มหัวรับใช้ข้า
นี่หรือน้ำใจ?
มิใช่
มันคือการแลกเปลี่ยน!
ซูอี้ไม่ได้รังเกียจการแลกเปลี่ยน
แต่เขาขยะแขยงการกระทำเข้าข้างตนเอง สำคัญตนสูงเกินไปเช่นนี้
เขาทุ่มเทชั่วชีวิตค้นหาวิถีดาบ ไฉนต้องให้ผู้อื่นมาสนับสนุนเขาด้วย?
ต่อให้ทั้งโลกหล้าจะเป็นศัตรู ไฉนต้องให้ผู้อื่นมาคอยคุ้มกะลาหัว?
เรื่องน่าขันคือ ไม่ว่าจะเป็นม่อชิงโฉวหรือหลีจงผู้มาเจรจา พวกเขาก็คิดอย่างเห็นได้ชัดว่าเหตุที่เขาอยู่ในวัดสรรพสุญตาเป็นเพราะต้องการให้ดาบพุทธะสรรพสุญตาและเซียนดาบชิงซื่อปกป้อง!
“ในสายตาผู้อื่น สถานการณ์เช่นนี้เพียงพอจะเป็นจุดจบของข้าได้ แต่พวกเขาหรือจะรู้ว่าสำหรับข้า การเป็นศัตรูแห่งโลกหล้าเป็นเพียงหนึ่งบททดสอบ?”
“ผู้ที่ไม่อาจฆ่าข้าได้ ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นขั้นบันได กรุยทางสู่สวรรค์ให้ข้าเหยียบย่ำเลื่อนระดับ!”
ในห้อง ซูอี้ส่ายหัวแล้วตั้งจิตฝึกฝน
……
รัตติกาลมาเยือน ใบไม้ในวัดสรรพสุญตากระจัดกระจายท่ามกลางสายลมยามสารทฤดู
“บรรลุเซียน มีตัวตนในวิถีจุติสรวงมากมายเพียงไรที่ใฝ่ฝันถึงมันชั่วชีวิต ทว่ากลับถูกสหายเต๋าซูเมินไปเช่นนี้ ความกล้าของเขาไร้ผู้ใดเทียบได้จริง ๆ”
เซียนดาบชิงซื่อกระซิบ
ก่อนสัตว์ประหลาดเฒ่าหลีจงจะจากจร เขาตะลึงกับความกล้าหาญของซูอี้และทอดถอนใจชื่นชมออกมาอย่างชัดเจน
ดาบพุทธะสรรพสุญตาประนมมือ ใบหน้าราบเรียบเยี่ยงหยกกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม “หรือก็คือจะบอกว่า ข้าจะหยั่งทราบบรรลุถึงวิถีอันสูงสุดด้วยตนเอง หากไม่พอใจกับผลลัพธ์ ข้าก็จะมิบรรลุกระจ่างแจ้ง”
“ในความคิดข้า สหายเต๋ามีความทะเยอทะยานเหนือใคร ใฝ่หาวิถีดาบสูงสุด หากเขาทำมิได้ ต่อให้เป็นเซียนไป นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการหรอก”
“ถูกต้อง”
สีหน้าของเซียนดาบชิงซื่อปรากฏเค้าความเย้ยหยัน “หากลดตัวก้มหัวแลกเปลี่ยนศักดิ์ศรีกับโอกาสบรรลุเซียน วิถีเซียนนั้นก็ไม่น่าเดินหรอก”
ขุมกำลังสูงสุดผู้เหลือรอดจากยุคสิ้นกฎเกณฑ์มีความรู้สึกมากมายประดังในใจ
ท่ามกลางการแสวงวิถี คนบางผู้จะเลือกตามกระแสละล่องตามลมสู่สรวง
ทว่าบางผู้เลือกจะประเมินวิถี ชักดาบขึ้นชี้ทางสู่สรวงให้ตน!
ไม่มีสิ่งใดดีหรือร้าย
เพราะถึงอย่างไร การจะฉวยโอกาสจากสถานการณ์ได้ คนผู้นั้นก็ต้องมีฝีมือของตนด้วย
และการเอาชนะอุปสรรคบนวิถีหมายความว่าต้องทนลำบากตรากตรำ เผชิญอันตรายเหนือจินตนาการ อาจถูกบดขยี้ได้ทุกขณะจิต
“หัวใจนิ่งดุจศิลา ไม่หวั่นไหวแม้นภาถล่ม หากไร้ความอดกลั้น ทะเยอทะยานและราศียิ่งใหญ่ คงมิอาจเยือกเย็นได้เท่าสหายเต๋าซู”
ดาบพุทธะสรรพสุญตากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกผู้ในโลกหล้าล้วนคิดว่าสหายเต๋าซูอยู่ในอันตราย ทว่าไม่คาดกันเลยหรือว่าสิ่งใดจะเกิด หากสักวันคมดาบของสหายเต๋าซูจะสามารถประหารผู้ไร้คู่เปรียบในโลกหล้าได้?”
เซียนดาบชิงซื่อดวงตาลุกวาว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถึงจะเป็นเพียงวาจา ทว่า… ข้าชักอยากให้ถึงวันนั้นจริง ๆ เสียแล้ว”
……
เขตหวงห้ามเซียนละล่อง
บนเกาะแห่งหนึ่งอันปกคลุมด้วยหมอกเซียน ต้นสนโบราณโอนเอน สายธารน้ำตกไหลกระฉอก
“คุณหนู ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ละอายนักที่ไม่อาจบรรลุเรื่องที่ท่านมอบหมายได้ขอรับ”
หลีจงก้มหัวลงกล่าวอย่างละอาย
มิห่างไปนัก มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างผา
นางแต่งกายเยี่ยงบุรุษ ร่างสูงสง่าสวมอาภรณ์สีม่วง เรือนผมดำขลับรวบมวยหลวม กิริยาสง่าโดดเด่น
“หากไม่เพื่อบรรลุเซียน แล้วเขาจะบรรลุอันใด?”
สตรีผู้นั้นกล่าวพลางหันมาหาหลีจง
ยามนี้ แสงจากท้องนภาสาดส่องสะท้อนใบหน้ากระจ่างงามของหญิงสาว และยังเพิ่มเสน่ห์สูงส่งศักดิ์สิทธิ์แก่นาง
ผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ คิ้วสวยได้รูป นัยน์ตาสีทองซีดอย่างหาได้ยากเรืองประกายเจิดจรัส
แม้จะเป็นสตรีแต่งกายปลอมเป็นบุรุษ แต่กิริยาบรรยากาศก็ยังมหัศจรรย์เหนือผู้ใด
ม่อชิงโฉว
ตัวตนสูงส่งจากโลกเซียน!
ทายาทผู้เลิศล้ำแห่งเซียน!
หลีจงหลุบตาลงเล็กน้อย หากล้ามองนางเซียนเหนือปุถุชนผู้นี้ตรงๆ ไม่ “จากความเห็นของตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ คนผู้นี้มีความกล้าและความมั่นคงสูงยิ่ง ควรค่าเป็นตัวตนในตำนานอันเคยเป็นที่เคารพทั่วจักรวาลพร่างดาวใต้สรวงสวรรค์ และในเมื่อเขาปฏิเสธน้ำใจคุณหนูแล้ว บางที… คงไม่คิดก้มหัวให้อีกขอรับ”
ม่อชิงโฉวคิดสักพักและกล่าวว่า “ในเมื่อเขาเย่อหยิ่ง แล้วไฉนต้องหลบอยู่ในวัดสรรพสุญตาด้วย? นี่มิต่างจากพึ่งใบบุญผู้อื่นส่งแขกเลย”
หลีจงลังเลเล็กน้อย “เรียนตามตรง จากมุมมองของตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ ซูอี้ผู้นั้นหาได้พึ่งใบบุญเซียนดาบชิงซื่อและดาบพุทธะสรรพสุญตาไม่ขอรับ”
“ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
หลีจงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “ความสำคัญของคนผู้นี้ยังสูงกว่าเซียนดาบชิงซื่อและดาบพุทธะสรรพสุญตาอยู่ขอรับ! ต่อหน้าการมาเยือนของข้า กระทั่งเซียนดาบชิงซื่อและดาบพุทธะสรรพสุญตายังไม่กล้าดูแคลน ทว่าคนผู้นี้กลับมิสนใจการปรากฏตัวของข้าแต่ต้นจนจบขอรับ”
ม่อชิงโฉวผงะ “โอหังเพียงนั้นหรือ?”
หลีจงส่ายหัวน้อย ๆ “หาใช่ความโอหังไม่ขอรับ แต่เป็นความทะนงและเยือกเย็นที่ไม่อาจสั่นคลอน ข้าพินิจแล้ว ชิงซื่อและพุทธะสรรพสุญตาล้วนให้เกียรติคนผู้นี้อย่างยิ่ง และทุกการตัดสินใจ ณ ขณะนั้นก็ขึ้นกับคนผู้นี้ทั้งสิ้นขอรับ”
ม่อชิงโฉวกล่าวเบา ๆ “ฟังจากที่เจ้าว่า ซูอี้ผู้นี้ก็เป็นตัวตนอันหาได้ยากในโลกหล้าจริงแท้ ทว่าน่าเสียดายที่ข้าใช้งานมิได้…”
หลีจงหัวใจหนาวเยือก กล่าวว่า “คุณหนู ตาเฒ่าผู้นี้ขอบังอาจพูด ข้าหวังว่าคุณหนูจะรอดูสถานการณ์ อย่าได้ตัดสินใจทันทีนะขอรับ”
ริมฝีปากสีกุหลาบของม่อชิงโฉวยกยิ้มหยอกเย้าขณะกล่าว “อย่าห่วงไป ข้าไม่ได้อับอายโกรธเคืองเพราะการปฏิเสธหรอก ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าข้าให้เวลาเขาคิดทบทวนแล้ว และข้าจะมิตระบัดวาจา”
หลีจงลอบถอนใจโล่งอก
“ทว่า…”
ม่อชิงโฉวกล่าว “ใน ‘เทศกาลประชุมเซียน’ พรุ่งนี้ มีประเด็นเรื่องเกี่ยวกับซูอี้อยู่ด้วย ข้าไม่ถือสาหากจะพูดดี ๆ เกี่ยวกับเขาสักหน่อย แต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่าคนอื่นคงมิเห็นดีเช่นข้านัก”
กล่าวเช่นนั้น นางก็ส่ายหัวน้อย ๆ กล่าวเบา ๆ “ท้ายที่สุด คนผู้นี้ก็เหมือนดาบแขวนเหนือหัวพวกเรา หากควบคุมไม่ได้ ทางเลือกอันฉลาดที่สุดก็ย่อมต้องทำลายทิ้งเสีย!”
หัวใจของหลีจงสะท้าน
เทศกาลประชุมเซียนพรุ่งนี้จะมีทายาทแห่งเซียนอันร้ายกาจมากมายเข้าร่วม นอกจากนั้นยังมีขุมกำลังสูงสุดแห่งโบราณกาลด้วย
ในเทศกาล เรื่องสำคัญที่สุดคือการหารือว่าจะจัดการกับซูอี้ผู้ถือครองอำนาจวัฏสงสารเช่นไร!
เป็นเช่นม่อชิงโฉวว่า วัฏสงสารคือดาบอันแขวนเหนือศีรษะวิญญาณอาสัญทั้งมวล ยิ่งเป็นตัวตนแข็งแกร่ง ยิ่งไม่อาจทานทนต่อการมีอยู่ของดาบนี้ได้!
“ไม่ว่าผู้อื่นจะวางตนเช่นไร ข้าจะรอ บางที… เมื่อซูอี้ผู้นี้ชอกช้ำมากพอ ตกสู่หายนะชี้วัดเป็นตาย เขาอาจจะหันมามองน้ำใจของข้าอีกหนก็เป็นได้”
ม่อชิงโฉวกล่าว
……
วันต่อมา ‘เทศกาลประชุมเซียน’ อันเป็นที่สนใจของเหล่าวิญญาณอาสัญทั่วโลกหล้าก็ถูกจัดขึ้นในถิ่นพำนักของทายาทแห่งเซียนม่อชิงโฉว
วันเดียวกันนั้น ข่าวเกี่ยวกับเทศกาลประชุมเซียนก็แพร่ออกไป เกิดเป็นกระแสฮือฮาทั่วโลกหล้า
สิ่งที่สะดุดตาเป็นพิเศษคือข่าวสองเรื่อง
ประการแรก ชั่วกาลต่อจากนี้ ขุมกำลังโบราณหลักทั้งหลายจะร่วมมือกับขุมกำลังสูงสุดแห่งโลกหล้าเพื่อสร้างกฎระเบียบใหม่ทั่วจักรวาลพร่างดาว!
ประการที่สอง ขุมกำลังหลักโบราณและทายาทเซียนบางส่วนร่วมกันประกาศจุดยืน ว่าภายในครึ่งปีจากนี้ หากซูอี้เลือกยอมจำนน เขาจะไม่ต้องตายตก
หาไม่ เขาต้องถูกกำจัด!
ทันทีที่ข่าวทั้งสองถูกประกาศ ทั่วจักรวาลพร่างดาวก็สั่นสะท้านเซ็งแซ่
ทุกผู้สังหรณ์ว่าทัศนาจารย์ผู้สัญจรสยบทั่วจักรวาลพร่างดาวด้วยหนึ่งดาบจะตกสู่พายุคลั่งอันร้ายแรงยิ่งกว่าหนใด!
……
“เจ้านาย เจ้าซูอี้ผู้นั้นตายตกแน่!”
สุนัขพื้นเมืองนามซิงเชวียแสนตื่นเต้น มันรายงานข่าวเทศกาลประชุมเซียนต่อเซียนหงอวิ๋นทันที
“ก็แค่คำอ้าง อย่าได้สนใจ”
เซียนหงอวิ๋นกำลังต้มข้าวทำโจ๊ก กล่าวอย่างหาใส่ใจไม่ “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า เทศกาลประชุมเซียนที่ว่านี่แทนทัศนคติของใครได้สักกี่คนเชียว?”
สุนัขพื้นเมืองคิดชั่วครู่และกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้านายคร้านเกินกว่าจะเข้าร่วมเทศกาลประชุมเซียนนี้ มันก็พิสูจน์แล้วว่าเทศกาลประชุมเซียนที่ว่ามิควรค่าให้ต้องใส่ใจมากนักขอรับ”
ปราชญ์หงอวิ๋นมองโจ๊กขาวระอุร้อนในหม้อ ก่อนจะออกคำสั่ง “ไปเรียกอาจิ่วมากินโจ๊กกัน”
“ขอรับ”
สุนัขพื้นเมืองน้ำลายสอพลางเดินออกไป
……
กาลเวลาผันผ่าน สองเดือนลาลับอย่างรวดเร็ว
ระหว่างนี้เกิดการแปรเปลี่ยนมากมายขึ้นกับภูมิดาราหลักแห่งโลกหล้า
เหล่ายอดฝีมือผู้ก้าวเท้าสู่วิถีจุติสรวงต่างก้าวออกจากเขตหวงห้ามเซียนละล่องตาม ๆ กัน สร้างเป็นเสียงถกเถียงร้อนแรงในโลกา
เช่นบรรชนของโรงวาดฤทัย ประมุขลัทธิทางช้างเผือก เติ้งจั๋วจากสำนักเต๋าสูงสุดทวิภูมิ เจ้าหอเก้าสวรรค์เหยียนเต้าหลิน…
พวกเขาทั้งหมดล้วนกำลังกลับมา!
นอกจากนั้น ยังมีตัวตนบรรพกาลจากหกตระกูลโบราณอารักษ์วิถี แปดตระกูลราชันแห่งภูมิก้าวสู่วิถีจุติสรวงด้วยเช่นกัน!
ทั้งหมดนี้สะท้านสะเทือนทั่วจักรวาลพร่างดาว สร้างเป็นกระแสคลื่นมิอาจคณานับ
“ยุคสมัยของยอดฝีมือวิถีจุติสรวงมาถึงแล้ว!”
“ในภายหน้า โลกหล้าจะถูกปกครองด้วยตัวตนในวิถีจุติสรวง”
ไม่รู้กี่ผู้รำพึงเรื่องนี้
การแปรเปลี่ยนแห่งโลกหล้าจะส่งผลถึงครรลองแห่งโลกา และกระทบถึงวิถีทางแห่งผู้ฝึกตนทั้งหลายบนโลกหล้าอย่างลึกล้ำ!
ใครเล่าจะไม่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้?
“ชั่วกาลเพียงสองเดือน ผู้ที่รู้กันว่าอยู่ในวิถีจุติสรวงก็มีเป็นร้อยแล้ว!”
“และในที่ลับ มียอดฝีมือมากมายเพียงไรกันที่อยู่ในวิถีจุติสรวง?”
“กล่าวกันว่าในหมู่กลุ่มเต๋าโบราณ มีวิญญาณอาสัญขอบเขตรวมวิถีปรากฏขึ้นแล้ว!”
ระหว่างชั่วกาลนี้ เรื่องที่โลกหล้าหารือหนาหูที่สุดคือข่าวเกี่ยวกับตัวตนในวิถีจุติสรวง
ในทางกลับกัน ซูอี้ดูราวระเหิดหายจากหล้า มีข่าวคราวเพียงน้อยนิด
วัดสรรพสุญตา
หิมะตกหลายวันทำให้พุทธวิหารแห่งนี้ถูกย้อมเป็นสีเงินยวง หิมะน้ำแข็งถมหนาเหนือชายคาหน้าสวน
ข้างพฤกษาโบราณในสวน สุราหนึ่งไหเดือดพล่านอยู่บนเตาดินเผาสีแดงขนาดเล็ก
พวยควันขาวอุ่นร้อนละล่องจากไหสู่นภาเปี่ยมหิมะ กลิ่นสุราสดชื่นอบอวลในวัด
ซูอี้เอนร่างเหนือเก้าอี้หวาย ในมือถือจอกสุรา ดวงตามองหิมะโปรยปราย
หลวงจีนคงจ้าวทอดกายอยู่บนรากไม้ ถือไก่ย่างตัวหนึ่งขบเคี้ยว ปากวาววับเปื้อนน้ำมัน
ท่ามกลางโลกหล้าอันเปี่ยมสายลมหิมะโปรยห่างไกลจากวัดสรรพสุญตา ชายชราสวมหมวกกลมสีดำและอาภรณ์ผ้าผู้หนึ่งกำลังย่ำหิมะฝ่าวายุตรงมา