บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1341: นัดประลองที่แท่นนภาม่วง
ตอนที่ 1341: นัดประลองที่แท่นนภาม่วง
ทั่วฟ้าเปี่ยมวายุหิมะ เหมันต์เย็นเฉียบกร่อนถึงกระดูก
ทว่าชายชราหาสะท้านไม่
ไม่นานนัก เขาก็เห็นวัดจากไกล ๆ
“ทัศนาจารย์ อริมาเยือนถึงที่ โปรดออกมาหน่อย”
ชายชรากระซิบ
เสียงนั้นหาดังไม่ ทว่ากลับซอกซอนเข้าไปในวัดสรรพสุญตาท่ามกลางวายุเหมันต์
ปัง!
ประตูวัดสรรพสุญตาเปิดออก
ร่างสูงของหลวงจีนคงจ้าวปรากฏขึ้น เขามองชายชราสวมหมวกกลมสีดำซึ่งอยู่ห่างออกไป และสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“ข้าบอกอยู่นานแล้วว่าหากเจ้ากล้าเหยียบสู่ธรณีวัดสรรพสุญตาอีก ข้าจะสังหารเจ้าเสียกับมือ! ลืมไปแล้วหรือไร?”
จิตสังหารคุกรุ่นทั่วร่างหลวงจีนคงจ้าว
ผู้มาเยือนคือช่างเสื้อ!
ช่างเสื้อกล่าวด้วยแววตาซับซ้อน “คงจ้าว นับแต่ยามที่เจ้าส่งยันต์พันโอกาสของข้าให้ทัศนาจารย์ ข้าก็ไม่ได้ติดค้างอันใดกับเจ้าอีก”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็ชี้ที่ตน กล่าวโดยอารมณ์มิแปรปรวนอีกต่อไป “ยามนี้ข้าเป็นเพียงร่างอวตารวิถี เมื่อพบทัศนาจารย์ ข้าจะทำลายมันโดยที่เจ้าไม่ต้องลงมือ”
หลวงจีนคงจ้าวขมวดคิ้ว
“เข้ามา”
เสียงของซูอี้ดังออกมาจากในวัดสรรพสุญตา
ช่างเสื้อแย้มยิ้มและเดินมาหา
กระทั่งเมื่อเขาเข้ามาในวัดสรรพสุญตา ช่างเสื้อก็เดินผ่านหลวงจีนคงจ้าวไป มิได้หันมามองอีก
“เจ้าเฒ่าชั่วช้า มาที่นี่ต้องการจะทำอันใด?”
สีหน้าของหลวงจีนคงจ้าวเต็มไปด้วยความรังเกียจมิยอมรับ
ช่างเสื้อยังคงทำหูทวนลม
เขาก้าวย่ำบนหิมะอย่างไม่แยแสสู่พฤกษาโบราณ และพบซูอี้ทอดกายเอกเขนกชมหิมะบนเก้าอี้หวาย
ข้างกายเขามีเตาดินเผาสีแดงขนาดเล็กจุดเพลิงลุกโหม อุ่นสุราหนึ่งไหหอมกรุ่นอบอวล
ช่างเสื้อทำจมูกฟุดฟิด “สุราดี”
ซูอี้ว่า “น่าเสียดายที่เจ้าไร้คุณสมบัติดื่มกับข้า”
ช่างเสื้อนั่งลงบนพื้น กล่าวอย่างเยือกเย็น “ข้าเมินเฉยต่อการดื่มสุรามาเนิ่นนานแล้ว กระทั่งไม่นานนี้ที่ข้ายกเว้นให้ตนหนึ่งจอกเพราะความตายของธิดาผีเสื้อ รสชาตินั้น… ข้าจำได้แล้ว”
ซูอี้ว่า “ผีเสื้อตัวที่ข้าฆ่าไปหรือ?”
ช่างเสื้อนำกาน้ำชาดินเผาสีม่วงและจอกชาออกมารินชาให้ตนเองอย่างแผ่วเบา “ใช่ ข้าเลี้ยงนางมากับมือ เป็นทั้งอาจารย์และบิดาของนาง เหมือนเช่นเจ้ากับชิงถังเมื่อกาลก่อน”
“เจ็บหรือไม่?”
“เจ็บสิ”
“เจ้ามาที่นี่เพื่อล้างแค้นให้นางหรือ?”
“ถูกต้อง”
ช่างเสื้อพยักหน้าพลางซดชาหมดจอก กล่าวออกมาเบา ๆ “ที่หนนี้ข้ามาด้วยตนเอง ก็เพื่อบอกเจ้าว่าข้าตัดสินใจล้างแค้น”
ซูอี้แค่นเสียงขำ “เจ้าจะทำอันใด?”
ช่างเสื้อว่า “เจ็ดวันจากนี้ บนแท่นนภาม่วงที่เขาหยั่งนภา ข้าเตรียมศัตรูเก่าแก่บางผู้ไว้ชี้วัดเป็นตายกับเจ้า”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย
เขาหยั่งนภาเป็นภูเขาอันดาษดื่นทั่วไปในภูมิดาราเทพนคร
ในขณะเดียวกัน แท่นนภาม่วงตั้งอยู่ ณ ยอดสูงสุดของเขาหยั่งนภา
เรื่องสำคัญที่สุดคือ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่ช่างเสื้อปราชัยยับเยินเป็นหนแรกด้วยน้ำมือทัศนาจารย์กาลก่อน!
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “ศัตรูเก่าพวกนั้น?”
ช่างเสื้อว่า “บางผู้เจ้าเดาได้ แต่บางผู้ไม่ ไปถึงได้พานพบก็รู้เอง”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ “ในเมื่อเจ้าจัดเตรียมเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ เจ้าก็น่าจะมีเหตุผลเพียงพอให้แน่ใจว่าข้าจะไปตามนัดหมายแน่ บอกมาตรง ๆ เลยดีกว่า”
ช่างเสื้อนำเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ อ่อนนอกแข็งใน มัดด้วยเชือกหยกสีดำ
“มีรูหนึ่งบนเหรียญทองแดงนี้ ข้าใคร่ครวญอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจไขปริศนาเหรียญทองแดงนี้ได้”
“แต่ข้าบอกเจ้าได้ว่าคนขายของเก่าซ่อนอยู่ในนี้แหละ”
กล่าวจบ เขาก็ส่งเหรียญทองแดงให้ซูอี้
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย เงียบงันไปพักใหญ่ แล้วจึงรับเหรียญทองแดงนั้นมา
เขากล่าวโดยมิได้มองมัน “ฆาตกรที่ทำลายแดนลับพร่างจินดาเกี่ยวพันกับเจ้าหรือไม่?”
แดนลับพร่างจินดา!
นี่คือบ้านเกิดของทัศนาจารย์
ทว่าเมื่อนานมาแล้ว แดนลับพร่างจินดาถูกทำลายโดยยอดฝีมือลึกลับกลุ่มหนึ่ง และท้ายที่สุด มีเพียงเว่ยซานและบุตรีของเขาอาจิ่วเท่านั้นที่รอดชีวิต
ส่วนเฒ่าเว่ยขาเดี้ยงและคนอื่น ๆ นั้นไม่อาจทราบความเป็นความตาย
ไม่นานมานี้ ซูอี้ได้ยินเว่ยซานกล่าวว่าเขาเคยขอความช่วยเหลือจากคนขายของเก่าให้ช่วยค้นหาตัวตนของฆาตกรลึกลับเหล่านี้
ทว่าหลังจากคนขายของเก่าตกปากรับคำได้ไม่นาน เขาก็หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา!
ช่างเสื้อส่ายหน้าว่า “หากเป็นข้าลงมือ เว่ยซานและบุตรีมิมีทางรอด”
เขาเว้นช่วงเล็กน้อยและกล่าวว่า “เดิมที คนขายของเก่าคิดว่าข้าเป็นผู้ทำลายแดนลับพร่างจินดาและพยายามทำบางอย่างกับข้า”
“น่าเสียดาย ไม่เพียงเขาผิดมหันต์ ยังทำพลาดจนเกือบถูกข้าสังหาร และสุดท้ายก็หนีเข้าไปอยู่ในเหรียญทองแดงนี้ ช่วยชีวิตตนไว้ได้อย่างหวุดหวิด”
จากนั้น เขาก็ดื่มชาหนึ่งจอก “ข้าส่งเหรียญทองแดงนี้ให้ด้วยรังเกียจจะใช้ชีวิตคนขายของเก่ามาข่มขู่เจ้า”
ซูอี้กำเหรียญทองแดงในมือและกล่าวว่า “ไม่หรอก เจ้ารู้ว่าด้วยนิสัยข้า หาใส่ใจคำขู่ใดไม่ต่างหาก”
ช่างเสื้อกล่าวโดยไม่ปฏิเสธ “แม้ข้าจะไม่ใช่ผู้ทำลายแดนลับพร่างจินดา แต่ข้าก็รู้ว่าผู้กระทำคือผู้ใด”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ เขาก็เบนสายตามองซูอี้ “หากเจ้ารอดจากแท่นนภาม่วงได้ ข้าจะบอกคำตอบนี้กับเจ้า”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือสิ่งที่มอบความมั่นใจแก่ช่างเสื้อให้มาประกาศสงคราม!
ซูอี้กล่าวอย่างมิต้องคิด “เงื่อนไขนี้ยังไม่พอ”
ช่างเสื้อกล่าวยิ้ม ๆ “ข้าเข้าใจว่าหากต้องการให้เจ้าเป็นฝ่ายเดินไปติดแผนสังหารที่ข้าวางไว้ ก็ต้องใช้ของที่จับต้องได้เสียหน่อย”
กล่าวจบ เขาก็แบมือออก ปรากฏดาบวิถีสีเทาอันเรียบง่ายไร้เครื่องประดับขึ้นเล่มหนึ่ง
ดาบเล่มนี้ผุพังหลายจุด มีรอยร้าวบนตัวดาบมากมาย และที่ด้ามจับมีเลือดแห้งอยู่ชั้นหนึ่ง
ที่รอยเลือดมีอักขระเล็ก ๆ ดุจหัวแมลงวันสองตัวสลักไว้ว่า ‘ใจผ่องแผ้ว’
คิ้วของซูอี้ขมวดเข้าหากัน ส่วนลึกในดวงตาฉายแววเย็นเยียบ “ไฉนดาบนี้จึงอยู่ในมือเจ้า?”
ดาบนามใจผ่องแผ้ว สื่อความหมาย ‘ดาบดุจธารน้ำแข็ง กระจ่างผ่องแผ้วเยี่ยงหัวใจ’ ซึ่งเป็นดาบวิถีที่ทัศนาจารย์ตีขึ้นเพื่อเฒ่าขาเดี้ยงเว่ย!
ช่างเสื้อส่งดาบเล่มนี้แก่ซูอี้ แล้วกล่าวว่า “เฒ่าเว่ยยังมีชีวิตอยู่ ขอเพียงเจ้าไปประชันศึก ข้าจะบอกที่อยู่ของเขาแก่เจ้า เงื่อนไขนี้เพียงพอหรือไม่?”
ซูอี้มองช่างเสื้อชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดหัวเราะกะทันหัน “เจ้ารีบอยู่นะ บอกได้หรือไม่ว่าไปพบปัญหารับมือยากใดมา จนทำให้เจ้าเฒ่าชั่วช้าผู้ชอบเร้นกายในที่ลับต้องเผยตัวออกมาคุยเรื่องนี้กับข้าก่อน?”
ช่างเสื้อนิ่งไป สีหน้าแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน ก่อนจะรำพึง “ตลอดกาลผ่านมา ข้าคิดเสมอว่าหากเราสองมิใช่ศัตรู เราจะได้เป็นสหายรักกันเป็นแน่แท้”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “อย่าทำให้คำว่าสหายรักมัวหมอง ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้ชาติไหน ข้ามิเคยคิดเช่นนั้นกับเจ้าเลย”
ช่างเสื้อแย้มยิ้มไม่ยี่หระ “ไม่ใช่เพราะข้าไปพบเรื่องรับมือยากใดมาหรอก แต่ข้ารู้เรื่องราวภายในบางอย่างและมิต้องการให้เจ้าตายด้วยน้ำมือผู้ใด หาไม่ ข้าคงเสียใจไปชั่วชีวิตที่เหลือ”
ซูอี้เลิกคิ้ว “เรื่องภายในอันใด?”
ช่างเสื้อว่า “ในอีกสองปี เขตแดนสมรภูมิจะเปิดออก และยามนั้น จักรดาราตงเสวียนของเราจะทำศึกแรกเยือนกับยอดฝีมือจากจักรดาราอื่น ๆ ในเขตแดนสมรภูมิ และเรื่องภายในนี้ก็เกี่ยวข้องกับเขตแดนสมรภูมิ”
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็ฉายประกายหลากหลาย มีกระทั่งเค้าความสงสารอย่างหาได้ยาก “กล่าวให้กระชับกว่านี้คือ สองปีก่อนที่เขตแดนสมรภูมิจะบังเกิด เจ้าจะพานพบหายนะเกินคาดหยั่ง”
“คิดดูสิ เจ้ากลายเป็นศัตรูกับวิญญาณอาสัญทั้งโลกไปแล้ว แถมกระทั่งถูกมองเป็นศัตรูจากข้าอีก และยามนี้ยังมีหายนะเกินคาดหยั่งพร้อมถล่มใส่เจ้าได้ทุกเมื่อ เหตุเช่นนี้…รู้สึกดีหรือไร?”
ซูอี้เสสรวล ยกมือขึ้นตบหัวช่างเสื้อเบา ๆ ขณะกล่าวว่า “ผู้ไร้คู่เปรียบในโลกหล้าย่อมไม่พ้นหงอยเหงาเดียวดาย การเป็นศัตรูกับโลกหล้านั้นอยู่ในคาดหมาย เจ้าและข้าต่างเป็นอริมาแสนนาน ยังมิกระจ่างเรื่องนี้อีกหรือ?”
ช่างเสื้อยกมือขึ้นปัดมือซูอี้ออกไปขณะขมวดคิ้ว “มือเท้าอยู่ไม่สุขนี่อันใด? จะหยามข้าหรือไร?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ใจกว้าง ๆ หน่อย ก็แค่ร่างอวตาร ข้าตบกะโหลกสักหน่อยเป็นไรไป?”
ช่างเสื้อลุกขึ้นกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “ข้าพูดสิ่งที่ต้องพูดสิ้นแล้ว เจ้าคิดเองเถิดว่าจะไปหรือไม่”
จากนั้น เขาก็หันหลังจากไป
“ช้าก่อน”
ซูอี้ว่า “เจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับเซียนเสวี่ยหลิวจาก ‘สำนักมารหกโลกีย์’ ณ ศักราชแห่งมารผู้นั้น?”
ช่างเสื้อชะงักเท้า หันมากล่าวกับซูอี้ “เจ้าเป็นร่างเวียนวัฏของเสิ่นมู่ นับแต่ยามอยู่ในสันเขาอีกาเมื่อกาลก่อน คงกระจ่างชัดแล้วว่าข้าช่วยเหลือลงมือล่าสังหารเจ้าโดยเฉพาะแทน ‘เซียนเสวี่ยหลิว’ จากศักราชแห่งมาร”
“เหยียนเต้าหลินน่าจะบอกเจ้าถึงตัวตนที่แท้จริงของชิงหว่านแล้ว ว่าแท้จริงนางคือศิษย์ใกล้ชิดของเซียนเสวี่ยหลิว และยามชิงหว่านฟื้นความทรงจำจากตราลับของนาง นางก็กลายเป็นศัตรูกับเจ้า”
กล่าวถึงตรงนี้ ช่างเสื้อก็ดูจะรื่นเริงผ่อนคลายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อดหัวเราะมิได้ “ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเซียนเสวี่ยหลิวเป็นเช่นไรนั้น… ก็นั่นแหละ ขอเพียงเจ้าไปต่อสู้ที่แท่นนภาม่วงแล้วรอดกลับมา ข้าจะบอกเจ้า”
กล่าวจบ เขาก็สาวเท้าจากไป
“หยุด!”
หลวงจีนคงจ้าวยืนขวางทาง
ช่างเสื้อขมวดคิ้ว “บุญคุณระหว่างข้าและเจ้าสิ้นแล้ว ต่างฝ่ายต่างอยู่”
หลวงจีนคงจ้าวแสยะยิ้ม “เจ้าเพิ่งพูดไปนี่ ว่าพอพบสหายทัศนาจารย์ เจ้าก็จะทำลายอวตารนี้โดยไม่ต้องถึงมือข้า และยามนี้ เจ้าทำลายตัวเองได้แล้ว”
ช่างเสื้อ “…”
“เร็วเข้าสิ!”
หลวงจีนคงจ้าวเร่ง “อย่าบอกนะว่าคิดจะกล่าววาจาพลิกลิ้น?”
“คงจ้าว ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็เป็นผู้ช่วยชีวิตข้า หากภายหน้าเจ้าตายตก ข้าจะเก็บศพเจ้าจุดธูปภาวนาให้ด้วยตนเอง”
เขากล่าวจบ ร่างของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มธุลีฟุ้งกระจาย
เมื่อเห็นร่างอวตารวิถีของช่างเสื้อทำลายตนเอง หัวใจของหลวงจีนคงจ้าวก็ไม่ชอบใจยิ่ง กัดฟันกล่าวว่า “สิ่งเดียวที่ข้าผู้นี้เสียใจชั่วชีวิตก็คือ การแสดงความเมตตาช่วยชีวิตไอ้สารเลวผู้นี้!”
จากนั้น เขาก็สาวเท้ายาว ๆ เข้ามากล่าวกับซูอี้ “อย่าถูกหลอกนะ ไอ้แก่นี่ชั่วช้า ในเมื่อมันกล้าเชิญเจ้าไปต่อสู้ มันต้องเตรียมการมาพร้อมแล้วเป็นแน่แท้ เจ้าไม่ต้องคิดก็รู้ ขอเพียงเจ้าไป มีโอกาสสูงมากว่าจะไม่ได้กลับมา!”
สีหน้าของเขาเคร่งขรึมเจือกังวล
เขารู้จักช่างเสื้อผู้นี้ดี คนผู้นี้ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ขอเพียงคิดจะทำสิ่งใด ก็นับได้ว่าเป็นกลยุทธ์!
เกล็ดหิมะฟุ้งในเวหา สุคนธรสแห่งเมรัยอบอวลจากไหสุราเหนือเตาดินเผาสีแดงเตาน้อย
ซูอี้ผู้เอนร่างบนเก้าอี้หวายหลับตาปิดสนิทดุจตกสู่ห้วงนิทรา
มีเพียงริมฝีปากพร่ำรำพัน “ไฉนต้องกลัวว่าจะไม่ได้กลับมา? กลัวเสียแต่จะพ่ายกลับมาเสียมากกว่า”