บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1621: ผู้กลายเป็นจุดสนใจ
ตอนที่ 1621: ผู้กลายเป็นจุดสนใจ
บรรยากาศในโถงหลักอึดอัดหม่นหมอง
สีหน้าของผู้คนคลุมเครือเล็กน้อย
บุตรคนโตเสวี่ยเหวินจวิ้นกล่าวอย่างไม่พอใจ “น้องสี่ วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงวันเกิดบิดา ไม่ว่าของขวัญวันเกิดของเจ้าจะมีค่ามากน้อยเพียงใด ขอเพียงตั้งใจ บิดาย่อมแสนยินดี ดังนั้นรีบนำออกมาได้แล้ว!”
คนมากมายพยักหน้าตาม
บุตรคนรองเสวี่ยเหวินผูแย้มยิ้มกล่าว “น้องสี่ อย่าให้ทุกท่านคอยนานสิ หาไม่ ข้ารอนานหรือไม่ไม่สำคัญ แต่หากเจ้าทำให้งานเลี้ยงวันเกิดบิดาต้องเลื่อนไป มันจะเป็นการเสียมารยาทนะ!”
สีหน้าของเสวี่ยหงเฟิงวูบไหวชั่วขณะ
ท้ายที่สุด เขาก็ลอบรำพึงในใจ ก่อนจะนำของขวัญที่เขาเตรียมไว้เนิ่นนานแล้วออกมาจากในแขนเสื้อ
มันเป็นโอสถเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ แม้มันจะเลอค่าเหมือนกัน ทว่าก็ยังห่างไกลเกินเทียบได้กับของขวัญจากพี่ชายทั้งสามของเขา
เมื่อประจักษ์แก่ของขวัญวันเกิดเช่นนี้ เสียงหัวเราะก็ลั่นออกมาจากในหมู่ผู้ชม
“ว่าแล้วเชียว ข้าไม่น่าคาดหวังเลย”
ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายหัวไปชั่วขณะ
บุตรลำดับสามเสวี่ยเหวินซานรำพึงเพิ่มเติม “นี่… นี่คือของขวัญวันเกิดที่เจ้าซ่อนไว้ ไม่กล้านำออกมาเผยต่อสาธารณะหรือ? น้องสี่ เจ้าทำให้ข้าผิดหวังอย่างจริงแท้”
เสวี่ยเหวินจวิ้นและเสวี่ยเหวินผูอดยิ้มขำมิได้ เสวี่ยหงเฟิงผู้นี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!
เสียงเสสรวลและสายตาจากในโถงเป็นเยี่ยงคมมีด เสียบกระแทกเข้าใส่หัวใจของเสวี่ยหงเฟิงอย่างดุร้าย
เขาเงยหน้าขึ้นมองบิดาตน และกล่าวว่า “ท่านพ่อ อันที่จริง ในครั้งนี้บุตรยัง…”
โดยมิรีรอให้เขาพูดจบ เสวี่ยฉางเทียนก็โบกมือขัด กล่าวด้วยเสียงเฉยเมย “นั่งลง เจตนาของเจ้า ข้าพอรู้แล้ว”
เสวี่ยหงเฟิงนิ่งไป หัวใจไม่อาจเก็บงำความขื่นขมเศร้าหมองไว้ได้
นับแต่เล็กจนโต บิดามักให้ความสนใจรักใคร่แก่พี่น้องเหล่านั้น ทว่าเฉยเมยไร้อารมณ์ยามปฏิบัติต่อเขาเสมอมา
เพราะเหตุใด?
เพียงเพราะเป็นบุตรนอกคอก?
เพราะมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นเพียงอนุผู้ต่ำต้อย?
ข้าเป็นเซียนแท้แล้วนะ!
แม้จะไม่ได้ดีเด่นเท่าพี่ชายเหล่านั้น แม้จะมิอาจเทียบได้กับน้องสาว แต่ไฉนจึงมิอาจแลกแม้เพียงความสนใจสักเล็กน้อยกัน?
เสวี่ยหงเฟิงนั่งลงอย่างเงียบเชียบ หัวใจหม่นหมองหนักอึ้ง
แม้จะคิดว่าตนชาชินกับการถูกปฏิบัติด้วยเช่นนี้แล้ว แต่เมื่อถูกหมางเมินเช่นนี้อีก มันก็ยังทำให้เขารู้สึกมิสบายใจเอาเสียเลย!
ไร้ผู้ใดให้ความสนใจแก่เสวี่ยหงเฟิง
ย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่าหัวใจคนผู้นี้อึดอัดรวดร้าวเพียงใด
เสวี่ยฉางเทียนถาม “แล้วแม่หนูเหวินหนิงเล่า?”
คนทุกผู้อดนิ่งไปมิได้
เสวี่ยเหวินหนิงเป็นบุตรีคนสุดท้องของเสวี่ยฉางเทียนซึ่งเป็นที่โปรดปรานสูงสุด
ทว่ายามนี้ เสวี่ยเหวินหนิงมิได้อยู่ในโถงหลัก
หนึ่งเสียงร่าเริงสดใสพลันกล่าวขึ้น
“ท่านพ่อโปรดอภัย ก่อนหน้านี้ข้าไปพบท่านอาจารย์มาเจ้าค่ะ!”
พร้อมกันนั้น ชายชราและหญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในโถง
หญิงสาวมีหน้าตาสะสวย กิริยาสง่างาม กระจ่างบริสุทธิ์เช่นหยก นางคือเสวี่ยเหวินหนิง บุตรีคนเล็กของเสวี่ยฉางเทียน
ส่วนชายชราข้างกายนางสวมชุดคลุมสีน้ำเงิน สวมมงกุฎหยกบนศีรษะ ท่าทางสง่างามอ่อนโยน ให้บรรยากาศเปี่ยมราศี
เมื่อได้พบชายชราในชุดคลุมสีน้ำเงินผู้นี้ เสวี่ยฉางเทียนผู้นั่งนิ่งบนบัลลังก์ประธานก็ลุกขึ้นกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ “พี่ชายร่วมวิถีเซี่ยอวิ๋นมา ข้ามิได้ออกไปต้อนรับ ต้องขออภัยด้วย!”
ชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ทรงอำนาจมิอาจอยู่เฉย พวกเขาล้วนลุกขึ้นคารวะ ดูตะลึงตกใจ สายตาที่มองไปยังชายชราชุดสีน้ำเงินเองก็เปี่ยมความนอบน้อมให้เกียรติ
เซี่ยอวิ๋น!
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งจากโถงดาบรุ้งพิสุทธิ์ หนึ่งในสี่ขุมกำลังมหาเซียนในทวีปกกพิสุทธิ์ มีตำแหน่งสูงส่ง ทรงพลังดุจสมุทรกว้าง!
เทียบกับเหล่าแขกทั้งหลายแล้ว ไร้ผู้ใดเทียบชั้นกับเขาได้สักคน!
และเซี่ยอวิ๋นก็เป็นอาจารย์ของเสวี่ยเหวินหนิง!
“งานเลี้ยงวันเกิดพี่เสวี่ยวันนี้ ในฐานะอาจารย์ของเหวินหนิง ข้าหรือจะมิอาจมาแสดงความยินดีได้?”
เซี่ยอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ว่าแล้ว เขาก็นำกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ส่งให้กับเหวินหนิง “นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีจากอาจารย์ รีบนำไปให้บิดาเจ้าสิ”
เสวี่ยเหวินหนิงยิ้มหวานและรีบตอบตกลง
“ฮ่า ๆๆ ของขวัญแสดงความยินดีจะมีหรือไม่มิสำคัญ แค่พี่ชายร่วมวิถีมาด้วยตนเองก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อคนแซ่เสวี่ยผู้นี้แล้ว!”
เสวี่ยฉางเทียนก้าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ต้อนรับเซี่ยอวิ๋นพร้อมจัดแจงที่นั่งให้
กระทั่งเสวี่ยเหวินหนิงก็ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และจัดให้นั่งข้าง ๆ เสวี่ยฉางเทียน!
ทันใดนั้น ความโดดเด่นของเสวี่ยเหวินหนิงก็บดบังรัศมีของเสวี่ยเหวินจวิ้น เสวี่ยเหวินผู และเสวี่ยเหวินซาน กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้อยู่ในงานไป
ทว่าพวกเสวี่ยเหวินจวิ้นต่างมิได้เอ่ยวจีโต้แย้งใด ๆ
ไม่ว่าพวกเขาจะนำสมบัติเลิศล้ำอันใดขึ้นเสนอ มันก็ยังด้อยค่าห่างไกลเกินเทียบได้กับเสวี่ยเหวินหนิงผู้เชื้อเชิญอาจารย์ตนมาด้วยตนเอง!
ต้องทราบว่าตระกูลเสวี่ยเป็นเพียงขุมกำลังราชันเซียนเท่านั้น ทว่าเซี่ยอวิ๋นเป็นผู้อาวุโสของขุมกำลังมหาเซียน ‘โถงดาบรุ้งพิสุทธิ์’!
ในด้านฐานะ กระทั่งบิดาพวกตนยังด้อยชั้นกว่า!
และด้วยการมาถึงของเสวี่ยเหวินหนิงและอาจารย์ของนางเซี่ยอวิ๋น สถานะของเสวี่ยหงเฟิงก็ยิ่งกระอักกระอ่วนน่าละอาย สถานการณ์เกินรับได้เยี่ยงถูกหลงลืม ไร้ผู้ใดสนใจ
“ที่แท้ ท่านพ่อก็ยิ้มอย่างสว่างไสวเช่นนี้ได้เช่นกัน…”
เสวี่ยหงเฟิงเห็นว่าเมื่อน้องสาวของเขาและอาจารย์ของนางเซี่ยอวิ๋นมาถึง บิดาของเขาก็แย้มยิ้มจนหุบไม่ลง มันเจิดจรัสพร่างพรายเป็นพิเศษเมื่ออยู่ในสายตาเขา
และขณะที่งานเลี้ยงวันเกิดกำลังจะเริ่มขึ้นนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นนอกโถงอย่างแสนลิงโลด
“ท่านเจ้าตระกูล ผู้อาวุโสตระกูลทังตระกูลโบราณพาบุตรีผู้เป็นที่รักของตระกูลทังมาร่วมฉลองงานเลี้ยงวันเกิดด้วยขอรับ! ยามนี้ทั้งสองกำลังรออยู่ข้างนอกขอรับ!”
บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาเยี่ยงวายุพัด สีหน้าของเขาแสนตื่นเต้นปรีดา
ทั่วโถงต่างฮือฮา คนทุกผู้ไม่อาจอยู่นิ่ง
ตระกูลทังโบราณเป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่ผู้สั่นสะเทือนทั่วโลกเซียน!
เทียบกันแล้ว แม้ตระกูลเสวี่ยของพวกเขาจะเป็นขุมกำลังราชันเซียน ก็ยังเล็กจ้อยมิอาจเทียบชั้นติด!
ทว่าใครเล่าจะคาดคิดว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างตระกูลทังโบราณจะส่งคนมาแสดงความยินดีในงานเลี้ยงวันเกิดตระกูลเสวี่ยของพวกเขา?
เซี่ยอวิ๋นจากโถงดาบรุ้งพิสุทธิ์อดตกใจมิได้ เขากล่าวอย่างประหลาดใจมิอาจอยู่เฉย “มิคาดเลยว่าพี่เสวี่ยจะล้ำเลิศจนถึงขนาดเชิญผู้อาวุโสตระกูลทังโบราณเข้าร่วมงานเลี้ยงได้ด้วย!”
คำยกยอเช่นนี้ทำให้เสวี่ยฉางเทียนเกรงอกเกรงใจไปชั่วขณะ
ทว่าในหัวของเขางุนงงปนมิอยากเชื่อเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามผู้อาวุโสใหญ่ว่า “ตระกูลเราเคยส่งคำเชิญถึงตระกูลทังโบราณด้วยหรือ?”
ยามนี้ บุตรคนโตของเขาเสวี่ยเหวินจวิ้นลุกขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม สีหน้าแสนตื่นเต้น “ท่านพ่อ เมื่อไม่นานนี้ บุตรเคยพบกับแม่นางทังเป่าเอ๋อร์ บุตรีสุดหวงแหนของตระกูลทังโบราณมาก่อนขอรับ ยามนั้นแม่นางทังและท่านอาของนางกำลังจะไปยังเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว และบุตรเป็นผู้ชี้ทางให้พวกนางขอรับ!”
เขาดูกระปรี้กระเปร่าเปี่ยมจิตวิญญาณ สีหน้าแสนตกตะลึงเหลือเชื่อ
คนทุกผู้ล้วนตระหนักถึงความนัยของวาจานั้น เป็นที่ชัดเจนว่าผู้เลิศล้ำจากตระกูลทังมาในครั้งนี้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้แก่เขา เสวี่ยเหวินจวิ้น!
ทันใดนั้น สายตาของคนทุกผู้ก็มองไปยังเสวี่ยเหวินจวิ้น ประเมินเขาใหม่อีกครั้ง
กระทั่งเสวี่ยเหวินหนิงยังอดประหลาดใจมิได้ “พี่ใหญ่ เจ้านี่ร้ายกาจนัก สร้างมิตรกับบุตรีผู้ยิ่งยงจากตระกูลทังผู้นั้นได้เสียด้วย!”
ชั่วขณะนั้น เสวี่ยเหวินจวิ้นแสนชื่นมื่น ทุกอณูในร่างเปี่ยมกำลังวังชาราวบำรุงด้วยโสม
เจ้าตระกูลเสวี่ยฉางเทียนกล่าวอย่างมิอาจทนรอ “เหวินจวิ้น เจ้ารีบมากับข้าเพื่อเชิญแขกผู้มีเกียรติจากตระกูลทังโบราณเข้ามาเร็ว!”
“ขอรับ!”
เสวี่ยเหวินจวิ้นตอบตกลง แทบทนรอมิได้
ทว่ายามนี้ เสียงนุ่มนวลเสียงหนึ่งก็ดังเข้ามาจากนอกโถงหลัก
“ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้มาโดยมิได้รับเชิญ ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก ขอให้อภัยต่อเราด้วย”
พร้อมกันนั้น ทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ก็ก้าวเข้ามาในโถง
ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงก็พลันเงียบลง ทั้งเหล่าผู้มีอำนาจในตระกูลเสวี่ยและแขกทุกผู้ล้วนเผยท่าทีนอบน้อม มิกล้าเอ่ยวาจาใด
เสวี่ยฉางเทียนยิ้มอย่างถ่อมตน คำนับต่ำ ๆ อย่างให้เกียรติ “เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับตระกูลเสวี่ยของข้าที่ได้รับรองท่าน!”
ยามนี้ เซี่ยอวิ๋นจากโถงดาบรุ้งพิสุทธิ์ประหลาดใจปรีดาขึ้นโดยพลัน “พีชายร่วมวิถีทัง ที่แท้ก็เป็นท่าน!”
ทังหลิงฉีนิ่งไป ก่อนจะกล่าวถาม “ท่านคือ?”
เซี่ยอวิ๋นกล่าวยิ้ม ๆ “เมื่อกาลก่อน พี่ชายร่วมวิถีทังเชิญเราทั้งหลายผู้เป็นราชันเซียนทั่วทวีปกกพิสุทธิ์เพื่อไปสำรวจโอกาสยังเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่ว และในงานเลี้ยงนั้นข้าก็อยู่ด้วย”
คนทุกผู้ต่างตะลึง ก่อนจะตระหนักว่าเซี่ยอวิ๋นรู้จักกับผู้ทรงอำนาจจากตระกูลทังอยู่แล้ว!
เสวี่ยหงเฟิงแค่นยิ้มในใจ นี่หรือผู้อาวุโสจากโถงดาบรุ้งพิสุทธิ์? แม้วาจาเหล่านี้ฟังดูถ่อมตน แต่ก็เห็นกันชัด ๆ ว่ากำลังคิดพึ่งใบบุญคนอื่นสู่จุดสูงกว่า!
ทังหลิงฉีพลันกล่าว “ที่แท้ก็เป็นท่าน”
ยามนี้ เสวี่ยเหวินจวิ้นก้าวออกมาคำนับทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ ก่อนจะกล่าวอย่างมิอาจรีรอ
“ผู้น้อยเคยพบผู้อาวุโสและแม่นางทังมาก่อน แต่มิคาดเลยว่าหลังจากจร ทั้งสองท่านจะยังจำข้าได้ และมาร่วมฉลองงานวันเกิดบิดาข้าด้วยตนเองเช่นนี้!”
เขาท่วมท้นไปด้วยความตื่นเต้น!
ทังหลิงฉีผงะตะลึง
ทังเป่าเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างงุนงง “เจ้าเข้าใจอันใดผิดหรือไม่ ครานี้เรามิได้มาหาเจ้านะ”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ทั่วโถงก็พลันเงียบสงัด
คนทุกผู้ล้วนผงะนิ่ง พวกเขามิได้มาเพื่อเสวี่ยเหวินจวิ้นหรือ?
เสวี่ยเหวินจวิ้นตะลึงงัน หัวใจร่ำร้องว่าแย่แล้ว ก่อนจะฝืนยิ้ม “แม่นางทังและผู้อาวุโสมาเพื่อแสดงความยินดีงานเลี้ยงวันเกิดบิดาข้าหรือไม่?”
ทังเป่าเอ๋อร์ส่ายหน้าอีกครั้ง และกล่าวว่า “เราแค่ได้รับมอบหมายจากคนผู้หนึ่งให้มามอบของขวัญแสดงความยินดีกับเสวี่ยหงเฟิงเท่านั้น”
“เสวี่ยหงเฟิง?”
เสวี่ยเหวินจวิ้นอุทาน “ไฉนจึงเป็นเขาได้?”
คนทุกผู้เองก็นิ่งไปเช่นกัน นี่มันเรื่องอันใด?
ขณะเดียวกัน ร่างของเสวี่ยหงเฟิงซึ่งนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่มุมห้องก็สั่นสะท้าน
ได้รับมอบหมายให้มาส่งของขวัญแก่ข้า?
อย่างนี้เอง!
ต้องเป็นลูกพี่ซูแน่ ๆ!!
ทันใดนั้น เสวี่ยหงเฟิงก็ฟื้นวิญญาณ ความโศกเศร้ารวดร้าวในใจถูกกวาดทิ้ง ความตื่นเต้นปะทุขึ้นในใจเยี่ยงคลื่นยักษ์แดนเคลื่อน
‘ลูกพี่ซู… ที่แท้เจ้าก็ยังจำเรื่องของข้าได้จนบัดนี้!’
เสวี่ยหงเฟิงโห่ร้องในใจ ดวงตาแดงก่ำขึ้นยามนึกถึงการดูถูกเย้ยเยาะที่เขาประสบมาก่อนหน้านี้
เขาผุดลุกขึ้น ก้าวออกมากุมกำปั้นคำนับ “ผู้น้อยคือเสวี่ยหงเฟิง หากเดาไม่ผิด ท่านทั้งสองน่าจะได้รับมอบหมายจากสหายเต๋าซูใช่หรือไม่?”
ทังเป่าเอ๋อร์มองพินิจเสวี่ยหงเฟิงหัวจรดเท้า แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง!”
เสวี่ยหงเฟิงโล่งใจ กุมกำปั้นกล่าวขอบคุณอย่างตื้นตัน “ขอบคุณ!”
ทังหลิงฉีแย้มยิ้มอย่างเมตตา “ขอบคุณอันใดเล่า การที่เราได้ทำตามมอบหมายของสหายเต๋าซูได้ก็นับเป็นวาสนาแล้ว”
เห็นเช่นนี้ ใครเล่าจะยังมิทราบว่าแขกผู้มีเกียรติจากตระกูลทังโบราณทั้งสองมาเพื่อเสวี่ยหงเฟิง?
ทันใดนั้น เจ้าตระกูลเสวี่ยฉางเทียน ผู้อาวุโสใหญ่เสวี่ยจ่างคุนและสมาชิกตระกูลเสวี่ยคนอื่น ๆ ล้วนผงะตะลึงตั้งตัวไม่ทัน
ใบหน้าของเสวี่ยเหวินจวิ้นแดงก่ำ ทั้งอับอายและไม่พอใจ ทว่ามิอาจหาทางเข้าแทรกได้
ก่อนหน้านี้ เขากล่าวอ้างว่าแขกผู้มีเกียรติทั้งสองมาเพื่อตน ทว่าท้ายที่สุด เขากลับพบว่าตัวเขากลายเป็นตัวตลกผู้บ้าบอที่สุดเสียแล้ว!
เสวี่ยเหวินผูและเสวี่ยเหวินซานมองหน้ากัน ดูแสนยากจะรับเรื่องทั้งหมดนี้
เสวี่ยเหวินหนิงลอบกัดฟัน
นางคิดว่าจะก้าวนำพี่ชายทั้งหลายของนางได้ในงานเลี้ยงวันเกิดบิดาด้วยความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นอาจารย์
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าท้ายที่สุด นางและอาจารย์กลับกลายเป็นสิ่งของประกอบฉากไป!
และจุดสนใจทั้งมวลก็เบนไปยังพี่ชายสี่ซึ่งนางดูแคลนมองข้ามเสมอมา
บุตรผู้ไม่เคยถูกเห็นคุณค่านับแต่วัยเยาว์!
………………..