บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1622: ให้หวังเย่สวมรองเท้ากลับด้านมาต้อนรับ
ตอนที่ 1622: ให้หวังเย่สวมรองเท้ากลับด้านมาต้อนรับ
เหล่าแขกดูพิกล
พวกเขาล้วนแต่เป็นจิ้งจอกเฒ่า มีผู้ใดบ้างไม่เห็นว่าตระกูลเสวี่ยทำเรื่องขายหน้าเข้าเสียแล้ว?
ทังหลิงฉีเองก็สังเกตเห็นว่าบรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิดนี้มีบางอย่างผิดปกติ
ทว่าเขาก็มิคิดสนใจ
ในฐานะขุมกำลังราชันเซียนในทวีปกกพิสุทธิ์ คนผู้เดียวซึ่งมีการติดต่อกับซูอี้ก็มีเพียงเสวี่ยหงเฟิงตรงหน้าเขาเท่านั้น ส่วนผู้อื่นนั้นมิควรค่าให้เขาต้องสนใจเลย
ทันใดนั้น ทังหลิงฉีก็แย้มยิ้มกล่าว “สหายน้อย ก่อนส่งของขวัญแสดงความยินดีจากสหายเต๋าซูให้ โปรดรับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตระกูลทังเราเตรียมไว้ให้ก่อน”
ทังเป่าเอ๋อร์ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ล้วงหีบหยกใบหนึ่งออกมาเปิดและนำขวดหยกส่งให้เสวี่ยหงเฟิง “ในขวดหยกนี้มีโอสถเซียนสูตรลับ ‘วุ้นเพลิงเร้นลับ’ ของตระกูลข้าอยู่ ถึงจะมีแค่สิบจิน มิได้มากมาย แต่ก็ขอให้รับไว้อย่างสบายใจเถอะ”
วุ้นเพลิงเร้นลับ!
ทันใดนั้น เหล่าผู้ฟังก็แตกฮือ
ดวงตาของทุกผู้รุ่มร้อนขึ้นมา
นี่คือโอสถเซียนอันลือนามสูงสุดของตระกูลทังโบราณ มันสร้างขึ้นโดยเคล็ดวิชาสืบทอดกันมาแต่โบราณในตระกูลทัง เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกหล้า ขึ้นชื่อลือชาทั่วสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียน!
มูลค่าของมันสูงส่งจนไม่อาจวัดได้ด้วยจำนวนศิลาเซียน และกล่าวได้ว่ามิอาจหาซื้อได้ที่ใด!
และยามนี้ ทังเป่าเอ๋อร์ก็นำ ‘วุ้นเพลิงเร้นลับ’ สิบจินมาเป็นของขวัญแสดงความยินดี ใครเล่าจะมิตกตะลึง?
เสวี่ยหงเฟิงถูกเยินยอจนตัวลอย ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบ่ายเบี่ยง ทังเป่าเอ๋อร์ก็ยัดมันใส่มือเขา
“รับไปเถอะ แค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ”
ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวเสียงใส
เสวี่ยหงเฟิงสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวอย่างตื้นตัน “ขอบคุณมาก!”
ว่าแล้ว เขาก็ใช้สองมือประคองขวดหยก หันไปส่งให้กับเสวี่ยฉางเทียน “ท่านพ่อ นี่เป็นของขวัญวันเกิดจากตระกูลทังโบราณ โปรดรับไว้ด้วยขอรับ”
ในใจของเสวี่ยฉางเทียนคลุมเครือซับซ้อน สีหน้ายากเข้าใจ
หากตระกูลทังจะมาแสดงความยินดีในวันเกิดเขา ก็ไร้ความจำเป็นต้องมอบของขวัญแก่เสวี่ยหงเฟิง บุตรคนที่สี่ของเขาก่อนเลย
และในเมื่อตระกูลทังทำเช่นนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการประกาศจุดยืน พวกเขาส่งของขวัญวันเกิดนี้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่เสวี่ยหงเฟิง!
ทังหลิงฉีกล่าวเบา ๆ “ขอสหายเต๋ารับไว้เถิด”
เสวี่ยฉางเทียนพลันฟื้นสติ รีบนำขวดหยกมาไว้ในมือและกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณผู้อาวุโส!”
ทังหลิงฉีพยักหน้า ก่อนจะนำม้วนกระดาษม้วนหนึ่งจากในแขนเสื้อส่งให้เสวี่ยหงเฟิง “นี่คือของขวัญแสดงความยินดีที่สหายเต๋าซูเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”
เสวี่ยหงเฟิงรับมันมาอย่างเคร่งขรึมและกล่าวขอบคุณ “รบกวนผู้อาวุโสแล้ว!”
ทังหลิงฉีครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “มีคำพูดหนึ่งที่ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ไม่ทราบว่าควรพูดดีหรือไม่”
เสวี่ยหงเฟิงรีบร้อนกล่าว “ขอผู้อาวุโสชี้แนะด้วย ผู้น้อยจะฟังอย่างตั้งใจขอรับ”
วาจานั้นกระตุ้นความสงสัยของคนทุกผู้ในโถงขึ้นทันที สายตาของพวกเขาจับจ้องสมบัติม้วนภาพเป็นตาเดียว กระตือรือล้นอยากเห็นว่ามีความลับใดซุกซ่อนอยู่
ทังหลิงฉีกล่าวต่อ “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ขอถือวิสาสะพูดเรื่องหนึ่ง สหายเต๋าซูสั่งไว้ว่าสมบัติชิ้นนี้เป็นของขวัญให้เจ้า หากเจ้าจะเก็บไว้เองก็ไร้ข้อกังขาใด หาก…”
โดยไม่รีรอให้เขาพูดจบ เสวี่ยหงเฟิงก็กล่าวขึ้นแล้วด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ผู้อาวุโส วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดบิดาข้า และแม้สมบัติม้วนภาพนี้จะล้ำค่า ผู้น้อยก็จะมิถือเป็นของตน มันจะเป็นเพียงของขวัญวันเกิดอันไร้ใดเหมือนสำหรับบิดาข้าเท่านั้นขอรับ”
วาจานั้นชัดถ้อยชัดคำ
เมื่อเสวี่ยฉางเทียนได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเขาก็ปั่นป่วน สีหน้าซับซ้อน รู้สึกละอายและผิดบาปอย่างมิอาจบรรยาย
เมื่อมองตนเองดู ก็รู้ว่าตลอดกาลผ่านมา เขาในฐานะบิดามิเคยปฏิบัติเยี่ยงบุพการีต่อเสวี่ยหงเฟิง บุตรคนที่สี่นี้อย่างจริงจังเลย!
และยามนี้ เสวี่ยหงเฟิงเต็มใจมองของขวัญที่เขาได้มาให้บิดาเป็นของขวัญวันเกิดโดยไร้ลังเล เสวี่ยฉางเทียนจะมิละอายได้เช่นไร?
ทังหลิงฉีแย้มยิ้มกล่าวว่า “ไม่เลว มิน่าเล่าสหายเต๋าซูจึงเตรียมของขวัญเช่นนี้ให้แก่เจ้า”
เสวี่ยหงเฟิงอดถามมิได้ “ผู้อาวุโส ของขวัญนี้พิเศษเช่นไรหรือขอรับ?”
คนทุกผู้เองต่างก็เงี่ยหูฟัง
ทังหลิงฉีกล่าว “นี่คือสมบัติม้วนภาพที่ตัวตนอันดับหนึ่งในวิถีเต๋า ‘จอมราชันอนันตรัตติกาล’ ทิ้งไว้ก่อนยุคอวสานเซียน…”
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ รอบข้างก็พลันระเบิดเปรี้ยงราวหม้อน้ำเดือดระเบิดออก เสียงอุทานดังระงมทุกแห่งหน
“สมบัติม้วนภาพของจอมราชันอนันตรัตติกาล?”
“สวรรค์!!”
“นี่… นี่มันล้ำค่าเกินไปแล้ว!”
“สมบัติเช่นนี้จะถือเป็นสมบัติตกทอดประจำตระกูลยังได้เลย!”
…เหล่าผู้ชมล้วนฮือฮาเซ็งแซ่ ทั้งผู้ทรงอำนาจตระกูลเสวี่ยและเหล่าแขกเหรื่อต่างตกตะลึง มิอาจรักษาความสงบไว้ได้
สมบัติเช่นนี้ล้ำค่าเกินไป!
ส่วนเสวี่ยเหวินจวิ้น เสวี่ยเหวินผู เสวี่ยเหวินซาน และเสวี่ยเหวินหนิงทั้งสี่นั้นตะลึงทึ่มทื่อนิ่งกับที่
ในฐานะพี่น้องของเสวี่ยหงเฟิง ทุกผู้ล้วนนึกดูแคลนเสวี่ยหงเฟิงในใจ
ทว่าใครเล่าจะคิดว่าในงานเลี้ยงวันเกิด ณ ขณะนี้ เสวี่ยหงเฟิงจะโดดเด่นเป็นจุดสนใจ ไม่เพียงนำพาแขกผู้มีเกียรติทั้งสองจากตระกูลทังโบราณให้มาร่วมฉลองด้วยตนเองได้ แต่กระทั่งของขวัญชิ้นใหญ่ทั้งสองต่างเลิศล้ำยิ่ง!
เทียบกันแล้ว ของขวัญจากพวกเขาพี่น้องล้วนด้อยรัศมี มิอาจเทียบกันติดฝุ่นเลย!
“สมบัติม้วนภาพจากจอมราชันอนันตรัตติกาล… สมบัติม้วนภาพจากจอมราชันอนันตรัตติกาล…”
ผู้นำตระกูลเสวี่ยฉางเทียนตะลึงเสียจนสมองอื้ออึงไปหมด
เขามิคาดเลยว่าเขาจะได้รับ ‘ของขวัญ’ อันชวนตะลึงนี้ในงานวันเกิดจากบุตรคนที่สี่ผู้ซึ่งตนไม่เคยเห็นค่า!
เสวี่ยหงเฟิงใช้สองมือถือม้วนภาพ หัวใจรุ่มร้อน ดวงตารื้นชุ่ม อดนึกถึงวาจาของซูอี้ที่กล่าวกับเขายามแยกย้ายกันขึ้นมามิได้
‘ต่อให้ยามนั้นข้าไปไม่ได้ ข้าก็จะเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าอยู่ดี เจ้าว่าเช่นไร?’
เมื่อนึกถึงวาจาเหล่านั้นขึ้นยามนี้ เสวี่ยหงเฟิงก็แสนตื้นตันจนน้ำตาคลอ
และเมื่อเห็นท่าทีตะลึงงันของทุกผู้ในโถง ในใจทังหลิงฉีก็หาตื่นตะลึงไม่
……
งานเลี้ยงวันเกิดเริ่มต้นขึ้น
บรรยากาศในงานแปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน
เจ้าตระกูลเสวี่ยฉางเทียนแสนละอายกระสับกระส่าย เขาเป็นฝ่ายปริปากขออภัยแก่บุตรลำดับสี่ของตน ระบายความรู้สึกผิดในใจต่อเสวี่ยหงเฟิงตรงหน้าเหล่าแขกด้วยตนเอง
คนทุกผู้ล้วนถอนใจรำพึง
พวกเขาไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเสวี่ยหงเฟิงซึ่งสร้างผลงานใหญ่โตในงานวันเกิดครั้งนี้จะถูกทุกผู้ในตระกูลเสวี่ยให้ค่าในอนาคตเป็นแน่แท้!
กระทั่งเซี่ยอวิ๋น ผู้อาวุโสจากโถงดาบรุ้งพิสุทธิ์ยังถ่ายทอดวจีให้กับเสวี่ยเหวินหนิง สั่งการว่า “แม่หนู ภายหน้า เจ้าต้องปฏิบัติต่อพี่ชายเจ้าให้ดีนะ อนาคตของเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไร้จำกัดเป็นแน่แท้!”
ดวงตาของเสวี่ยเหวินหนิงหม่นประกาย พยักหน้ารับเงียบ ๆ
มีหรือนางจะมิเข้าใจ?
อย่าว่าแต่สิ่งอื่นใด เพียงสัจธรรมที่แขกผู้มีเกียรติทั้งสองจากตระกูลทังโบราณมาร่วมงานนี้ด้วยตนเองก็เพียงพอแปรเปลี่ยนสถานะและสถานการณ์ในตระกูลแก่เสวี่ยหงเฟิงได้แล้ว!
ยิ่งมิต้องพูดถึง ‘สหายเต๋าซู’ ผู้เป็นปริศนานั้นยังมอบสมบัติม้วนภาพของจอมราชันอนันตรัตติกาลออกมาอีก! มันแสดงให้เห็นถึงความเห็นค่าสำคัญต่อเสวี่ยหงเฟิง!
และต้องทราบว่าสองแขกผู้มีเกียรติจากตระกูลทังต่างภาคภูมิที่ได้เป็นธุระให้ ‘สหายเต๋าซู’ ผู้นั้นด้วย!
ด้วยเหตุเช่นนี้ ใครเล่าจะยังกล้าประเมินเสวี่ยหงเฟิงต่ำอยู่อีก?
เพียงความสัมพันธ์ของเขากับ ‘สหายเต๋าซู’ ผู้ลึกลับนั้นก็เพียงพอให้ทั้งตระกูลเสวี่ยต้องเปลี่ยนทัศนคติต่อเขาแล้ว!
อันที่จริง ในงานเลี้ยงวันเกิดนี้ เสวี่ยหงเฟิงก็ค้นพบแล้วว่าผู้ทรงอำนาจซึ่งปกติคร้านเกินกว่าจะแยแสได้หันมาทักทายเขาอย่างอบอุ่นราวแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน
เหล่าแขกเหรื่อล้วนพากันดื่มฉลองให้เขา!
‘ลูกพี่ซู บุญคุณท่วมท้นที่พี่มอบให้ ข้าเสวี่ยหงเฟิงจะตอบแทนอย่างเต็มกำลังตราบชีวิตนี้!’
เสวี่ยหงเฟิงพึมพำในใจ
ก่อนงานเลี้ยงวันเกิดจะจบลง ทังหลังฉีและทังเป่าเอ๋อร์ก็บอกลาก่อนจะจากไป
ทั้งสองยังต้องไปถ่ายทอดวาจาบางอย่างให้ซูอี้ที่หอตำราภูผาขจี
“ท่านอา เสวี่ยหงเฟิงผู้นั้นดูไม่เหมือนจะเป็นตัวตนทรงพลังใด ๆ เลย ไฉนพี่ชายน้อยจึงให้ความสนใจเขานักเล่า?”
ระหว่างทาง ทังเป่าเอ๋อร์กล่าวอย่างงุนงง
นางได้ประจักษ์แก่ทุกสิ่งในงานเลี้ยงวันเกิด เข้าใจเนิ่นนานแล้วว่าสถานะในตระกูลของเสวี่ยหงเฟิงนั้นอันที่จริงย่ำแย่ยิ่ง หาใช่ตัวตนทรงพลังใดไม่
ทังหลิงฉีกล่าว “เป่าเอ๋อร์เอ๋ย เจ้าผิดแล้ว สิ่งที่สหายเต๋าซูน่าชื่นชมที่สุดเป็นเพราะเขาหาสนใจความต่างระหว่างผู้แข็งแกร่งและอ่อนแอไม่ มิใช่เช่นนั้นหรือ?”
ทังเป่าเอ๋อร์ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะเข้าใจในฉับพลัน
จริงดังว่า หากซูอี้เป็นเหมือนพวกเย่อหยิ่ง แสวงหาเพียงอำนาจสูงส่ง ไฉนเขาจึงต้องฆ่าราชันเซียนจากลัทธิอัคคีเทพเพื่อช่วยพวกนางยามอยู่ในเขตหวงห้ามแม่น้ำลั่วด้วย?
“แม้เขาจะตระหนักถึงความไพศาลแห่งจักรวาล ก็ยังอาทรต่อหย่อมหญ้าพฤกษ์เขียว ความกล้าหาญของสหายเต๋าซูเหนือล้ำเกินข้าอาจเอื้อม เพราะในสายตาของเขาไร้อำนาจ ฐานะและความแข็งแกร่งเป็นเกณฑ์นี้เอง เขาจึงควรค่าให้เราเทิดเกียรติเคารพ!”
ทังหลิงฉีรำพึง
ยิ่งเขาติดต่อกับซูอี้มากขึ้น เขายิ่งตระหนักว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษผู้นี้สูงส่งเพียงใด
“ไปหอตำราภูผาขจีกันเถอะ!”
……
ต้นธารแม่น้ำลั่ว
ที่นี่คือแดนรกร้างบรรพกาลอันมิอาจเข้าถึงได้โดยผู้คน ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งยะเยือกเสียดกระดูกชั่วกาล
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนอื่นใด กระทั่งเงาของวิหคสัตว์ร้ายสักตัวยังไม่ปรากฏให้เห็น
ฟ้าดินล้วนเวิ้งว้าง
ตะวันอัสดงทอประกาย วายุยะเยือกกร่อนถึงทรวงหวีดหวิวบนผืนพิภพ ซูอี้อยู่ลำพังท่ามกลางความรกร้าง ร่างของเขาดูเปล่าเปลี่ยวเป็นพิเศษ
เดิมที ที่แห่งนี้คือสถานที่ตั้งของเขาโอฬารยุทธ์ ทอดตัวตระหง่านยาวแปดพันลี้
กาลก่อน มันคือแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตลือนามอันดับหนึ่งในโลกหล้า มีสมญาว่า ‘ศาลสวรรค์น้อย’ ในสายตาเซียนนับไม่ถ้วนทั่วโลกหล้า!
เซียนทั้งหลายต่างมาแสวงโอกาส ข้ามบรรพตลำธารเยี่ยงปลาหลี่แปรมังกร ครึกครื้นทุกวันคืน
ทว่ายามนี้ ไร้สิ่งใดเป็นตามที่ว่ามา
กลับกลายเป็นภาพอันแร้นแค้นเย็นยะเยือกเช่นนี้
ฟ้าดินเงียบสงัด มีเพียงสายลมเย็นเยือกอันเป็นเช่นคมมีดทิ่มแทงกู่คำรามพัดกระพือ
อารมณ์ของซูอี้เองก็นิ่งค้างไปเล็กน้อยอย่างมิอาจบรรยาย
เขาอยู่ที่นี่มาสามวัน ค้นหาแทบทั่วรัศมีแปดพันลี้ ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมิอาจค้นพบเบาะแสอันมีค่าใด
เขาโอฬารยุทธ์ทั้งลูกดูเหมือนจะระเหิดหายจากโลกาอย่างจริงแท้
“ดูเหมือนว่าในยุคอวสานเซียน เขาโอฬารยุทธ์ต้องได้รับผลกระทบเกินหยั่งคาดบางอย่าง และอำนาจอันเกี่ยวเนื่องกับเหตุพลิกผันนี้ต้องเหนือธรรมดาเป็นแน่แท้ หาไม่ คงไม่มีทางดับสิ้นแม้เพียงหนึ่งร่องรอยได้เช่นนี้”
ซูอี้กล่าวในใจ “บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับขุมกำลังเหนือวิถีเซียน หรือบางที… มันอาจจะเกี่ยวกับทวยเทพ!”
แม้จะค้นหาเพิ่มอีกวัน เขาก็ยังไม่พบสิ่งใด
ทว่ายามที่เขากำลังจะจรจากนั้นเอง เสียงดุด่าหนึ่งก็พลันแว่วมากับสายลมเหน็บหนาว
“เจ้าสัตว์ขนเรียบนี่จะรู้อันใด หากเขาโอฬารยุทธ์ยังอยู่ ขอเพียงข้าเอ่ยวาจา เจ้าหวังเย่ผู้นั้นก็ต้องสวมรองเท้ากลับด้านมาต้อนรับกันแล้ว*[1]!”
[1] การสวมรองเท้ากลับด้านมาต้อนรับ หมายความว่าแขกผู้นั้นสำคัญ ยิ่งใหญ่สูงศักดิ์เสียจนเจ้าบ้านต้องออกมาต้อนรับอย่างรีบร้อนเสียจนกระทั่งรองเท้ายังกลับด้านไม่เรียบร้อย