บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1623: ความลับการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์
ตอนที่ 1623: ความลับการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์
“ไอ้แก่ หากไม่พูดโอ่จะตายหรือไร? กล้าขานนามของจอมราชันอนันตรัตติกาลเช่นนี้ มิกลัวถูกสวรรค์ลงทัณฑ์หรือ?”
“สวรรค์ลงทัณฑ์? ฮ่า ๆๆ ชั่วชีวิตข้าถูกสวรรค์ลงทัณฑ์มามากพอแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ดีมิใช่หรือ? เจ้าต่างหาก มีตาไร้แวว ไม่เข้าใจเสียเลยว่าข้าเป็นตัวตนทรงพลังเพียงใด!”
…เสียงสนทนาเจี๊ยวจ๊าวกระท่อนกระแท่น ห่างไกลอย่างยิ่ง
ทว่าโสตของซูอี้ต่างสดับฟังได้ครบถ้วน ดวงตาของเขาเรืองโรจน์ ริมฝีปากอดยิ้มมิได้
อึดใจต่อมา ร่างของเขาก็หายวับไป
ฟ้าดินโอฬารไพศาล วายุเหน็บหนาวกรรโชกเหนือแดนดินรกร้าง
ชายชราผู้หนึ่งโงนเงนต้านกระแสลม
เส้นผมหนวดเคราของเขากระเซอะกระเซิง ร่างกายผอมแห้งเลอะเทอะ สวมอาภรณ์เก่า ๆ สกปรก
บนบ่าของเขามีนกกระจอกวิญญาณซึ่งมีสีขนประหนึ่งเหยี่ยวตัวหนึ่งเกาะอยู่ ทว่ารูปร่างของมันผอมเสียยิ่งกว่า และมีสามตาดูน่าประหลาด
ดวงตาที่หว่างคิ้วปิดอยู่เป็นแนวตั้ง เผยเพียงช่องบาง ๆ
“แม่งเอ๊ย ข้าไปทำเวรทำกรรมที่ใดไว้หนอ เจ้าแก่นี่จึงพาข้ามายังที่บ้า ๆ เช่นนี้”
นกกระจอกวิญญาณสาปส่ง วาจาแต่ละคำหยาบโลน “บอกมาซิ ไฉนเจ้าจึงอยากมาที่นี่?”
ชายชราเลอะเทอะถอนใจ “ยุคอวสานเซียนแปรเปลี่ยนโลกเซียนไปหมดแล้ว กระทั่งเขาโอฬารยุทธ์ยังหายไปจากโลกหล้า… หายนะในยุคอวสานเซียนนั้นเป็นเหตุที่เทพก่อขึ้นอย่างลับ ๆ รวมถึงการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์นี้ก็เกี่ยวพันกับเทพผู้หนึ่งเช่นกัน”
ว่าแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นลูบตัวนกกระจอกวิญญาณ “สัตว์ขนเรียบ ข้าจึงพาเจ้ามาดูนี่แหละ”
“อุบ๊ะ! นี่เจ้าพาข้ามาทำเรื่องเกี่ยวกับเทพหรือ? ไม่รู้หรือว่าสิ่งที่ข้าผู้นี้นับว่าเป็นเรื่องต้องห้ามสูงสุดคือยุ่งเรื่องของเทพ? อยากจะไปก็ไปเองสิ ข้ามิไปกับเจ้าด้วยหรอก!”
นกกระจอกวิญญาณสบถอย่างเดือดดาล กระพือปีกเตรียมบินหนี ทว่าถูกชายชราเลอะเทอะคว้าคอไว้
“เจ้าเป็นพญาวิหคเผิงซึ่งเกิดมาพร้อม ‘เนตรเทียนสลัว’ มิอาจหาใดเหมือนทั่วโลกเซียน หากคิดจะตรวจสอบความลับการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์ มิให้ไปหาเจ้าแล้วจะให้ข้าไปหาผู้ใด?”
ชายชราเลอะเทอะใช้หนึ่งมือคว้าคอนกกระจอกวิญญาณ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทำเรื่องนี้ให้ข้า แล้วข้าจะหาสมบัติเลิศล้ำหนึ่งเดียวทั่วฟ้าดินให้เจ้าในภายหน้าดีหรือไม่?”
นกกระจอกวิญญาณไม่อาจดิ้นรน เดือดดาลจนร่องที่หว่างคิ้วแทบเปิดออก
ชายชราเลอะเทอะพลันกล่าวอย่างดุดัน “หากเจ้ากล้าเบิกเนตรนั่น ข้ารับปากว่าจะควักมันออกมาให้สุนัขกิน!”
นกกระจอกวิญญาณนิ่งไป และกล่าวว่า “บรรพชนของข้าออกจากเก็บตัวยามใด ข้าจะไปตามคิดบัญชีกับเจ้า ไอ้แก่เลว!”
ชายชราเลอะเทอะแสยะยิ้ม “นั่นเป็นเรื่องในภายหลัง ยามนี้เจ้าร่วมมือกับข้าเสียดี ๆ จะดีกว่า หาไม่…”
ชายชราเลอะเทอะกลืนน้ำลาย กล่าวอย่างน้ำลายสอ “ข้าก็ไม่ถือหากจะใช้โอกาสนี้ตัดปีกวิหคของเจ้ามาย่างกินสักข้าง”
นกกระจอกวิญญาณ “…”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงเจือขบขันก็ดังขึ้น
“นับข้าด้วยสิ”
ชายชราเลอะเทอะตะลึงงัน หันหลังกลับเตรียมเผ่นหนี ทว่าก็ถูกหัตถ์ขาวบางข้างหนึ่งคว้าบ่าไว้ก่อน
ผู้มาเยือนคือซูอี้ พลางมองชายชราเลอะเทอะด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าหนี ขาเจ้าจะถูกตัดนะ!”
ชายชราเลอะเทอะพลันมีสีหน้าย่นยับขมขื่น ไม่กล้าขยับตัวใด ๆ
นกกระจอกวิญญาณกล่าวอย่างประหลาดใจ “หึ เจ้าหนุ่มน้อยนี่ผู้ใดกัน วาจาสามหาวไม่เบา เจ้าแก่ชั่ว หากข้าเป็นเจ้านะ เกรงว่าคงสั่งสอนมันให้ตายไปแล้ว!”
ป้าบ!
ชายชราเลอะเทอะใช้หนึ่งมือบีบคอนกกระจอกวิญญาณ ขณะที่อีกมือทุบกะโหลกของมันแล้วกล่าวปรามาส “ว่าตามตรง หากเขาอยากย่างปีกเจ้า ข้าก็หยุดเขามิได้!”
นกกระจอกวิญญาณนิ่งไป ขณะที่มันกำลังจะพูดต่อนั้นเอง มันก็ถูกชายชราเลอะเทอะยัดเข้าไปในแขนเสื้อ
“สหายเต๋า ช่างบังเอิญนัก ข้ามิคาดเลยว่าเราจะได้พบกันที่นี่อีก”
ชายชราเลอะเทอะหัวเราะกลบเกลื่อน
คนผู้นี้คือพยากรณ์สวรรค์ผู้เคยพบซูอี้ในตลาดมังกรดำมาก่อน
และยังเป็นผู้ทำนายชะตาแก่ราชันวิถีมังกรแดงไว้ว่า ‘เห็นมังกรในทุ่งนา จะได้พบผู้ค้ำจุน’
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “ข้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรอก หลังที่พบกัน เจ้าก็นำ ‘พญาวิหคเผิงเทียนสลัว’ นั่นมาที่นี่ บอกว่าจะสำรวจความลับการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์ ใครเล่าจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ?”
ชายชราเลอะเทอะพลันยิ้มเจื่อน ๆ
เขากำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าซูอี้ก็กล่าวขึ้นแทรก “หยุดวาจาน้ำท่วมทุ่งไว้ เข้าประเด็นเถอะ เจ้ามาที่นี่หลังพบข้าเพราะเหตุใด? ข้าจะฟังเพียงความจริงเท่านั้น”
ชายชราเลอะเทอะเกาศีรษะกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน “ข้าแค่อยากรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นหลังเจ้าหวนคืนสู่โลกเซียนบ้างหรือไม่ เช่นเขาโอฬารยุทธ์อันสิ้นร่องรอยจะหวนปรากฏเพราะการกลับมาของเจ้าหรือเปล่า”
ซูอี้ส่งเสียงรับแล้วกล่าวถาม “ไฉนเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”
“นี่…”
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของชายชราเลอะเทอะดูไม่แน่ใจ
ทว่าเมื่อเผชิญสายตาลึกล้ำอันแทบจะเป็นการกดดันจากซูอี้ ท้ายที่สุดเขาก็พ่ายศึก ชูนิ้วขึ้นชี้ท้องนภา ริมฝีปากกล่าวอย่างระมัดระวังด้วยเสียงอันแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน
“ข้าสงสัยว่าทวยเทพบางผู้ซึ่งไม่อาจปรากฏในโลกหล้ารู้ข่าวการกลับสู่โลกเซียนของเจ้าแล้ว และกาลก่อนเขาโอฬารยุทธ์นี้ก็เป็นรังของเจ้า การที่มันหายสาบสูญไปอย่างลึกลับในยุคอวสานเซียนน่าจะเป็นเพราะแผนของทวยเทพ เพื่อใช้มันเป็นเหยื่อรอเจ้ากลับมา!
“เพราะถึงอย่างไร ขอเพียงไม่ได้โง่ เจ้าก็จะรู้ว่าขอเพียงเจ้ากลับมา เจ้าย่อมต้องออกมาตรวจสอบความลับการอันตรธานของเขาโอฬารยุทธ์เป็นแน่แท้!”
เมื่อสิ้นวาจา ชายชราเลอะเทอะก็หันซ้ายหันขวามองรอบ ๆ อย่างกระวนกระวายราวกลัวว่าวาจาเมื่อครู่จะไปล่วงเกินตัวตนเหนือสวรรค์บางผู้จนนำมาซึ่งทัณฑ์สวรรค์
ทว่าท้ายที่สุดก็ไร้เหตุน่าตกใจใด ๆ
สิ่งนี้ทำให้ชายชราเลอะเทอะลอบถอนหายใจโล่งอก
และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูอี้ก็หรี่ตาลงเงียบ ๆ หัวใจครั่นคร้ามในอก
เมื่อคิดดูแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นไปได้!
“เจ้าแก่ชั่ว เจ้ากลัวจนต้องซ่อนจากเรื่องอันตรายเช่นนี้เสมอเมื่อกาลก่อน ไฉนยามนี้จึงสนอกสนใจขึ้นมากัน?”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “เจ้ากระทั่งขโมย ‘พญาวิหคเผิงเทียนสลัว’ จากสุขาวดีมหาดารามาอย่างไม่ลังเลเลยหรือ? หากเข้าใจไม่ผิด สัตว์ขนเรียบนี่ก็เป็นวิญญาณแท้จากสุขาวดีมหาดารา ฝึกฝนกับเฒ่าหัวล้านจากสุขาวดีมหาดารามาตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนด้วยนี่”
“ขโมยหรือ?”
ชายชราเลอะเทอะกล่าวเถียงหน้าดำหน้าแดง “ข้าแค่ยืมเท่านั้น เมื่อสิ้นธุระข้าก็จะนำมันไปคืน! ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าเฒ่าหัวล้านไม่รู้ไปมุดหัวซ่อนตัวจากหายนะอยู่หนใด เขาหรือจะมีเวลามาสนใจสัตว์ขนเรียบนี่?”
‘เฒ่าหัวล้าน’ ที่ทั้งสองกล่าวถึงนั้นเป็นบรรพชนเก่าแก่ผู้หนึ่งของสุขาวดีมหาดาราซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนก่อนยุคอวสานเซียนกล้ำกราย มีนามวิถีว่า ‘เฟิงถู’ และเป็นที่กล่าวขานในโลกหล้าว่า ‘จอมราชันเฟิงถู’
ซูอี้เสสรวลกล่าว “อย่ากล่าวขัดกันสิ ตอบข้ามา ไฉนเจ้าจึงเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้นัก?”
ชายชราเลอะเทอะรำพึง “ข้าสาบานต่อสวรรค์ มันมิได้ซับซ้อนเช่นเจ้าคิดหรอก แค่ใคร่รู้เท่านั้น ว่าหลังเจ้ากลับสู่โลกเซียน สถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกหล้าจะแปรผันหรือไม่ หากมีการแปรเปลี่ยนเกิดขึ้นจริง บางทีมันก็อาจจะเริ่มจากเขาโอฬารยุทธ์ก็ได้ เพราะอยากยืนยันการคาดเดาเท่านั้น ข้าจึงมา”
ซูอี้จับความนัยอันแตกต่างได้ และกล่าวว่า “ในความคิดเจ้า ครานี้ยามข้าหวนคืนสู่โลกเซียน สถานการณ์ในโลกหล้าจะแปรเปลี่ยนมหาศาลหรือ?”
มุมปากของชายชราเลอะเทอะกระตุก เขาตบหน้าผากพึมพำ “ข้าว่าแล้วว่าพูดมากมีแต่จะแย่! เจ้าเดาถูกแล้ว ข้าสงสัยว่าด้วยการทวีความเข้มข้นของยุคทองอันบังเกิดในโลกเซียนทุกวันนี้ ภายหน้า… พวกเทพน่าจะเปิดทางสู่โลกเซียนได้!”
“และจุดประสงค์ของเทพเหล่านั้นก็อาจจะเกี่ยวพันกับเจ้า!”
“ยามนี้ ในเมื่อเจ้าเวียนวัฏกลับมา มันก็เหมือนหนึ่งศิลาถูกขว้างลงกลางนทีใหญ่แห่งโลกเซียน ก่อเกิดเป็นคลื่นกระเพื่อมเกินคณานับ!”
“อาจเป็นการยากที่โลกหล้าจะสังเกต ทว่าเป็ดซึ่งล่องนทียามวสันต์ย่อมเป็นผู้แรกที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำ กลุ่มเต๋าวิถีเซียนซึ่งมีเทพอยู่เบื้องหลัง รวมถึงขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินและลัทธิกำเนิดเอกภพต้องสังเกตเห็นมันแล้วเป็นแน่แท้!”
“นี่ยังเป็นเหตุที่แดนบรรลุสรวงเขากวางขาวจึงถูกกำลังของลัทธิไร้มลทินเข้าควบคุม และเพราะเหตุใดกำลังจากนครเซียนโฉลกเมฆาจึงมาหาเจ้า!”
ชายชราเลอะเทอะเบนสายตาจับจ้องซูอี้ และกล่าวว่า “ข้าสงสัยกระทั่งว่าในโลกเซียนนี้ อาจมีผู้คนลอบเตรียมร่างแหรอมัจฉาใหญ่เช่นเจ้าว่ายเข้ามาติดกับเองตั้งไม่รู้เท่าไหร่กัน!”
ซูอี้ขมวดคิ้ว นึกถึงประสบการณ์นับแต่เข้ามาในโลกเซียนจวบวันนี้ขึ้น
ต้องบอกว่าการวิเคราะห์ของเฒ่าเลอะเทอะผู้นี้แม่นยำยิ่ง!
ขุมกำลังใหญ่เยี่ยงลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆาเริ่มวางแผนตั้งแต่ก่อนเขาเข้าสู่โลกเซียนเสียอีก!
ดังนั้น ในแดนบรรลุสรวงเขากวางขาวจึงมีกำลังของลัทธิไร้มลทินและนครเซียนโฉลกเมฆารออยู่มาก!
“แล้วเจ้าเล่า รู้อยู่ว่าเรื่องพวกนี้เกี่ยวพันกับเทพ ไฉนจึงเข้ามาพัวพัน?”
ซูอี้ว่า “มันเป็นแค่ความฉงน ใคร่รู้ว่าการกลับมาของข้าจะให้กำเนิดการแปรเปลี่ยนมากมายเพียงไรต่อโลกเซียนจริงหรือ?”
ชายชราเลอะเทอะตบอกของตนแล้วกล่าวว่า “แน่นอน! อย่าคิดว่าข้ากลัวตายเลย ตลอดกาลนานมา ข้าประสบหายนะมาเกินคณานับ ก่อเรื่องปั่นป่วนมิอาจนับถ้วน แม้จะใช้ชีวิตหลบซ่อนเยี่ยงสุนัข แต่มียามใดบ้างที่ข้ายอมก้มหัว?”
ซูอี้พยักหน้า “นั่นก็จริง”
เฒ่าชั่วตรงหน้าเขา แค่ความเชี่ยวชาญในศาสตร์พยากรณ์ลำพังก็ก่อหายนะนับไม่ถ้วนในโลกหล้าแล้ว!
ทว่าเขาก็ยังคงอยู่ดีมีสุข กล่าวได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างจริงแท้
“ไปกันเถอะ ขอข้าดูหน่อยว่าการที่เจ้านำพญาวิหคเผิงเทียนสลัวนี้มาด้วย จะเห็นเบาะแสใดได้บ้าง”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ
ชายชราเลอะเทอะมิสบอารมณ์นัก “ข้าว่าแล้ว หลังเพ้อพล่ามอยู่ตั้งนาน เป้าหมายแท้จริงของเจ้าก็คือมาฉวยโอกาส!”
“มากับข้า!”
ว่าแล้ว เขาก็สาวเท้ายาว ๆ สู่ส่วนลึกแห่งแดนรกร้าง
ซูอี้ก้าวตามไป
ครึ่งชั่วยามถัดมา
ชายชราเลอะเทอะพลันชะงักเท้า ลูบคลำเหรียญทองแดงสกปรกเหรียญหนึ่งในมือแล้วใช้ปลายนิ้วดีดขึ้นสู่เวหา
ปิ๊ง!
เกิดเสียงกังวานใส เหรียญทองแดงหมุนคว้างกลางเวหาก่อนจะร่วงลงบนมือของชายชราเลอะเทอะ พื้นผิวของมันพลันวูบไหวด้วยคลื่นพลังมหาวิถีเกินเข้าใจ
ชายชราเลอะเทอะดูกระชุ่มกระชวยขึ้น กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากการสาบสูญของเขาโอฬารยุทธ์ซ่อนความลับยิ่งใหญ่ไว้ เช่นนั้นความลับยิ่งใหญ่ที่ว่าต้องอยู่แถวนี้!”
เขาคว้านกกระจอกวิญญาณสีสันประหลาดออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะสั่งอย่างอาจหาญ “มาสิ สำแดงวิชาพิเศษเฉพาะของเจ้าแก่ข้าและท่านซูของเจ้าหน่อย!”
นกกระจอกวิญญาณปริปากผรุสวาท “ห่าแม่ง ไอ้##¥ นี่เจ้าถือข้าเป็นนักเล่นกลข้างถนนจริง ๆ หรือ? อยากให้ข้าใช้อกป่นศิลาให้เจ้าหรือไร?”
น้ำลายพ่นเป็นฟองฟอดกระเซ็นเต็มใบหน้าชายชราเลอะเทอะดุจดาราเหนือจักรวาล
ทว่าเมื่อชายชราเลอะเทอะตบกะโหลกมันเข้าให้ มันก็พลันทำหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อ
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว พญาวิหคเผิงเทียนสลัวตนนี้ศีลเสมอกันกับเฒ่าหัวล้านแห่งสุขาวดีมหาดาราอย่างจริงแท้ อ้าปากแต่ละที วาจาล้วนหยาบโลนหาดีมิได้
กล่าวโดยสรุปได้เพียง ‘น่าตบ!’
แน่นอนว่าชายชราเลอะเทอะเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน หาไม่คงมิอาจทำให้เจ้าวิหคอันมีปากคอเยี่ยงโจรนี้ยอมลงให้ได้
………………..