บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1713: มาให้ความร่วมมือถึงที่
ตอนที่ 1713: มาให้ความร่วมมือถึงที่
“ไอ้โง่พวกนั้นน่าขันจริงแท้”
ชายชราในชุดนักพรตอดหัวเราะมิได้ ดวงตาดูพิกล
เขาและสตรีในชุดเรียบง่ายมาถึงในบริเวณหุบเหวหมอกดำก่อนใคร และยามมาถึง พวกเขาก็สำรวจบริเวณรอบข้างเป็นการพิเศษแล้ว มิเห็นมหาเซียนใด ๆ จากขุมกำลังอื่น ๆ อยู่เลย
และจวบยามนี้ พวกเขาก็ยังมิเห็นร่องรอยของซูอี้
ทว่ายามนี้ มหาเซียนทั้งหลายที่ไล่ล่าสังหารตามมากลับพากันแห่เข้าไปในหุบเหวหมอกดำ ทำให้ชายชราในชุดนักพรตรู้สึก… ขบขัน!
“น่าขัน?”
สตรีในชุดเรียบง่ายนวดหว่างคิ้ว “ไฉนข้าจึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกันหนอ…”
มหาเซียนเหล่านั้นหาโง่เง่าไม่ พวกเขาไล่ตามปราณของเสิ่นมู่มาถึงจุดนี้
กล่าวคือ เสิ่นมู่ได้ปรากฏขึ้นในบริเวณหุบเหวหมอกดำแล้ว!
หาไม่ มีหรือมหาเซียนเหล่านั้นจะถูกหลอก?
เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของสตรีในชุดเรียบง่ายพลันแปรเปลี่ยน อ้าปากค้างอุทานออก “ผู้อาวุโสม่อ เกรงว่าก่อนหน้านี้พวกเราคงพลาดกันเสียแล้ว! ก่อนหน้านี้ เสิ่นมู่น่าจะปรากฏขึ้นใต้จมูกเราโดยมิทันสังเกต!”
ว่าแล้ว นางก็เล่าสิ่งที่นางวิเคราะห์ได้ออกมา
หลังฟังจบ รอยยิ้มบนใบหน้าชายชราในชุดนักพรตพลันแข็งค้าง กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “หมายความว่าเสิ่นมู่เข้าไปในหุบเหวหมอกดำแล้วหรือ?”
โดยมิรอให้สตรีในชุดเรียบง่ายเอ่ยตอบ เขาก็พูดอย่างแน่ใจ “ไม่มีทาง ก่อนหน้านี้เราใช้สมบัติลับสารพัดที่ปากทางเข้าหุบเหวหมอกดำ วางตาข่ายฟ้าดินรอไว้ แม้เขาจะซ่อนตัวจากเราได้ เมื่อเข้าสู่หุบเหวหมอกดำ เราก็จะรู้ตัวก่อนใครอยู่ดี!”
สตรีในชุดเรียบง่ายครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หรือหลังเสิ่นมู่มา เขาจงใจทิ้งปราณบนร่างไว้ จากนั้นก็ลบปราณจากไปเงียบ ๆ?”
“เป็นไปได้!”
สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
จุดประสงค์ของเสิ่นมู่ดูเหมือนจะเป็นการหนีมายังหุบเหวหมอกดำ ทว่าแท้จริงนั่นเป็นเพียงกลลวงต่อผู้ไล่ล่า
ส่วนตัวเขาหาได้หนีไปยังหุบเหวหมอกดำไม่ แต่เร้นกายแล้วหนีไปทางอื่น!
สิ่งนี้เรียกว่ากลยุทธ์จักจั่นถอดร่าง!
“คนผู้นี้แสนกลจริงแท้!”
ชายชราในชุดนักพรตรู้สึกหน้าชา กัดฟันกล่าวว่า “พวกเราตั้งหลายคน กลับถูกเขาผู้เดียวต้มเสียสนิท!”
“ยังไม่ถูก”
สตรีในชุดเรียบง่ายส่ายหัว หากเสิ่นมู่ผู้นั้นทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างเงียบงัน แล้วไฉนจึงมิหนีไปแต่แรกยามถูกลอบไล่ล่า? ด้วยวิชาลบปราณของเขาเช่นนี้ มันก็ซ่อนจากสายตาเราทั้งหลายได้แล้วนะ”
“แต่ไม่คิดหรือว่าแปลกเกินไปที่เขาจะรอจนป่านนี้แล้วค่อยลงมือ?”
ว่าแล้ว นางก็เปี่ยมความประหลาดใจ เสิ่นมู่ผู้นี้คิดอันใดอยู่กันแน่?
ไฉนเขาจึงทำเช่นนี้?
“มหาเซียนเซวี่ยเฮ่อจากลัทธิหลิงหลงยังมีชีวิตอยู่ คนผู้นี้ช่างตายยากตายเย็นจริง ๆ”
ไกลออกไป มหาเซียนบางคนใกล้ทางเข้าหุบเหวหมอกดำเสวนา
“นั่นสิ ก่อนหน้านี้ทุกผู้ล้วนคิดว่าเขาตายไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเขากลับยังมีชีวิตอยู่อย่างน่าตกใจ และบุกทะลวงเข้าหุบเหวหมอกดำไปโดยลำพัง”
“เขาต้องกำลังหาทางแก้แค้นเสิ่นมู่อยู่แน่ ๆ!”
เมื่อได้ยินเสียงเสวนาของพวกเขา สตรีในชุดเรียบง่ายก็รู้สึกราวถูกอสนีบาตฟาดศีรษะ
เซวี่ยเฮ่อ!
เซวี่ยเฮ่อผู้นั้นมีปัญหา!!
สตรีในชุดเรียบง่ายได้ตรวจสอบสนามรบที่ห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงต่อสู้กับซูอี้มาแล้ว และนาง ณ ขณะนั้นก็อนุมานได้ว่าเซวี่ยเฮ่อน่าจะถูกฆ่า!
ทว่ายามนี้ เซวี่ยเฮ่อกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง และปะปนกับมหาเซียนเหล่านั้นพุ่งเข้าไปในหุบเหวหมอกดำ…
เมื่อคิดเช่นนี้ สตรีในชุดเรียบง่ายก็รู้สึกราวกับถูกทุบหัว กล่าวด้วยสีหน้าดำคล้ำ “ผู้อาวุโสม่อ ได้เห็นเซวี่ยเฮ่อเมื่อครู่หรือไม่?”
ชายชราในชุดนักพรตชะงักค้าง ดูจะมีปฏิกิริยาม่านตาเหลือกกว้างทันใด “ตัวตนของเซวี่ยเฮ่อผู้นั้นมีปัญหา!”
เขาจำได้ว่ายามมหาเซียนทั้งหลายพุ่งเข้าไปในหุบเหวหมอกดำก่อนหน้านี้ เซวี่ยเฮ่อปะปนอยู่ใกล้กับพวกเหมิงเจ๋อจากลัทธิอัคคีเทพ
ทว่ายามนั้น เขาเร้นกายมิกล้าตรวจสอบมากนัก เพื่อมิให้มหาเซียนคนอื่น ๆ ตรวจพบตัว จึงเมินรายละเอียดอื่น ๆ ไป!
ทว่าเมื่อย้อนคิดยามนี้ การปรากฏตัวของเซวี่ยเฮ่อผู้นี้ก็ผิดปกติมากอย่างเห็นได้ชัด!
ทันใดนั้น สีหน้าของชายชราชุดนักพรตก็ยากมองอย่างยิ่ง
“ปรากฏว่าวิชาแปลงโฉมของเขาลวงตามือสังหารระดับมหาเซียนผู้นี้ได้ คาดคิดได้เลยว่าวิชาของเขาร้ายกาจล้ำลึกเพียงไร หากในการล่าสังหารก่อนหน้านี้ เขาแปลงโฉมเป็นมหาเซียนสักผู้เข้า… เกรงว่าคงหนีไปได้แล้วกระมัง?”
สตรีในชุดเรียบง่ายพึมพำ
นางเองก็หดหู่ใจเช่นกัน
ยามนี้ นางตระหนักชัดเจนขึ้นอีกว่าเสิ่นมู่ทรงพลังร้ายกาจเพียงใด กล่าวได้ว่ามิอาจหยั่งวัด!
ทุกครั้งที่นางคิดว่าประจักษ์แจ้งเบื้องลึกของเขาแล้ว นางก็ล้วนถูกสัจธรรมตบหน้าอย่างโหดร้าย!
ชายชราในชุดนักพรตพลันกล่าวว่า “เขามีโอกาสให้หนีแท้ ๆ แต่ไฉนจึงพุ่งเข้าไปในหุบเหวหมอกดำกับมหาเซียนเหล่านั้นเล่า?”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ดูจะตระหนักบางเรื่องได้และหันไปมองหน้าสตรีในชุดเรียบง่าย ทั้งคู่ล้วนหัวใจสั่นสะท้าน สันหลังเย็นวาบ
เสิ่นมู่จูงจมูกศัตรูทั้งหลายมาตลอดทาง หนีเข้าไปในหุบเหวหมอกดำโดยไร้ลังเล ยังมีสิ่งใดที่เขาจะทำอีก?
คำตอบนั้นเรียบง่าย
ฆ่าศัตรู!
เขาอยากต่อสู้ชี้วัดเป็นตายกับมหาเซียนจากฝ่ายต่าง ๆ ในหุบเหวหมอกดำ!
“เริ่มจากความตายของห้ามหาเซียนจากลัทธิหลิงหลง เสิ่นมู่ก็ถูกไล่ล่าตลอดทางเก้าชั่วยามเต็ม ประสบการขัดขวางล้อมสังหารหลายต่อหลายหน บาดเจ็บไม่อาจนับแผล ดูทุรนทุรายใกล้สิ้นแรง ทว่าใครเล่าจะคาดคิดว่าเขาวางแผนจงใจทำเช่นนี้มาเนิ่นนาน?”
สตรีในชุดเรียบง่ายมือเช้าเย็นวาบ “ใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อ ทำทีอ่อนแอให้ศัตรูเห็น จูงจมูกศัตรูมาสู้กันในหุบเหวหมอกดำ เสิ่นมู่ผู้นี้… น่ากลัวยิ่งนัก!”
นางใช้คำว่า ‘น่ากลัว’ มาบรรยายซูอี้หลายต่อหลายหน
จวบยามนี้ เมื่อนางประจักษ์ถึงเจตนาแท้จริงของซูอี้ นางและมหาเซียนคนอื่น ๆ ต่างผงะตะลึง เย็นเยือกทั่วร่าง!!
ชายชราในชุดนักพรตกล่าวเสียงต่ำ “ข้าแน่ใจแล้วว่าแม้เราทั้งคู่ต่างถือเบี้ยหมากพรางสวรรค์ไว้ แต่เกรงว่าเสิ่นมู่น่าจะหาเราพบแล้ว!”
ว่าแล้ว เขาก็เบนสายตาไปกล่าวกับสตรีในชุดเรียบง่าย “แล้วเราจะทำเช่นไรกันดี?”
สตรีในชุดเรียบง่ายดูหม่นหมอง
ยามนี้ ในใจนางเริ่มคิดล่าถอยแล้ว กระทั่งเริ่มกลัวการเผชิญหน้ากับบุคคลร้ายกาจอันตรายยิ่งอย่างเสิ่นมู่ นางแค่อยากจะหนีไปโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
ทว่าท้ายที่สุด นางก็ห้ามใจไว้
“รอก่อน ดูผลสุดท้ายของการไล่ล่านี้ ส่วนเรา…”
สตรีในชุดเรียบง่ายกัดฟันกล่าว “ไม่ว่าท้ายที่สุดเสิ่นมู่ผู้นี้จะเป็นหรือตาย เราจะเข้าไปยุ่งอีกมิได้!”
ชายชราในชุดนักพรตกล่าวอย่างโล่งใจทันที “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เขาเองก็ตื่นกลัว หัวใจแสนครั่นคร้าม หากเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับตัวตนร้ายกาจอย่างเสิ่นมู่เลย
“มิน่าเล่า เจ้าลัทธิจึงส่งเพียงเราสองมาดูสถานการณ์ มิมอบคำสั่งเด็ดขาดให้เราจัดการกับเสิ่นมู่ผู้นี้ ข้าสงสัยนักว่าเจ้าลัทธิอาจรู้ที่มาของเสิ่นมู่ผู้นั้นอยู่แล้ว”
สตรีในชุดเรียบง่ายพึมพำ
ชายชราในชุดนักพรตพยักหน้ากล่าว “น่าจะเป็นเช่นนั้น เจ้าลัทธิแพร่ข่าวให้ขุมกำลังซึ่งมีเทพอยู่เบื้องหลังเหล่านั้น บางทีอาจเพราะต้องการยืมมีดฆ่าคน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เจ้าลัทธิดูจะคาดไว้แล้วว่าการจัดการเสิ่นมู่ผู้นั้น… มิใช่เรื่องง่าย!”
สตรีในชุดเรียบง่ายมีนามว่ากงอวี่สวิน
ส่วนชายชราในชุดนักพรตมีนามว่าม่อเทียนอิ่น
……
หุบเหวหมอกดำ
ในแดนดินอันรกร้างว่างเปล่า อสนีบาตแปลบปลาบแหวกนภาฟาดลงเป็นครั้งคราว ดังสนั่นชวนตะลึง ม่านหมอกเคลื่อนปกคลุม
นี่คือเขตรอบนอกของหุบเหวหมอกดำ แต่ถึงเช่นนั้น อันตรายทั่วฟ้าดินถิ่นนี้ก็ยังเป็นภัยถึงตายต่อมหาเซียน!
“ในที่สุดก็ถึงกาลรวบตาข่าย…”
ซูอี้ผู้แปลงโฉมเป็นเซวี่ยเฮ่อดูจะได้หวนคืนสู่สวนหลังบ้านตน ทั่วร่างให้ความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
ฉัวะ!
เขานำยันต์ลับชิ้นหนึ่งซึ่งเตรียมไว้นานแล้วออกมาขยำ
ทันใดนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์สีเงินสายหนึ่งก็ทะยานหายไป
“ไม่ต้องรีบร้อน รอข้าฟื้นบาดแผลก่อน แล้วจึงไปเล่นสนุกกับพวกเขา”
ซูอี้ยั้งจิตสังหารซึ่งสั่งสมในใจเนิ่นนานไว้ ก่อนจะหันหลังเตรียมจากไป ทว่าก็สังเกตเห็นบางสิ่งขึ้นฉับพลันจึงหยุดอีกหน
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงแหวกอากาศก็ดังมาไกล ๆ
มหาเซียนหลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น
นั่นคือพวกของเหมิงเจ๋อจากลัทธิอัคคีเทพ
คนทั้งห้านี้คือมหาเซียนกลุ่มแรกที่ออกมาไล่ล่าซูอี้หลังเข้าสู่บริเวณแคว้นหมิง และยามนั้น เหมิงเจ๋อใช้ประโยชน์จากห่าพิรุณลอบสังหารอย่างแยบยลร้ายกาจ
จากนั้นมา พวกเขาทั้งห้าก็ไล่ล่าซูอี้ตลอดทางอย่างกัดไม่ปล่อย ขัดขวางซูอี้มาหลายครั้งหลายหน
ยามนี้ เหมิงเจ๋อและพวกต่างทะยานมาหาซูอี้
ซูอี้มิได้ขยับเขยื้อน ทำเพียงมองอีกฝ่ายเฉย ๆ
“สหายเต๋าเซวี่ยเฮ่อ”
ทันใดนั้น เหมิงเจ๋อก็กล่าวขึ้น “เจ้าตรวจพบร่องรอยเสิ่นมู่บ้างหรือไม่?”
ซูอี้กล่าวด้วยท่าทีนิ่งเฉย “เจ้าหมายความเช่นไร?”
เหมิงเจ๋อเสสรวลว่า “สหายเต๋าอย่าได้คิดมาก มันมิใช่ความลับอันใด หลังมาถึงหุบเหวหมอกดำนี้ เราทั้งหลายล้วนไม่อาจตามร่องรอยเสิ่นมู่ผู้นั้นเจอ และมิอาจหาปราณเขาได้อีก เราจึงอยากสอบถามสหายเต๋า”
ซูอี้ส่งเสียงรับในลำคอ มิได้กล่าวอันใด
ดวงตาของเหมิงเจ๋อวูบไหว “นอกจากนั้น เรายังมาเพื่อเชิญชวนสหายเต๋าให้ร่วมมือกับเราด้วย หุบเหวหมอกดำนี้อันตราย อันตรายเกินกว่าที่เจ้าจะลงมือลำพังได้”
ซูอี้รู้สึกพิกลในใจ แค่นยิ้มออกไป “หากเจ้าแค่อยากหาผู้ช่วยก็บอกมาเถอะ ไฉนต้องอ้อมค้อมด้วย?”
เหมิงเจ๋อกล่าวยิ้ม ๆ “จริงดังสหายเต๋าว่า ยิ่งมากผู้ทรงพลัง การกระทำในหุบเหวหมอกดำก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจได้ แม้จะพบคู่แข่งจากขุมกำลังเซียนอื่น ๆ ก็มิจำเป็นต้องกลัว”
ซูอี้เข้าใจแล้ว
เหตุที่เหมิงเจ๋อมาเชิญชวนเขาก็มิใช่ใดอื่นนอกจากจุดประสงค์สองข้อ
หนึ่งคือหุบเหวหมอกดำนั้นอันตรายยิ่ง หากหาผู้ช่วยได้ก็ย่อมดีที่สุด
สองคือ ยามแข่งขันกับมหาเซียนจากสำนักอื่น ยิ่งมีคนมากยิ่งได้เปรียบ!
เพราะถึงอย่างไร ผู้ที่มาไล่ล่าเขาในหนนี้ก็มาจากขุมกำลังถึงเก้าแห่ง พวกเขาล้วนแข่งขันประชันกันเอง ขอเพียงพบร่องรอยของซูอี้ กลุ่มเต๋าวิถีเซียนเหล่านี้ก็จะสู้กันเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง!
“สหายเต๋า สี่มหาเซียนจากลัทธิหลิงหลงของเจ้าต่างตายตกหมดแล้ว มิใช่ว่าเจ้ามาเพื่อล้างแค้นเสิ่นมู่หรือ? หากเป็นเช่นนี้ ร่วมมือกับเราไม่ดีหรือไร?”
เหมิงเจ๋อดูเคร่งขรึม กล่าวเชิญชวนอย่างจริงจัง
ข้างกายเขา สี่มหาเซียนคนอื่น ๆ ต่างก็มองมายังซูอี้
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก แล้วพยักหน้ากล่าว “ร่วมมือกันย่อมได้ แต่หากข้ารู้ภายหลังว่าพวกเจ้ามีเจตนาร้าย อย่าหาว่าข้าใจร้าย!”
เหมิงเจ๋อและพวกแย้มยิ้มทันควัน
ในความคิดพวกเขา เป็นเรื่องปกติที่เซวี่ยเฮ่อจะกังวลและระแวดระวังรอบคอบเช่นนี้
หากอีกฝ่ายตอบตกลงทันที พวกเขาจะสงสัยเป็นแน่
ทันใดนั้น เหมิงเจ๋อก็ตบอกรับคำทันทีว่าเรื่องเช่นนั้นจะมิเกิดขึ้น!
……………