บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1714: ลวงสังหาร
ตอนที่ 1714: ลวงสังหาร
ณ ทิวเขาในม่านหมอก
เหมิงเจ๋อกับพรรคพวกทะยานผ่านไป โดยไม่มีผู้ใดกล้าใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายผ่านมิติ
ที่นี่คือหุบเหวหมอกดำ เขตหวงห้ามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหมิง
แม้กระทั่งมหาเซียนอย่างพวกเขา หากไม่ระวังตัวก็ยังพร้อมจะถูกย้ายสู่ช่องว่างมิติอันน่าสะพรึงกลัว ถูกกลืนกินหายไปได้ทุกขณะจิต!
ซูอี้ติดตามอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเขาเย็นชาและนิ่งเงียบไปตลอดทาง
การพูดมากเกินไปอาจทำให้ทุกสิ่งพังทลาย
“หุบเหวหมอกดำนี้ไพศาลยิ่ง มีเขตอันตรายที่มิอาจล่วงรู้ เป็นปัญหาเกินกว่าจะหาตัวเสิ่นมู่ได้”
ระหว่างทาง ชายในชุดหนังสัตว์ขมวดคิ้วพลางกล่าวขึ้น
เขาจำได้แม่นว่าวิถีธนูของชายผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง และเมื่อร่วมมือกับมือสังหารระดับมหาเซียนอย่างเหมิงเจ๋อก็เป็นภัยคุกคามระดับสูงทีเดียว
“อย่าห่วงเลย มหาเซียนกลุ่มหนึ่งขวางทางออกหุบเหวหมอกดำไว้แล้ว เสิ่นมู่ย่อมไร้หนทางหลบหนี”
สตรีในชุดสีขาวกล่าวด้วยสีหน้าสุขุม “นอกจากนั้น หลังจากเสิ่นมู่หนีเข้ามาในหุบเหวหมอกดำ เขาก็ต้องเผชิญอันตรายหลากหลายเช่นกัน”
พวกเขาปรึกษากันเรื่องกลยุทธ์และการเคลื่อนไหวครั้งถัดไป
ซูอี้รู้สึกขบขันอยู่ในใจ
ทว่าเขาก็ไม่ทราบเช่นกันว่า ขณะที่เหมิงเจ๋อกับพรรคพวกสนทนากัน ก็ได้ลอบส่งกระแสปราณให้แก่กันด้วย
“ต่อจากนี้ หากพบกับอันตราย ก็ใช้เซวี่ยเฮ่อผู้นี้รับหน้าเลย”
เหมิงเจ๋อส่งกระแสปราณอย่างรีบร้อน “เพื่อไม่ให้เขาสงสัยเรา ทุกผู้ให้เกียรติเขาไปก่อน อย่าเผยเจตนาออกมาเชียว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“กล่าวได้ถูกต้อง”
คนอื่น ๆ ต่างเห็นชอบ
ขณะสนทนา เหมิงเจ๋อพลันหันมากล่าวกับซูอี้ว่า “สหายเต๋าเซวี่ยเฮ่อมีข้อเสนอใดเกี่ยวกับแผนสำหรับคราวหน้าหรือไม่?”
เดิมทีเขาก็แค่ถามเฉย ๆ ใครเล่าจะคิดว่าอีกฝ่ายจะตอบจริงจัง “ข้ามีวิธีตรวจจับร่องรอยของเสิ่นมู่ผู้นั้น”
ทุกผู้ผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันตื่นเต้นอย่างผิดคาดยิ่ง
“ขอสหายเต๋าชี้แนะด้วย!”
เหมิงเจ๋อประหลาดใจระคนยินดี “หากเราพบเสิ่นมู่ก่อนใคร เรามิเพียงจะช่วยสหายเต๋าล้างแค้นเสิ่นมู่ได้ ยังชิงสมบัติที่เสิ่นมู่มีมาได้อีกด้วย!”
ซูอี้กล่าวอย่างหาสะทกสะท้านไม่ “ข้าช่วยได้ แต่หลังปราบเสิ่นมู่ลง ข้าจะรับสินสงครามที่ได้ไปครึ่งหนึ่ง”
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็ขมวดคิ้วด้วยความมิชอบใจเล็กน้อย
ทว่ายามนี้ พวกเขาก็เชื่อไปโดยมิตั้งใจแล้วว่า ‘เซวี่ยเฮ่อ’ ผู้นี้มีวิธีตามหาเสิ่นมู่อยู่จริง
เหมิงเจ๋อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง “ได้!”
เขาส่งกระแสปราณให้แก่สหายเขาว่า “รับปากเขาไปก่อน หลังจับเป็นเสิ่นมู่ได้ หากเขากล้าเอ่ยขอส่วนแบ่ง เราจะฆ่าเขาเสีย! ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือหุบเหวหมอกดำ มีอันตรายทุกแห่งหน แน่ใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเราฆ่าเขา!”
ดวงตาของคนอื่น ๆ วูบไหว ก่อนจะพากันรับข้อเสนอ
ซูอี้พลันกล่าวว่า “แล้วหากพวกเจ้าผิดวาจาเล่า?”
คำพูดนั้นทำให้เหมิงเจ๋อสบถในใจ ก่อนจะรีบรับปากโดยใช้ชื่อเสียงของลัทธิอัคคีเทพเป็นประกัน
ในที่สุด ชายหนุ่มก็ตอบตกลง ‘อย่างไม่เต็มใจ’
เขาออกนำทางพาคณะเปลี่ยนทิศทางไปไกลในทันที
“มิคาดเลยว่าการร่วมมือกับเซวี่ยเฮ่อจะนำมาซึ่งเหตุไม่คาดฝันอันดีเช่นนี้ หรือนี่จะกล่าวว่าเป็นชะตาฟ้าลิขิต?”
เหมิงเจ๋อทอดถอนใจ
“ลำพังตัวเขา หากอยากสังหารศัตรูอันตรายอย่างเสิ่นมู่ก็ไร้โอกาสมากนัก กล่าวคือเขาทำได้เพียงร่วมมือกับเรา”
สตรีชุดขาวถ่ายทอดวจีตอบ “ในความคิดข้า หลังจากจับเป็นเสิ่นมู่ได้ ก็ไร้ความจำเป็นต้องสนทนาแล้ว ฆ่าทิ้งเสียทันทีจะได้มิเกิดอุบัติเหตุใด”
“ข้าเห็นด้วย หากเราจะเอาสมบัติของเสิ่นมู่ไป เซวี่ยเฮ่อผู้นี้ต้องแย้งขึ้นมาแน่นอน ฆ่าเสียดีที่สุด”
คนอื่น ๆ ต่างตอบในทำนองเดียวกัน
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เหมิงเจ๋อก็กล่าวรับคำ “เซวี่ยเฮ่อผู้นี้ก็น่าจะระแวงเราอยู่เช่นกัน เมื่อถึงเวลา ทำตามคำสั่งข้า ในเมื่อจะฆ่าเขา ก็ต้องมิให้โอกาสเขารอดชีวิต!”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็วูบไหวด้วยจิตสังหาร
ครึ่งชั่วยามต่อมา ธารกว้างสีเงินก็ปรากฏลิบ ๆ ในโลกหล้าท่ามกลางม่านหมอก
ธารสายนี้แสนกว้างไกล วารีสีเงินยวงผุดฟองดุจหินหลอมเหลว ให้ความรู้สึกร้อนระอุ
ในบริเวณใกล้เคียงธารสีเงินนั้นไร้หย่อมหญ้างอกเงย สุญญะระริกไหวจากความร้อนสูง หมอกปกคลุมเป็นกลุ่มไอ
ซูอี้กล่าวขณะยืนนอกบริเวณธาร “หากไร้อุบัติเหตุใด เสิ่นมู่ก็น่าจะซ่อนอยู่แถวนี้แหละ!”
เหมิงเจ๋อและพรรคพวกล้วนปรีดา
ทว่าเมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบธารสีเงินสายกว้างนี้ สีหน้าของพวกเขาก็พากันแปรเปลี่ยน
มหาธารสีเงินนี้หาธรรมดาไม่!
เพียงแค่พลังปราณจากลำน้ำก็ทำให้มหาเซียนทั้งหลายตัวสั่น สัมผัสถึงอันตรายได้โดยสัญชาตญาณ
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
เหมิงเจ๋อขมวดคิ้ว
ชายหนุ่มกล่าวเสียงเย็น “จะเชื่อหรือไม่ ลงมือก็รู้เองมิใช่หรือ?”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมิลงมือเล่า?”
สตรีในชุดสีขาวพลันกล่าวขึ้น
ดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ขณะกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ข้าร่วมมือกับเจ้า เพื่อหาที่อยู่ของเสิ่นมู่ให้แล้ว พอมาถึงก็ยังอยากให้ข้ารับความเสี่ยงอีก นี่คิดจะใช้ข้าเป็นเป้าลองธนูหรือ?!”
วาจาของเขาทำให้มหาเซียนเหล่านั้นดูกระอักกระอ่วนกันเล็กน้อย
“สหายเต๋าอย่าเข้าใจผิดไป”
เหมิงเจ๋อไกล่เกลี่ย “แบบนี้เป็นไร เราถอยออกไปห่าง ๆ แล้วใช้สมบัติระเบิดธารสีเงินนั่นก่อน ดูว่าเราจะบีบให้เสิ่นมู่ออกมาได้หรือไม่”
แล้วเขากับคณะก็ถอยออกไปหลายพันจั้งทันที
“ทุกท่านระวังด้วย ที่นี่มีอะไรไม่ชอบมาพากลยิ่ง น่าจะมีอันตรายยิ่งซุกซ่อน หากพบบางอย่างผิดปกติ ให้ล่าถอยทันที!”
ทันทีที่ออกคำสั่ง เขาก็ใช้กระสวยสีเขียวฟาดใส่ธารสีเงินที่อยู่ห่างออกไปหลายพันจั้ง
ตู้ม!
ธารสีเงินแตกกระเซ็นราวถูกภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทุ่มใส่ ส่งเสียงอึกทึกเยี่ยงสายฟ้าฟาด
ทันใดนั้น วารีสีเงินซัดสาดก็แปรเปลี่ยนเป็นผีเสื้อสีเงินฝูงใหญ่
พวกมันล้วนมีขนาดเท่าฝ่ามือ อาบประกายแสงจรัสสีเงิน ดวงตาแดงก่ำ คู่ปีกราวถูกถักทอจากเปลวเพลิงสีเงิน
เปรี้ยง!
สายนทีปั่นป่วน ผีเสื้อสีเงินปรากฏมาขึ้นเรื่อย ๆ ปกคลุมทั่วนภา จนเต็มไปทั่วโลกหล้า
เหมิงเจ๋อกับมหาเซียนคนอื่น ๆ พลันเหงื่อแตกพลั่ก
มารผีเสื้อกลืนกระดูก!
สัตว์ร้ายแปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวนั้น หาได้ยากนักในโลกภายนอก
หากถูกพวกมันล้อมไว้ มหาเซียนก็ไม่อาจออกจากกับดักได้ คนเหล่านั้นจะถูกมารผีเสื้อเหล่านี้กัดกินเลือดเนื้อ สูบจิตวิญญาณจนเหลือแต่กระดูก!
“หนี หนีเร็ว!”
เหมิงเจ๋อร้องลั่น ก่อนจะเผ่นหนีไปกับพรรคพวก
ทว่าทันทีที่หันหลังกลับ หนึ่งคมดาบพลันปรากฏขึ้น
ฉัวะ!
ศีรษะโชกเลือดหัวหนึ่งลอยขึ้นไปบนเวหา
ผู้ลงมือคือซูอี้ เขาใช้ดาบแห่งโลกาสะบั้นหัวชายในชุดหนังสัตว์
เพราะการลอบโจมตีอย่างฉับพลันนี้ ทำให้ชายในชุดหนังสัตว์ไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง เมื่อศีรษะของเขาถูกสะบั้น สีหน้าของเขาจึงเปี่ยมด้วยความตกตะลึง
เหตุการณ์กะทันหันนี้ทำให้พวกเหมิงเจ๋อผงะ สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมิทันตั้งตัว
“เซวี่ยเฮ่อ เจ้าทำอันใด?”
สตรีชุดขาวเดือดดาล
“เซวี่ยเฮ่ออันใด เขาคือเสิ่นมู่!!”
เหมิงเจ๋อเดือดดาล ใบหน้าถมึงทึง
ทันใดนั้น หัวใจของทุกผู้ก็สั่นสะท้าน ขนลุกขนพองทั่วกาย
เสิ่นมู่!
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเป้าหมายที่พวกเขามองหาอยู่ข้างกายมาตลอด?
ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็คิดจะใช้เซวี่ยเฮ่อตามหาเสิ่นมู่ ทว่ายามนี้กลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นตัวตลก ถูกจูงจมูกเป็นไอ้โง่!
“พวกเจ้านี่หาคนร่วมมือด้วยแย่จริง ๆ ต้องมาร่วมมือกับข้า หากไม่ส่งพวกเจ้าสู่โลกหล้าด้วยตนเอง คงมิสาสมกับความกระตือรือร้นของพวกเจ้าเป็นแน่”
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ
ทันใดนั้น สีหน้าของเหมิงเจ๋อกับพรรคพวกก็ยิ่งย่ำแย่ ดวงตาแดงฉาน เปี่ยมล้นด้วยจิตสังหาร เดือดดาลแทบบ้า
เปรี้ยง!
ไกลออกไป ฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วนแห่กันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน พวกมันเต็มไปด้วยอำนาจคุกคามดุจพายุสีเงินกวาดผ่านฟ้าดิน
ชวนขวัญผวา
ภาพนี้ทำให้เหมิงเจ๋อและคณะชะงัก มิคิดสนใจแม้แต่จะไปคิดบัญชีกับซูอี้ และพากันเผ่นหนีแบบไม่คิดชีวิต
ทว่าชายหนุ่มหรือจะปล่อยให้พวกเขาสมปรารถนา?
เขาฟาดฟันดาบแห่งโลกาขวางตรงหน้าคนเหล่านั้นเอาไว้
ตู้ม!
ปราณดาบซัดเข้ามาอย่างรุนแรง
เหมิงเจ๋อและพรรคพวกต่างเดือดดาล พยายามต่อกรกับซูอี้อย่างดุเดือด
“เสิ่นมู่ เจ้าบ้าไปแล้ว! หากถูกล้อมด้วยฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูก ไม่ว่าใครก็ต้องตายกันหมด!!”
บางผู้สบถด่า
“ฆ่า!!”
บางผู้ดวงตาแดงฉาน คิดแต่จะหนีเยี่ยงคนบ้า มิอยากเข้าต่อสู้พัวพันกับอีกฝ่าย
ทุกผู้ต่างรู้ว่าเมื่อถูกมารผีเสื้อประหลาดที่น่าหวาดหวั่นเหล่านี้ปิดล้อม กระทั่งมหาเซียนทั้งหลายก็ไม่มีโอกาสรอด!
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่คิดจะให้โอกาสพวกเขาหลบหนี
จากนั้นเขาก็ฟาดฟันดาบสังหาร ปราณดาบสาดซัดลงมา แม้จะมีเพียงหนึ่ง เขาก็สามารถหยุดเหมิงเจ๋อกับสี่มหาเซียนคนอื่น ๆ ได้หนแล้วหนเล่า มิอาจหาทางหนีได้!
สิ่งนี้ทำให้เหมิงเจ๋อและคณะโกรธจนแทบคลั่ง เริ่มต่อสู้อย่างสิ้นหวัง เพียงชั่วพริบตา ซูอี้ก็ได้รับบาดเจ็บหลั่งเลือดมิหยุด
ทว่าเขาไร้เมตตายิ่งกว่า หาสนใจบาดแผลบนร่างไม่ ขวางคนทั้งสี่ไว้อย่างแน่นหนา
ดุจเอาชีวิตเข้าแลก
สิ่งนี้ทำให้มหาเซียนผู้เป็นศัตรูอดหวาดหวั่นมิได้ ดวงตาของเขาเหลือกถลน มิอาจคิดออกได้เลยว่าเหตุใดเสิ่นมู่จึงทำเช่นนี้
สิ่งนี้ต่างอันใดกับตายตกตามพวกเขา?
ยามนี้ พายุมารผีเสื้อกลืนกระดูกแห่กันมาถึงแล้ว
เปรี้ยง!
ร่างของทุกผู้ล้วนถูกกลืนกินหายไปในฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกที่หนาแน่น
“ฆ่า!!”
“ออกไป!!”
เหมิงเจ๋อและพรรคพวกกู่ร้อง ทุ่มกำลังสังหารมารผีเสื้อซึ่งดาหน้ากันเข้ามาอย่างไม่ลดละ
ชั่วขณะนั้น มารผีเสื้อมากมายร่วงหล่นดุจหยาดพิรุณกระหน่ำ
ทว่าจำนวนของมารผีเสื้อกลืนกระดูกก็มากมายเสียจนมิอาจฆ่าได้หมด
ยิ่งกว่านั้น พวกมันยังหากลัวความตายไม่ แต่ละตัวดูประหนึ่งเพลิงทิพย์สีเงินที่ลุกโชน โจมตีอย่างสุดกำลัง เมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ล้อมเหล่ามหาเซียนทั้งสี่คนเอาไว้โดยสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ซูอี้ดูผ่อนคลายยิ่ง
เขาเองก็อยู่ในวงล้อม ทว่าทุกคราที่มารผีเสื้อเหล่านั้นเข้ามาใกล้ พวกมันก็แตกฮือหนีไปราวถูกทำให้ตกใจกลัว!
ดังนั้นรอบกายของชายหนุ่มจึงไร้มารผีเสื้อตนใดเข้าใกล้ ยืนนิ่งประหนึ่งโขดหินกลางทะเลคลั่ง
เหมิงเจ๋อและคณะเห็นภาพนี้อย่างชัดเจน จึงโกรธจนแทบกระอักเลือด ปอดแทบระเบิดจากอก
จวบจนยามนี้ ยังมีผู้ใดไม่เข้าใจอีกว่าพวกเขาถูกหลอก?
นับแต่แรกเริ่ม ยามอีกฝ่ายพาพวกเขามาที่นี่ ชายหนุ่มก็ได้วางแผนร้ายไว้ลวงสังหารพวกเขาแล้ว!!