บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1715: ไม้แห้งคืนวสันต์
ตอนที่ 1715: ไม้แห้งคืนวสันต์
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ร้องโหยหวน
อำนาจคุ้มกายของสตรีชุดขาวแหลกสลาย มารผีเสื้อกลืนกระดูกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือนับไม่ถ้วนปกคลุมทั่วทั้งร่างของนาง
เลือดเนื้อถูกเคี้ยวกลืน จิตวิญญาณถูกฉีกกระชากรวดเร็วเกินนับครั้ง กลืนกินมิเหลือซาก
กร๊อบ!
จนกระทั่งในที่สุด กระดูกของนางก็หลุดเป็นชิ้น ๆ ร่วงลงกับพื้น
เพียงชั่วพริบตา มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางคนหนึ่งก็ถูกสังหาร!
เหตุการณ์น่าขนลุกนี้ทำให้คนทั้งสามที่เหลือรอดสติเตลิด
“ฆ่า!!”
พวกเขาล้วนตาถลนบ้าคลั่ง ต่อสู้ฆ่าฟันสุดชีวิต
ทว่าก็ไร้ผล
มารผีเสื้อกลืนกระดูกที่มากมายนั้นมิอาจฆ่าได้ไหว พุ่งทะยานเข้าหาพวกเขาเป็นระลอกคลั่งมิหยุด ปิดทางหนีพวกเขาเสียสิ้น
ซูอี้ผู้มองเรื่องทั้งหมดนี้อยู่มิได้สาใจแก่การล้างแค้นนี้เท่าไรนัก
เมื่อต่อสู้กับศัตรู เขาเกลียดที่จะใช้แผนการเสมอมา
เหตุที่หนนี้เขาต้องใช้กลยุทธ์ลวงสังหารนั้นก็เพราะไร้หนทางแล้วจริง ๆ
เหตุผลแรก บาดแผลบนร่างของเขาร้ายแรงเกินกว่าที่ศัตรูทั้งหลายจะคาดคิด เพราะมันถึงจุดที่เขาพร้อมจะสิ้นแรงมิเหลือพิษสงแล้ว
เหตุผลที่สอง เหมิงเจ๋อและพรรคพวกนั้นพาตัวมาให้ความร่วมมือกันถึงที่ ด้วยเหตุนี้ มิช่วยส่งพวกเขาไปปรโลกสักหน่อยหรือ?
“พี่เหมิงช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!
เสียงหนึ่งร้องอย่างหวาดผวา
ชายในชุดคลุมเดินตามรอยเท้าสตรีชุดขาว ร่างของเขาถูกปกคลุมโดยมารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วน
ทว่าเหมิงเจ๋อเองก็ง่วนกับการปกป้องตนเอง จะมาช่วยได้อย่างไร?
ไม่นานนัก ชายในผ้าคลุมก็ตายลงอย่างน่าอนาถ เหลือเพียงโครงกระดูกหล่นเกลื่อนพื้น
ถึงยามนี้ เหลือเพียงเหมิงเจ๋อกับนักพรตชุดแดงแล้ว!
“มิคาดคิดเลยว่าเจ้าเสิ่นมู่จะน่ารังเกียจนัก!!”
เหมิงเจ๋อกล่าวเสียงลอดไรฟัน ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉาน
เขากับนักพรตคนนั้นบุกโจมตีมาทางซูอี้อย่างสิ้นหวัง
น่ารังเกียจ?
ชายหนุ่มอดหัวเราะมิได้
มหาเซียนเหล่านี้ฝีมือมิถึงขั้นแท้ ๆ ทว่ากลับโกรธเสียจนสิ้นสติและทำได้แต่โทษผู้อื่นส่งเดช
เขาไม่กระทั่งจะคิดตอบโต้
ตลอดทางที่ไล่ล่าสังหารกันมา มหาเซียนเหล่านี้ทำทุกสิ่งที่ทำได้ เล่นลูกไม้ชั่วช้าสารพัด
เก้าขุมกำลังวิถีเซียนและมหาเซียนอีกหลายสิบร่วมมือกันสังหารเซียนแท้ขอบเขตสุญตาเพียงหนึ่งเช่นนี้ ซ้ำยังใช้วิธีการเช่น บุกโจมตี ลอบสังหาร ขัดขวางทางหนี และล้อมสังหาร!
ยามนั้น พวกเขามิถือตนเองว่าน่ารังเกียจบ้างหรือ?
ดังนั้นจึงมิจำเป็นต้องสนใจคำด่าอย่างเดือดแค้นเหล่านี้เลย
ยิ่งสบถผรุสวาทยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายจนปัญญาสิ้นกำลังเพียงใด!
ตู้ม!
พลังทำลายล้างพลุ่งพล่าน ขณะที่เหมิงเจ๋อกับนักพรตชุดแดงฝ่ามาถึงตัวซูอี้ได้แล้ว
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม ก่อนที่ร่างของเขาจะกะพริบไหวแล้วถอยห่างไปไกล
ขณะที่มารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วนในบริเวณใกล้เคียงได้เข้าล้อมร่างของพวกเหมิงเจ๋ออีกครั้ง!
สิ่งนี้ทำให้มหาเซียนทั้งสองแทบลมจับ
“หากข้าต้องตาย ข้าจะลากเจ้าไปด้วย!!”
นักพรตชุดแดงคำรามอย่างสิ้นหวัง ขณะใช้เคล็ดวิชาแผดเผาวิถีเต๋าของตน ประหนึ่งคิดฆ่าตัวตายด้วยการระเบิดตนเอง
ตู้ม!!
คลื่นทำลายล้างทะลวงสวรรค์พลันกวาดไปทั่วทศทิศ
มารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่าน
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย แล้วจึงถอยหลบไปไกลในทันที
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังถูกพลังนั้นซัดเข้าใส่จนซวนเซ โลหิตไหลจากมุมปากอยู่ดี
ก่อนหน้านี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว ยามนี้ที่ยังคงประคองตัวอยู่ได้นั้นเป็นเพราะแรงใจล้วน ๆ
เมื่อถูกผลกระทบจากอำนาจทำลายล้างในหนนี้ ร่างของเขาก็เผยสัญญาณว่ามิอาจทนไหว บาดแผลทั้งภายนอกและภายในร่างกายสาหัสถึงขีดสุด!
“ฆ่า!”
ดวงตาของเหมิงเจ๋อแดงก่ำ ขณะฉวยโอกาสนี้ทะยานเข้ามาอย่างมุ่งร้าย
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและโทสะ
“เจ้าโชคดีที่ได้อยู่นานกว่าเขาหน่อย ทว่า… สุดท้ายข้าก็ไม่ตายด้วยมือเจ้าอยู่ดี”
ซูอี้ไม่ได้เข้าต่อสู้ด้วยตรง ๆ ทว่ากลับก้าวขึ้นไปบนอากาศ ทะยานไปยังธารสีเงินที่อยู่ห่างออกไป
“ใช้เวลาก่อนตายให้ดี”
เสียงยังมิทันสิ้น ร่างของเขาก็หายเข้าไปในหมู่มารผีเสื้อกลืนกระดูกเสียแล้ว
“เหตุใดเจ้าจึงหนีด้วยเล่า? กลัวล่ะสิท่า!”
เหมิงเจ๋อตะโกน
ดวงตาของเขาเหลือกถลน ทว่าสุดท้ายก็ไม่กล้าไล่ตามไป เขาฝืนข่มความเคียดแค้นชิงชังในใจแล้วหันหลังหนีไป
นักพรตชุดแดงเลือกทำลายตนเอง ใช้ชีวิตตนเปิดทางหนีให้เขา
หากเขามิหนีไปเสีย ซูอี้มิต้องลงมือ เขาก็ตายที่นี่อยู่ดี!
วูบ!
เพียงชั่วพริบตา ร่างของเหมิงเจ๋อก็หนีหายไปจากพื้นที่แห่งนี้
ไกลออกไป มารผีเสื้อกลืนกระดูกที่รวมฝูงอยู่อย่างหนาแน่นมิได้ไล่ตาม ทว่ากลับเปลี่ยนเป็นลำแสงสีเงินยวง ทะยานกลับเข้าไปในมหาธารสีเงิน
หัวใจของเหมิงเจ๋อในยามนี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
เขาหอบหายใจหนัก เรือนผมยาวสยายยุ่ง ร่างเต็มไปด้วยบาดแผลชวนขวัญผวา ซึ่งได้รับจากการตกอยู่ในวงล้อมของมารผีเสื้อกลืนกระดูกก่อนหน้านี้
มันไม่ได้ร้ายแรงนัก ทว่าดูน่าตกตะลึง
“เจ็บใจนัก!!”
เขากัดฟันจนแทบแหลก
ยามที่อีกฝ่ายจากไปเมื่อครู่นี้ เขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายมิอาจทนไหวอีกต่อไปแล้ว!
กล่าวคือ หากเมื่อครู่เขาขวางอีกฝ่ายไว้ได้ มันก็มีแต่ต้องตาย!
หาไม่ ทำไมอีกฝ่ายต้องหนี?
เหตุใดจึงไม่ฉวยโอกาสฆ่าเขาเสีย?
“สหายเต๋าเหมิง ก่อนหน้านี้เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
มหาเซียนกลุ่มหนึ่งทะยานเข้ามาจากที่ห่างไกล
หัวใจของเหมิงเจ๋อชะงัก ก่อนจะผ่อนคลายลงทันทีเมื่อจำได้ว่าพวกเขาคือคณะมหาเซียนจากลัทธิหมื่นวิญญาณ
สีหน้าของเขาดูไม่แน่ใจไปชั่วขณะ ก่อนที่ในที่สุดเขาจะถอนหายใจอย่างขมขื่นแล้วอธิบายเรื่องราวที่ถูกซูอี้ลวงไปสังหารเมื่อครู่นี้
ไร้การปิดบังใด ๆ
มหาเซียนเหล่านั้นอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ที่แท้เสิ่นมู่ผู้นั้นก็แสร้งแฝงตัวเป็นเซวี่ยเฮ่อแห่งลัทธิหลิงหลง และเกือบสังหารพวกเหมิงเจ๋อได้ทั้งหมดในคราวเดียว!!
“ข้าแน่ใจว่าเขาไม่อาจทนบาดแผลไหวได้อีกแล้ว! ยามนี้ ผู้ใดหาเขาพบจะจับเขาได้ง่าย ๆ แน่นอน!”
เหมิงเจ๋อกัดฟัน
“สหายเต๋าแน่ใจได้อย่างไร?”
บางผู้กล่าวถามอย่างเคลือบแคลง
เหมิงเจ๋อชี้ไปที่ตนเองพลางกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “หากเขายังไหว แล้วข้า… จะยังรอดอยู่หรือ!?”
มหาเซียนทั้งหลายมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
“สหายเต๋าเต็มใจจะร่วมมือกับเราสังหารเสิ่นมู่ผู้นั้นหรือไม่?”
บางผู้เอ่ยชวน
เหมิงเจ๋อแค่นยิ้ม “ร่วมมือกับพวกเจ้า? เกรงว่าคงเอาชีวิตข้าไปทิ้งน่ะสิ!”
ว่าแล้วเขาก็หันหลังจากไป
เสียงของเหมิงเจ๋อก้องมาจากไกล ๆ
“ข้าจะกระจายข่าว เพื่อบอกถึงสิ่งที่เสิ่นมู่ทำให้แก่สหายเต๋าจากสำนักเซียนต่าง ๆ ได้รู้ หากพวกเขาอยากจับตัวเสิ่นมู่ รีบสักหน่อยคงจะดีที่สุด”
มหาเซียนจากลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหลายอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“เหมิงเจ๋อน่าจะพูดความจริงนะ”
ดวงตาของชายวัยกลางคนที่มีร่างบึกบึนซึ่งเป็นผู้นำวูบไหว “ข้าต้องบอกว่านี่เป็นโอกาสอันงามซึ่งมิอาจพลาดได้จริง ๆ”
นามของเขาคืออูถิง เป็นหนึ่งในสิบหัวหน้านักบวชจากลัทธิหมื่นวิญญาณ
หากซูอี้อยู่ที่นี่ มองปราดเดียวเขาจะจะได้ทันทีว่าอูถิงเคยใช้อำนาจเทพขวางทางเขามาก่อน
“ไป ไปพบเสิ่นมู่ผู้นั้นกันก่อน!”
อูถิงตัดสินใจ
ยามมาถึงก่อนหน้านี้ แม้จะสายไปหนึ่งก้าว แต่พวกเขาก็เห็นเหมิงเจ๋อเผ่นหนีออกมากับตา และก็เห็นร่างของซูอี้ก็หายลับไปในหมู่มารผีเสื้อกลืนกระดูกจากไกล ๆ ด้วยตาตนเองเช่นกัน!
พวกเขาล้วนประจักษ์แก่ธรรมชาติอันร้ายกาจของมารผีเสื้อกลืนกระดูกมากันแล้ว และย่อมมิทำผิดซ้ำเดิม
“ทำลายมหาธารแห่งนี้ด้วยกัน หากเสิ่นมู่ผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ข้างใน ก็จะหนีไปไหนได้ยากแล้ว!”
อูถิงออกคำสั่ง
ทันใดนั้น มหาเซียนทั้งกลุ่มก็ลงมือ เรียกใช้สารพัดสมบัติเซียนกระหน่ำโจมตีใส่ธารสีเงิน
เปรี้ยง!
มารผีเสื้อกลืนกระดูกปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ดูหนาตาอย่างมาก
อูถิงและคณะเลือกหนีโดยมิลังเล เลี่ยงความเป็นไปได้ที่จะถูกมารผีเสื้อกลืนกระดูกปิดล้อมจนเกิดความเสี่ยง
“ดูเหมือนเสิ่นมู่ผู้นั้นจะไม่ได้อยู่ในมหาธารสีเงินนี้นะ”
บางผู้ขมวดคิ้ว มิอาจหาร่องรอยของชายหนุ่มพบ
บางผู้กระซิบ “หากเป็นข้า คงไม่ซ่อนที่นี่อีก มันอันตรายเกินไป หากมิระวังก็อาจตายไม่เหลือซากได้”
บางผู้พึมพำ “หลังจากมาถึงหุบเหวหมอกดำ เราก็มิอาจตรวจจับปราณของเสิ่นมู่ได้อีก ไม่อย่างนั้น ไม่ว่าเขาจะหนีไปหนใดก็ตามเจอแล้วแท้ ๆ”
จนกระทั่งมารผีเสื้อกลืนกระดูกทั้งหลายหายกลับเข้าไปในธารสีเงินอีกครั้ง
อูถิงกล่าวพลางขบกราม “ยิ่งอันตราย บ่อยครั้งก็มักกลายเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ลองอีกหนเถอะ!”
พวกเขาใช้กลยุทธ์เดิม กระหน่ำโจมตีใส่มหาธารสีเงิน
ทว่าแม้จะลองสักกี่หน นอกจากจะฆ่ามารผีเสื้อกลืนกระดูกไปได้ฝูงใหญ่ พวกเขาก็มิพบร่องรอยของซูอี้เลย
มหาธารสีเงินถูกผ่าแยกเป็นสอง แผ่กระจายขยายวง ก้นธารถูกขุดเป็นหลุมบ่อมากมาย
ท้ายที่สุด พวกอูถิงก็รามือ
ทว่าก็ไม่ใช่จากไปมือเปล่า เพราะพวกเขาได้รับสมบัติที่สหายทั้งสี่ที่ตายไปก่อนหน้านี้เอาไว้ทั้งหมด
นับได้ว่าเป็นส้มหล่นที่ได้มาโดยมิต้องพยายาม
“ไปไล่ตามต่อ ใช้ ‘คันฉ่องสมบัติท่องวิมาน’ ตรวจสอบทุกที่ที่เราผ่านมาด้วย!”
“ได้!”
อูถิงและพรรคพวกทะยานตามทิศที่เห็นอีกฝ่ายจากไปก่อนหน้านี้ทันใด
ภายในธารสีเงินนั้นยังคงเต็มไปด้วยมารผีเสื้อกลืนกระดูก และข้างใต้ฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกนี้มีกองโคลนโสมมอยู่กองหนึ่ง
ร่างของซูอี้ซุกซ่อนอยู่ข้างใต้กองโคลนที่ก้นธาร
มันเป็นรอยแยกธรณีตามธรรมชาติอันนำสู่ใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปพันจั้ง สุดรอยแยกนั้นมีถ้ำใต้พิภพที่ทั้งกว้างและยาวราวร้อยจั้งอยู่
ใจกลางถ้ำนั้นมีบางสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายรังผึ้งสีดำขนาดใหญ่รังหนึ่ง เต็มไปด้วยรูพรุนมากมาย
ตัวอ่อนของมารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วนซุกซ่อนในรังสีทมิฬนั้น
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ ซ่อนปราณลบตัวตน
เขาแยกจิตสัมผัสสายหนึ่งยื่นยาวดุจเส้นหนวดจากถ้ำใต้พิภพนี้ไปซ่อนในกองโคลนที่อยู่ก้นมหาธารสีเงิน
ไม่นานนัก กลุ่มของอูถิงจากลัทธิหมื่นวิญญาณก็ปรากฏกายขึ้นในบริเวณมหาธารสีเงินอย่างเงียบเชียบ!
จิตสัมผัสของพวกเขาแผ่ออกดุจคลื่นกระเพื่อม กวาดตรวจสอบทั่วทั้งธารสีเงิน
ทว่าก็ไม่พบสิ่งใด จึงพากันจากไป
ภายในถ้ำใต้พิภพ ซูอี้รออยู่เนิ่นนานก่อนจะเก็บจิตสัมผัสไป
จากนั้นเขาก็นำโอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์เม็ดหนึ่งออกมากลืนกิน เริ่มทำสมาธิอย่างเงียบ ๆ
ไม่นานนัก การฝึกฝนซึ่งใกล้เหือดแห้งของเขา รวมถึงบาดแผลสาหัสบนร่างก็เริ่มสมานอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
เหมือนไม้แห้งคืนวสันต์ พิรุณโปรยหลังฤดูแล้งยาวนาน
ขณะเดียวกัน…
ณ ทางเข้าหุบเหวหมอกดำ
วานรเฒ่าสะพายดาบผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นจากอากาศธาตุ