บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1716: หนึ่งดาบตัดลำคอ
ตอนที่ 1716: หนึ่งดาบตัดลำคอ
วานรเฒ่าสะพายดาบสวมอาภรณ์ผ้า มีโครงร่างใหญ่ ใบหน้าปกคลุมด้วยเส้นขน ปากยื่นแบะ ขณะสะพายกล่องดาบสีดำไว้บนหลัง
ร่างของเขาสูงราวหนึ่งจั้ง ดวงตาเย็นเยียบเฉียบขาดราวกับสายฟ้า รอบกายพลุ่งพล่านด้วยปราณดาบดุจเทพดาบไร้เทียมทาน
เขายืนที่ทางเข้าหุบเหวหมอกดำ เมื่อเบนสายตาไปข้างนอก ร่องรอยความโหยหาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างมิอาจสะกดกลั้น
เขาติดอยู่ในหุบเหวหมอกดำนี้มาแสนนาน นานเกินไปแล้ว
เนิ่นนานเสียจนตัวเขาเองก็มิอาจนับปีได้
หือ?
มหาเซียนบางผู้ที่อยู่ข้างนอกหุบเหวหมอกดำพลันสังเกตเห็นบางอย่างและจ้องไปที่ทางเข้าหุบเหว
แล้วจึงเห็นร่างอันพร่ามัวของวานรเฒ่าสะพายดาบท่ามกลางม่านหมอกสีดำ
หัวใจของมหาเซียนเหล่านั้นในยามนี้สั่นสะท้าน สันหลังเย็นวาบ สัญชาตญาณร้องเตือนวิกฤตดังลั่น
โดยเฉพาะยามคู่เนตรอันเย็นเยียบเฉียบขาดดุจสายฟ้าคู่นั้นจับจ้อง แม้จะอยู่ห่างกันแสนไกล สายตาของอีกฝ่ายก็ยังทำให้จิตวิญญาณของมหาเซียนทั้งหลายเจ็บแปลบกันอย่างเบาบาง
ทันใดนั้น มหาเซียนทั้งหลายก็พากันหน้าเปลี่ยนสีโดยพร้อมเพรียง
คนผู้นั้นเป็นใครกัน?
เหตุใดจึงร้ายกาจเพียงนี้?
ในขณะเดียวกัน สตรีในชุดเรียบง่ายที่มีนามว่ากงอวี่สวินกับชายชราในชุดนักพรตที่มีนามว่าม่อเทียนอิ่นเองก็สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของวานรเฒ่าเช่นกัน และต่างผงะไปอย่างมิอาจช่วย
หรือนี่จะเป็นตัวตนร้ายกาจที่อยู่ภายในหุบเหวหมอกดำ?
มีคำร่ำลืออยู่ว่าตัวประหลาดที่อยู่ภายในหุบเหวหมอกดำปลิดชีวิตมหาเซียนได้อย่างง่ายดาย!
“ไม่ต้องกังวลไป ตัวตนร้ายกาจในหุบเหวหมอกดำนั้นถูกพันธนาการด้วยอำนาจกฎเกณฑ์ จึงมิอาจออกมาในโลกภายนอกได้เลย”
ม่อเทียนอิ่นกล่าวเสียงต่ำ
กงอวี่สวินขมวดคิ้ว “เสิ่นมู่กับมหาเซียนเหล่านั้นเข้าไปในหุบเหวหมอกดำมิทันถึงครึ่งชั่วยาม ทว่ายามนี้ ตัวตนลึกลับนั้นก็มาปรากฏกายที่ทางเข้าหุบเหวหมอกดำ เขา… คิดจะทำอันใดกันแน่?”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ นางก็เห็นว่าวานรเฒ่าสะพายดาบในหุบเหวหมอกดำสะบัดแขนของเขา
ตู้ม!
แสงสีทมิฬปรากฏขึ้นบนนภา มิติเวลารอบข้างบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง
จากนั้นเหตุการณ์สะเทือนขวัญก็บังเกิดขึ้น
จู่ ๆ ทางเข้าหุบเหวหมอกดำก็พลันคืนชีวา พ่นแสงสีดำออกมาไม่รู้จบ กวาดไปทั่วทศทิศ!
แย่แล้ว!!
มหาเซียนทั้งหลายซึ่งยืนกระจัดกระจายอยู่ใกล้ทางเข้าหุบเหวหมอกดำ รวมถึงกงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นซึ่งเร้นกายอยู่ในที่ลับล้วนปกคลุมด้วยแสงสีดำไร้สิ้นสุดนี้
โลกหล้านี้พลันปกคลุมด้วยรัศมีสีดำกว้างไกลโดยสมบูรณ์
ร่างของทุกผู้ล้วนถูกปกคลุมด้วยแสงสีดำอย่างเกินควบคุม ถูกลากหายเข้าไปในหุบเหวหมอกดำและปรากฏขึ้นบนที่ราบแห้งแล้งสีดำแห่งหนึ่ง
จากนั้นแสงสีดำทั่วนภาก็สลายหายดุจคลื่นซัดคืนนที ฟ้าดินเงียบเหงาวังเวง
“เกิดอันใดขึ้น?”
“วานรเฒ่านั่นน่าจะใช้เคล็ดวิชาบางอย่างพาเราเข้ามาในหุบเหวหมอกดำนี่!”
“เขาพยายามทำอันใดกันแน่?”
มหาเซียนทั้งหลายต่างตกตะลึง ร่างเย็นยะเยือก สีหน้ามิสู้ดี
ในโลกภายนอก พวกเขาคือผู้ยิ่งใหญ่สั่งพายุเรียกฝน แสนห่างไกลเกินเอื้อม ทั่วหล้าต้องนอบน้อมบูชา!
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับถูกใครบางคนควบคุมอย่างง่ายดาย มายังหุบเหวหมอกดำนี้อย่างไร้ทางเลือก ใครเล่าจะมิตกใจ?
“แย่แล้ว! ทางเข้าหุบเหวหมอกดำหายไป!!”
มีผู้อุทาน
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็สังเกตเห็นว่าทางเข้าหุบเหวหมอกดำอันตรธานหายสิ้น ไร้ร่องรอยหลงเหลือ
หัวใจทุกผู้ร่วงถึงตาตุ่ม ตระหนักแล้วว่าบางอย่างมิชอบมาพากล
นี่มันเกิดอันใดกันขึ้น?!
ยามนี้ ร่างของวานรเฒ่าสะพายดาบก็ปรากฏขึ้นไกล ๆ
ดวงตาของเขากวาดมองทุกผู้อย่างเย็นเยียบดุจสายฟ้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “หากพวกเจ้าฆ่าเสิ่นมู่ได้ ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป”
“หาไม่ หุบเหวหมอกดำนี้จะเป็นหลุมฝังศพพวกเจ้า!”
กล่าวจบ ร่างของวานรเฒ่าก็วูบไหวดุจรุ้งดาบทะยานผ่านนภา หายลับไปในพริบตา
ทุกผู้ต่างตะลึง
“ฆ่าเสิ่นมู่เพื่อรอดกลับไป? หรือวานรเฒ่าสะพายดาบนั่นจะมีความแค้นกับเสิ่นมู่?”
บางผู้กล่าวอย่างสงสัย
บางผู้มีทีท่าโล่งใจ ดวงตาของพวกเขาเปล่งประกาย ขณะที่กล่าวขึ้นว่า “ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! เสิ่นมู่จะต้องทำบางสิ่งให้ทั้งคนและเทพเดือดดาล วานรเฒ่าสะพายดาบนั่นจึงลงมือให้เราไปจัดการเขาเสีย!”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ยามนี้พวกเราก็ติดอยู่ในหุบเหวหมอกดำแล้ว ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องตามล่าเสิ่นมู่ ดังนั้นก็ลองกันสักตั้งเถอะ!”
บางผู้กล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก
มหาเซียนบางคนเริ่มติดต่อกับยอดฝีมือจากสำนักของพวกตน ตั้งใจจะไปรวมกลุ่มกับพรรคพวกของตนแล้ว
กงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่นมองหน้ากันด้วยหัวใจหนักอึ้ง
ทั้งคู่ล้วนรู้สึกว่าบางอย่างผิดปกติ
แค่จากปราณของวานรเฒ่าสะพายดาบ ก็แข็งแกร่งเลิศล้ำกว่ามหาเซียนทั้งหลายในหมู่พวกเขาแล้ว!
หากตัวตนที่ร้ายกาจเพียงนี้คิดจัดการกับเสิ่นมู่ เหตุใดต้องให้พวกเขาช่วยด้วย?
เรื่องนี้ต้องมีสิ่งผิดปกติ!
“ข้ากำลังจะอยู่ห่าง ๆ มิเข้าพัวพันกับเรื่องนี้อยู่แล้วเชียว ใครเล่าจะคิดว่าจะถูกบีบให้เข้าพัวพันเช่นนี้”
กงอวี่สวินกล่าวอย่างขมขื่น
“เรื่องยังห่างไกลจากจุดจบ”
ม่อเทียนอิ่นกล่าวเสียงต่ำ “ในเมื่อวานรเฒ่าสะพายดาบนั้นบอกว่าจะปล่อยเราไปขอเพียงฆ่าเสิ่นมู่ได้ ลงมือสักหน่อยก็มิเสียหาย”
กงอวี่สวินพยักหน้า “ยามนี้ เราก็ทำได้เพียงเท่านี้แหละ”
แล้วทั้งคู่ก็ลงมือทันที
……
สูงขึ้นไปในท้องนภาอันปกคลุมด้วยม่านหมอกทมิฬ วานรเฒ่าสะพายดาบยืนอยู่บนเวหา
“สหายเก่าเอ๋ย ผู้ไล่ล่าเจ้าเข้ามาในหุบเหวหมอกดำหมดแล้ว และยืนยันได้ว่าจะไม่มีผู้ใดหนีพ้น ต่อจากนี้ก็ขึ้นกับเจ้าแล้วนะ”
เมื่อว่าถึงตรงนี้ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าวานรเฒ่าสะพายดาบ “หลังจากเจ้าระบายโทสะ ชำระแค้นนี้เสร็จ ข้าจะไปต้อนรับเจ้าเอง!”
แล้วร่างของเขาก็หายวับไป
……
วันเดียวกันนั้น เมื่อข่าวจากมหาเซียนแห่งลัทธิอัคคีเทพแพร่งพรายออกไป มหาเซียนทั้งหลายทั่วหุบเหวหมอกดำก็ได้รับรู้เรื่องที่ซูอี้แฝงกายเป็น ‘เซวี่ยเฮ่อ’
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจากฝ่ายต่าง ๆ ล้วนระแวดระวังตัว
และเมื่อมหาเซียนซึ่งเดิมเฝ้าหน้าหุบเหวหมอกดำมารวมตัวกับยอดฝีมือฝ่ายตน พวกเขาก็ถ่ายทอดวาจาของวานรเฒ่าสะพายดาบให้แก่พรรคพวกของตน!
ชั่วขณะนั้น มหาเซียนจากขุมกำลังต่าง ๆ ล้วนผงะ ตระหนักแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“เรื่องราววันนี้พิลึกเกินไป ทุกท่านระวังด้วย!”
“ทางเข้าหุบเหวหมอกดำหายไปแล้วหรือ? วานรเฒ่าสะพายดาบนั่นต้องการทำสิ่งใดกันแน่?”
“ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องจับตัวเสิ่นมู่ให้ได้ก่อน!”
…วาทะเช่นนี้ปรากฏขึ้นในฝ่ายต่าง ๆ
มหาเซียนเหล่านั้นล้วนมีประสบการณ์ผ่านเหตุผันผวนแห่งโลกหล้า โชกโชนเจนจัดและกร้านโลกเป็นอย่างยิ่ง
แม้เรื่องที่เกิดในหนนี้จะสุดพิกลประหลาด พวกเขาก็มิได้สิ้นสติไปเพราะมัน
พวกเขาล้วนสรุปว่าในหุบเหวหมอกดำนี้ มีเพียงการจับตัวเสิ่นมู่เท่านั้นที่เป็นกุญแจสู่บทสรุป!
……
กาลเวลาผันผ่านเงียบเชียบ
ครึ่งวันถัดมา
ณ ถ้ำใต้พิภพเบื้องล่างมหาธารสีเงิน ซูอี้ลืมตาฟื้นจากภวังค์สมาธิอย่างเงียบงัน
หลังจากกินโอสถจิตนภาเก้าอัศจรรย์เก้าเม็ดติดกัน บาดแผลของเขาก็ฟื้นจนหายดี!
ยิ่งกว่านั้น การฝึกฝนของเขาซึ่งเดิมใกล้เคลื่อนขอบเขตก็เข้าสู่ขอบเขตสุญตาขั้นกลางอย่างราบรื่น!
การเคลื่อนขอบเขตฝึกฝนนี้ทำให้ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด แข็งแกร่งเลิศล้ำกว่าเมื่อก่อนมาก!
ยามนี้ เขาอาบไล้ด้วยรัศมีเรืองรอง พลังปราณทั่วกายเดือดพล่านดุจน้ำไหลหลาก ร่างเปรียบดั่งดาบที่ถูกขัดเกลาตลอดแสนปี เผยคมอันเกินใดเทียมทาน
ทันใดนั้น เมื่อซูอี้เคลื่อนจำนง แสงวิถีทั่วทั้งร่างของเขาพลันเลือนหายดุจคลื่นทะเลคืนนที บรรยากาศทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นเรียบง่ายดาษดื่น
“การไล่ล่าสังหารตลอดทางนั้นหาต่างจากการขัดเกลาเสริมแกร่งตนเองไม่ ทำให้ข้าสามารถกระตุ้นศักยภาพท่ามกลางความเป็นความตาย กลั่นบริสุทธิ์ในสถานการณ์คับขัน…”
“นี่คือวิถีอันเป็นของนักดาบ!”
“มีเพียงการชิงชัยในสงคราม เราจึงสามารถขัดเกลาหัวใจแห่งดาบ เจตจำนงและการฝึกฝนทีละย่างก้าว!”
ชายหนุ่มผ่อนหายใจยาว สัมผัสได้ถึงอำนาจที่เปี่ยมล้นอยู่ภายในร่างกาย หัวใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ต่อจากนี้ ถึงเวลารวบตาข่าย มิอาจทราบได้เลยว่าวานรเฒ่าจัดเตรียมเรื่องราวตามที่ข้าพูดไว้หรือไม่”
ขณะที่ครุ่นคิด เขาก็ลุกขึ้นเตรียมจากจรแล้ว
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนจะสัมผัสบางอย่างได้ ดวงตาพลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด
ที่ฝั่งมหาธารสีเงิน
“ข้าแน่ใจว่าเสิ่นมู่ต้องซ่อนตัวอยู่ที่นี่ บางทีเขาอาจจะหนีไปแล้ว แต่หากมิตรวจสอบให้แน่ชัด ข้าก็ยากจะสงบใจได้!”
อูถิงกล่าวเสียงหนักแน่น
ก่อนหน้านี้ พวกเขากระหน่ำโจมตีใส่ธารสีเงิน ทว่าในที่สุดก็มิอาจค้นพบสิ่งใด
หลังจากนั้น พวกเขาก็ใช้สมบัติลับ ‘คันฉ่องสมบัติท่องวิมาน’ ตรวจสอบเบาะแสห่างออกไป ทว่าในที่สุดก็มิพบเบาะแสใดเลย
ยิ่งอูถิงย้อนคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ จึงพากันกลับมาเพราะอยากสำรวจธารสีเงินนี้ให้ครบถ้วน
มีผู้กล่าวขึ้นมาว่า “ถูกต้อง ไม่มีทางที่คนคนหนึ่งจะหายไปโดยไร้เหตุผล มิเหลือแม้แต่ร่องรอย สถานที่น่าสงสัยที่สุดคือธารสีเงินนี่แหละ!”
“มิต้องพูดมากความ ลงมือทำลายที่นี่กันเลยเถอะ!”
อูถิงกล่าวอย่างดุร้าย “ขุดพื้นลงไปสามฉื่อ หาเบาะแสให้ได้!”
ทันใดนั้น พวกเขาก็ล่าถอยไปแสนไกล ใช้สมบัติโจมตีอย่างสุดกำลัง
ตู้ม!!
ธารสีเงินเดือดพล่าน มารผีเสื้อกลืนกระดูกนับไม่ถ้วนโบยบิน
อูถิงและพรรคพวกมีประสบการณ์แล้ว จึงรีบหนีไปไกลลิบทันที
จนเมื่อมารผีเสื้อกลืนกระดูกเหล่านั้นกลับสู่มหาธารสีเงิน พวกเขาก็กระทำซ้ำเดิม กระหน่ำโจมตีถล่มมหาธารสีเงินต่ออีกหน
มิต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาหมายมาดจะทำลายที่นี่ให้จงได้!
เปรี้ยง!
ไม่นานนัก ธารสีเงินก็เดือดพล่าน ส่งฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกทะยานออกมาอีกครั้ง
พวกเขาลี้หนีไปไกล หาได้ประหลาดใจไม่
ทว่าพวกเขากลับต้องประหลาดใจเมื่อหนนี้ มารผีเสื้อกลืนกระดูกเหล่านั้นดูจะฉุนขาด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพายุโหมสีเงินยวง เข้าไล่ล่าพวกเขา
“นี่มันเรื่องใดกัน?”
“ไอ้พวกนี้เป็นบ้ากันไปแล้วหรือ?”
พวกเขาผงะไป และขณะหลบก็ต่างโจมตีสวนพัลวัน
มารผีเสื้อกลืนกระดูกฝูงหนึ่งถูกสังหารทันที
“ขอเพียงไม่ถูกปิดล้อม มารพวกนี้ก็หาเป็นภัยมากไม่”
ชายชุดเขียวร่างผอมผู้หนึ่งกล่าวอย่างดูแคลนยิ่ง
เขาถือพัดหยกอยู่ในมือ และด้วยการสะบัดโบก สายฟ้านับไม่ถ้วนก็โปรยปราย จิตสังหารยิ่งใหญ่
ทว่ายามนี้ คมดาบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกมิห่างไปนัก
ฉัวะ!
สุญญะแหวกฉีกเป็นทางยาว
คมดาบเล่มนั้นเป็นประหนึ่งสายฟ้าวูบไหว ปรากฏและหายไปในทันตา
ดวงตาของชายชุดเขียวเบิกโพลงฉับพลัน ใบหน้าแข็งทื่อ อ้าปาก ทว่ามิอาจกล่าววาจาเป็นคำได้อีก
แผลดาบสีเลือดปรากฏขึ้นพาดบนคอ
หนึ่งดาบตัดลำคอ!
……………