บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 568 ขั้นศิลาทดสอบ
ตอนที่ 568: ขั้นศิลาทดสอบ
ตอนที่ 568: ขั้นศิลาทดสอบ
สีของหยาดเลือดเป็นสีทองดั่งโลหิตของเทพเซียนที่ใสดุจอัญมณี
เมื่อสัมผัสอย่างระมัดระวัง ก็ยังสามารถรับรู้ถึงจังหวะวิถีเร้นเทวะจำนวนหนึ่งที่รวมอยู่ด้วย น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
ชิ! ชิ!
สิ่งที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือหยาดโลหิตก้อนนี้กำลังดิ้นรนไม่หยุดบนฝ่ามือของซูอี้ ราวกับว่ามันมีชีวิต และพลังที่ปล่อยออกมายิ่งทวีคูณความแข็งแกร่ง
ด้วยวิถีเต๋าของซูอี้แล้วจำเป็นต้องใช้กลวิธีกักขังที่เรียกว่า ‘หัตถ์กักขุนเขาจองจำสายธาร’ เพื่อหยุดมันไว้ให้มั่น
“มันดูเหมือน… เลือดของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ที่มีกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์รวมอยู่ด้วยจาง ๆ…”
ซูอี้เองก็ตกตะลึงเช่นกัน
ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดมากมายขึ้น “หากวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ยังคงอยู่ในภูเขาพระสุเมรุแห่งนี้ จะต้องต้านทานต่อการกัดกร่อนของ ‘การจองจำแห่งยุคมืด’ ได้อย่างแน่นอน”
“อย่างไรก็ตาม วัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ยังเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดขึ้นในแหล่งกำเนิดโลกด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่หายากยิ่ง หากสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ตกอยู่ในครอบครองหอศักดิ์สิทธิ์พระสุเมรุ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับอิทธิพลของ ‘การจองจำแห่งยุคมืด’ เลย”
“แต่หอศักดิ์สิทธิ์พระสุเมรุกลับถล่มลงไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว ค่อนข้างแปลกทีเดียว”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ในภูเขาพระสุเมรุแห่งนี้ เดิมทีไม่ได้เป็นของหอศักดิ์สิทธิ์พระสุเมรุอยู่แล้ว?”
“น่าสนใจ สถานที่แห่งนี้จะต้องมีความลึกลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่!”
ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจความลึกลับได้อย่างถ่องแท้ แต่การค้นพบใหม่ที่อยู่เบื้องหน้ากลับปลุกสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของซูอี้ให้ตื่นขึ้น
เขากักขังเลือดสีทองเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเก็บมันเข้าไป
“ศิษย์พี่ซู ของชิ้นเมื่อครู่คืออะไรหรือ?”
เหวินซินจ้าวเอ่ยถาม
สายตาของคนอื่น ๆ จับจ้องไปยังซูอี้เช่นกัน
โดยเฉพาะเหมยเหยียนไป๋และพรรคพวก แววตาราวกับได้พบที่พึ่งอย่างไรอย่างนั้น
“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจนัก บางทีคงต้องรออาจได้พบอีกในภายหลัง”
ซูอี้มองไปยังพวกเหมยเหยียนไป๋ “ด้วยกำลังของพวกเจ้าแล้ว ล่าถอยออกจากไปจากที่แห่งนี้จะเป็นการดีกว่านะ”
เหมยเหยียนไป๋กล่าวอย่างขมขื่น “ข้าและคนอื่น ๆ ติดกับดักแม้ว่าจะอยากไปก็ไม่สามารถไปได้”
ซูอี้หยิบม้วนหยกโบราณเปล่าออกมา ใช้จิตสัมผัสของเขาสลักแผนที่เส้นทางลงไป “เดินไปตามเส้นทางที่อยู่ด้านบนนี้ แล้วพวกเจ้าจะออกไปได้เอง”
เหมยเหยียนไป๋รีบใช้สองมือรับมันมาราวกับได้สมบัติล้ำค่า แล้วกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณสหายเต๋าซูอย่างยิ่งสำหรับความช่วยเหลือของท่าน!”
เฟิงจื่อตู เฉียนอวิ๋น และเนี่ยหลีก็แสดงความเคารพเช่นกัน “ขอบคุณสหายเต๋าซูอย่างยิ่ง!”
ทุกคนต่างตื่นเต้นและมีความสุขเป็นอย่างมาก
เมื่อได้เห็นภาพนี้ซูอี้ก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อ “ข้าแย่งชิงสมบัติของพวกเจ้าไป การช่วยพวกเจ้าย่อมเป็นสิ่งที่สมควรอยู่แล้ว”
เหมยเหยียนไป๋และพรรคพวกรู้สึกอับอาย
“ศิษย์พี่ซู เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น อย่างที่ท่านว่าไว้ในคราแรก มันเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงโอกาส ไม่มีผิดมีถูก หากข้าและคนอื่น ๆ พ่ายแพ้ การมอบสมบัติล้ำค่าให้ก็ถือเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว”
เหมยเหยียนไป๋สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “การที่ศิษย์พี่ซูละเว้นเรื่องในครั้งนี้เพื่อชี้แนะหนทางการดำเนินชีวิตให้กับพวกข้า ช่างเมตตากรุณาเป็นอย่างยิ่ง แม้จะสายเกินไปที่จะซาบซึ้งต่อท่าน แต่ข้าย่อมไม่กล้าไปคิดทวงถามเรื่องที่ผ่านมาหรอก”
เฟิงจื่อตูและคนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้า
เมื่อเห็นเหมยเหยียนไป๋กับพรรคพวกที่จัดแจงเปลี่ยนอาวุธเป็นแพรไหม*[1] พวกเหวินซินจ้าวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
การมีศัตรูและคู่ต่อสู้น้อยลงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด
“ไปกันเถิด”
ซูอี้ไม่รอช้าและพาพวกเหวินซินจ้าวมุ่งหน้าต่อไปทันที
ฉันพลันเฉียนอวิ๋นก็ได้เอ่ยรั้งเอาไว้ สีหน้าแลดูลังเล “สหายเต๋าซู ข้ามีคำขอร้องอันไร้เหตุผลหนึ่งคำขอ ในการเดินทางครั้งต่อไป หากสหายเต๋าซูพบกับโต้วโค่ว โปรดช่วยนาง… ได้หรือไม่?”
ภาพของสตรีผู้งดงามทรงเสน่ห์พลันปรากฏขึ้นในใจของซูอี้ เขายังจำพรสวรรค์หายากยิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดของอีกฝ่ายได้อยู่เลย
เขาตอบกลับทันที “หากข้าได้เจอ จะไม่ยืนอยู่เฉย ๆ เป็นแน่”
เฉียนอวิ๋นถอนหายใจด้วยความโล่งอก โค้งคำนับ “ขอบคุณสหายเต๋าซูเป็นอย่างยิ่ง!”
และในไม่ช้าซูอี้กับพรรคพวกของเขาก็หายไปยังส่วนลึกของหมอกอันกว้างใหญ่
เหมยเหยียนไป๋กับคนอื่น ๆ พากันถือม้วนหยกโบราณที่ได้รับมาจากซูอี้แล้วมุ่งหน้าไปยังภูเขาพระสุเมรุด้วยความไม่คุ้นชิน
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ครึ่งทางบนภูเขาพระสุเมรุ
กลุ่มของซูอี้มาถึงจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่น
สิ่งที่ปรากฏในครรลองสายตาคือสิ่งปลูกสร้างที่เรียงกันเป็นแถว แต่พวกมันกลับพังทลายและกลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้ว
เมื่อกวาดสายตามองรอบ ๆ จะเห็นว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้น เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความรกร้างและแห้งแล้ง
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่อันน่าสลดใจขึ้นที่นี่มาก่อน?”
เหวินซินจ้าวถามความประหลาดใจ
เก๋อเฉียนรู้สึกผิดหวัง “แต่ไม่ว่าจะมีการต่อสู้หรือไม่ก็ตาม สถานที่เลวร้ายและย่ำแย่เช่นนี้จะมีโอกาสที่มันมาซ่อนหรือ”
“ของที่ต้องใช้โชคในการพบ จะพบเจอโดยง่ายดายได้อย่างไรเล่า”
ซูอี้มองขึ้นไปด้านบน “แต่ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่มันจะไม่อยู่ในภูเขาลูกนี้”
ว่าจบเขาก็เดินไปอีกฟากหนึ่งของซากปรักหักพัง
เมื่อเดินพ้นออกมาก็มีเส้นทางปรากฏขึ้นและนำไปสู่ยอดเขา ความกว้างของมันคือสิบจั้ง ปูขั้นบันไดด้วยศิลาสีดำทุกชั้น
ตอนที่ซูอี้และคนอื่น ๆ เดินทางมาถึง พวกเขาเห็นในทันทีว่ามีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนขั้นบันไดศิลาแห่งนี้ แต่อยู่ในชั้นที่สูงมาก ๆ
ผู้เก่งกล้ายุคปัจจุบันอย่างหลวงจีนเฉินลวี่ หลี่หานเติง เจียงหลี อวี่เหวินซู่ และอีกมากมาย กระจัดกระจายอยู่บนขั้นศิลาที่มีความสูงแตกต่างกัน
แต่ละคนออกแรงกวัดแกว่งสมบัติล้ำค่าในมือ ทั้งยังต่อสู้กันอย่างเต็มที่
ที่น่าแปลกคือมองไม่เห็นคู่ต่อสู้ของพวกเขาสักนิด
ราวกับว่ากำลังต่อสู้กับอากาศ…
“นี่คือ…”
เหวินซินจ้าวและคนอื่น ๆ ตกตะลึง
“นี่คือขั้นศิลาทดสอบ แต่ละขั้นจะมีตัวแทนคู่ประลองเฝ้าไว้ เมื่อก้าวเข้าไปก็เท่ากับเข้าสู้สนามต่อสู้ และจะพบกันคู่ต่อสู้ที่วิถีแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในทุกขั้นที่บรรลุผ่าน”
แค่ซูอี้เห็นก็มองรายละเอียดของขั้นศิลาทดสอบออก “ยิ่งขั้นศิลาสูงมากเท่าไร คู่ต่อสู้ก็จะมีระดับวิถีที่สูงล้ำขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ายิ่งเจ้าอยู่ในระดับขั้นที่สูงมากเท่าไร คู่แข่งของเจ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน”
“โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงวิถีปราชญ์กลุ่มเต๋าที่มีตัวตนขอบเขตจักรพรรดิเท่านั้นที่สามารถเปิด ‘สนามฝึกฝน’ เช่นนี้ได้ มันถูกเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับศิษย์ผู้สืบทอดของสำนักเท่านั้น และสิ่งนี้ก็เพื่อทดสอบวิถีเต๋าและพลังต่อสู้ของพวกเขา”
“แน่นอนว่าสนามฝึกฝนแห่งนี้ยังทดสอบความอุตสาหะ จิตวิญญาณ และปัญญาของผู้ฝึกตนด้วย บ่อยครั้งที่การทดสอบของศิษย์สำนักก็จะดำเนินการในสถานที่แห่งนี้ด้วย”
“ตัวอย่างเช่น หากเจ้าผ่านขั้นศิลาทดสอบในระดับต่าง ๆ เจ้าก็จะได้รับตำแหน่ง ตลอดจนรางวัลมากมาย”
“ในตอนที่ทดสอบและคัดเลือกศิษย์ในสำนัก ศิษย์สายตรง ศิษย์ผู้สืบทอด และศิษย์สายในก็จะใช้สนามแห่งนี้ในการทดสอบเช่นเดียวกัน”
เมื่อฟังจบ เหวินซินจ้าวและคนอื่น ๆ ต่างเข้าใจกันเป็นอย่างดีและอดไม่ได้ที่จะอยากลองบ้าง
สถานที่เช่นนี้ดูเหมือนจะไม่เคยพบเห็นจากโลกภายนอกเลย!
สำหรับพวกเขาแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรไปจากการค้นพบสถานที่อันเหมาะสมสำหรับฝึกฝนความแข็งแกร่งเลย!
ท้ายที่สุดอย่างที่ซูอี้กล่าวไว้ มีเพียงวิถีปราชญ์กลุ่มเต๋าระดับจักรพรรดิเท่านั้นจึงจะสามารถเริ่มสนามฝึกฝนเช่นนี้ได้
นั่นหมายความว่าแม้จะเป็นมหาทวีปคังชิงเมื่อสามหมื่นปีก่อน ก็มีเพียงพลังของตัวตนในขอบเขตจักรพรรดิเท่านั้นที่จะมีสถานที่ที่คล้ายกันได้
เรียกได้ว่าเป็นโอกาสหายากแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่เหวินซินจ้าวและคนอื่น ๆ ต่างเข้าใจแล้ว ว่าการต่อสู้ของพวกหลวงจีนเฉินลวี่ที่กำลังดำเนินอยู่หมายถึงสิ่งใด
“ที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีสำหรับพวกเจ้าในการฝึกฝนความแข็งแกร่งและพัฒนาวิถีเต๋าด้วย”
ซูอี้กล่าวต่อ “ซึ่งไม่อันตรายเช่นกัน พวกเจ้าลองดูได้”
เหวินซินจ้าวและคนอื่น ๆ กระตือรือร้นที่จะลองแล้ว และพวกเขาต่างก็ตอบรับอย่างมีความสุข
“ศิษย์พี่ซู แล้วศิษย์พี่เล่า?”
เยว่ซือฉานถาม
สตรีในชุดขาวผู้นี้เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง เหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปาก สนทนาร่วมกันน้อยครั้ง
แต่เมื่อพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซูอี้ เห็นได้ชัดว่านางกังวลมาก
ซูอี้แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย “เช่นเดียวกับพวกเจ้า ข้าก็ต้องการปีนขั้นศิลาทดสอบเหมือนกัน แต่จุดประสงค์คือการขึ้นไปบนยอดเขาตรงนั้น รีบมาเถิด มาดูกันว่าพลังต่อสู้ของพวกเจ้าแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง”
แค่ประโยคเดียวกลับทำให้เหวินซินจ้าวและเยว่ซือฉาน เกิดความคิดแข่งขันขึ้นในใจ
“พี่ซือฉาน ทำไมพวกเราไม่มาแข่งกันสักหน่อยเล่า?”
เหวินซินจ้าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สตรีผู้มีรูปร่างสง่างาม เสื้อผ้าหน้าผมเรียบง่าย งดงามตามธรรมชาติ และมีบรรยากาศที่ดึงดูดใจ
“ได้สิ”
เยว่ซือฉานเพียงพยักหน้า สีหน้าเย็นชาของนางราวกับเทพธิดาผู้เมินเฉยต่อโลก
ส่วนเก๋อเฉียนนั้นถูกคนทั้งสองคนมองข้ามไปโดยสมบูรณ์…
เก๋อเฉียนตั้งใจจะไม่พูดอะไร ด้วยนิสัยรอบคอบของเขา ตนเองจะไม่แข่งขันกับเรื่องเช่นนี้แน่นอน
แล้วทั้งสามก็ลงมือทันที
ซูอี้เอามือไพล่หลัง พลางมองดูเงียบ ๆ ชั่วขณะหนึ่ง
จากนั้นเขาก็พลิกฝ่ามือ หยิบก้อนโลหิตสีทองที่กักขังเอาไว้ออกมา ก่อนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วพูดกับตนเอง
“ถ้าเจ้ากล้าสร้างปัญหาบนขั้นศิลาทดสอบ อย่าหาว่าข้าหยาบคายกับเจ้าเลย”
ว่าจบ เขาก็เก็บเลือดก้อนนี้ลงไป และก้าวขึ้นไปยังขั้นศิลาทดสอบขั้นแรก
ตูม!
ตามด้วยพลังที่ผันผวนอย่างแปลกประหลาด ก่อนฉากตรงหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ซูอี้ก็ปรากฏตัวขึ้นในโลกอันมืดสลัว
มีเพียงแท่นเต๋าขนาดใหญ่ตั้งอยู่โดด ๆ กลางทุ่งกว้างใหญ่ไพศาล และไม่มีสิ่งใดอื่นอีก
ซูอี้ก้าวขึ้นไปบนแท่นเต๋า
วูบ!
บนแท่นเต๋าเกิดเกลียวคลื่นมหาวิถีแปลกประหลาดขึ้น ก่อนจะมีร่างร่างหนึ่งปรากฏออกมา
ร่างนี้สวมชุดเต๋า คาดแถบผ้าสีทองรอบเอว มีดาบโบราณอยู่บนหลัง รูปลักษณ์เลือนราง แต่กลิ่นอายจากร่างกายกลับเต็มไปด้วยผลการฝึกขอบเขตรวบรวมดาราขั้นต้น
นี่คือ ‘คนเฝ้าประตู’
และซูอี้ก็ไม่แปลกใจเท่าไรกับภาพเบื้องหน้า
เพราะบนขั้นศิลาทดสอบจะมีคนเฝ้าประตูประจำอยู่เสมอ
และต่อให้ไปขั้นศิลาสูงกว่านี้ คนเฝ้าประตูก็จะขอบเขตการฝึกฝนเดิม ทว่าความยากของด้านวิถีจะทวีคูณขึ้น
เช่นเดียวกับเยว่ซือฉานและคนอื่น ๆ พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงเหมือนกัน
ดังนั้น เมื่อคนเฝ้าประตูและผู้เข้ารับการทดสอบปะทะกัน พวกเขาจะแข็งแกร่งไม่ต่างกันนัก ซึ่งสิ่งนี้ก็เพื่อเป็นการลับคมผู้เข้ารับการทดสอบนั่นเอง
ด้วยหากพลังของคนเฝ้าประตูแข็งแกร่งเกินไป ขั้นศิลาทดสอบก็จะสูญเสียความหมายในการคงอยู่
“เป็นไปได้หรือไม่ที่รูปแบบและรูปลักษณ์ของคนเฝ้าประตูพวกนี้ มีต้นแบบและถูกคนขอบเขตจักรพรรดิสักคนในหอศักดิ์สิทธิ์พระสุเมรุทิ้งเอาไว้?”
ซูอี้มองไปยังคนเฝ้าประตูฝั่งตรงข้ามอย่างครุ่นคิด
การจะสร้างคนเฝ้าประตูจำเป็นต้องมีพลังระดับจักรพรรดิ
เช่นนี้แล้วจึงสร้างคนเฝ้าประตูที่มีระดับทักษะวิถีที่สูงล้ำภายใต้ขอบเขตพลังระดับเดิมได้
ชายเบื้องหน้าสวมชุดเต๋า มีดาบโบราณอยู่บนหลัง คาดแถบผ้าสีทองรอบเอว และแม้ว่ารูปลักษณ์จะรางเลือนก็ตาม แต่ซูอี้รู้ดีว่า รูปแบบเช่นนี้ต้องถูกคนขอบเขตจักรพรรดิที่ขัดเกลาขั้นศิลาทดสอบทิ้งไว้เป็นแน่
“ข้าอยากเห็นนัก ว่าในสายตาของตัวตนขอบเขตจักรพรรดิเช่นเจ้าในตอนนั้น พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของขอบเขตรวบรวมดาราขั้นต้นจะไปได้ถึงระดับใดกัน หวังว่า… จะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง…”
ซูอี้ส่ายหัว และไม่คิดรีรออีกต่อไป
วูบ!
เขาเอื้อมมือออกมาคว้าดาบเล่มหนึ่งที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ในอากาศ
เกือบจะพร้อมกันกับคนเฝ้าประตูที่ดึงดาบโบราณออกมาจากด้านหลัง กลิ่นอายของเขาแข็งแกร่งขึ้นในทันใด
ซูอี้ก้าวไปข้างหน้า ใช้ปราณดาบฟันออกไปอย่างสบาย ๆ
ตูม!
คนเฝ้าประตูไม่ทันได้เข้ามาทักทาย ร่างกายดุจกระดาษแผ่นหนึ่งของเขาถูกฟันออกเป็นสองท่อนแล้วหายวับไปในทันที!
[1] เปลี่ยนอาวุธเป็นแพรไหม หรือ 化干戈为玉帛 หมายถึงการเปลี่ยนศึกสงครามให้กลายเป็นสันติ