บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 947: อำนาจ
ตอนที่ 947: อำนาจ
ทางเข้าลานวิถีมังกรเมฆา
ร่างสูงอันแต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำลายเพลิงก้าวเข้ามาราวกับบัณฑิตผู้สง่างาม
เส้นผมยาวรวบเป็นมวย ใบหน้าอบอุ่นดุจหยก ดวงตาลึกล้ำดั่งมหาสมุทร และหนึ่งขยับมือองอาจราวเป็นหนึ่งในโลกหล้า
เบื้องหลังเขามีกลุ่มชายหญิงติดตาม แต่ละคนล้วนยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ทว่ายามนี้ พวกเขาล้วนติดตามเบื้องหลังบัณฑิตวัยกลางคนราวดาราล้อมเดือน
เมื่อเห็นบัณฑิตวัยกลางคนผู้นี้ สีหน้าของสิงเทียนเฟิงก็แปรเปลี่ยนเป็นทั้งเกรงขามและหวาดกลัวอย่างช่วยไม่ได้
อินซิ่วหลิ่น
เจ้าเมืองตังกุยผู้ดูแลที่แห่งนี้ตลอดสามหมื่นปี เป็นที่ชื่นชมทั่วทิศ ระบือนามทั่วโลกหล้า
เขามีวิถีเต๋าในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นกลาง และทุกคนบนโลกต่างยกย่องเขาเป็น ‘จักรพรรดิวิญญาณนภาหยิน’
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคืออินซิ่วหลิ่นมีเส้นสายกว้างไกล ลือกันว่าเขามีมิตรภาพกับตัวตนบรรพกาลจากกลุ่มขุมกำลังเต๋าสูงสุดทั้งหลายในโลกไม่มากก็น้อย
ดังนั้น ในเมืองตังกุยที่เขาปกครองจึงไร้ผู้ใดกล้าก่อเรื่องตลอดสามหมื่นปีมานี้!
ยามนี้ เมื่ออินซิ่วหลิ่นมาถึง ชุยจิ๋งเหยี่ยน สิงเยว่และคนอื่น ๆ ต่างตระหนักแล้วว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี สีหน้าของพวกเขาล้วนแปรเปลี่ยน
ลานวิถีมังกรเมฆาคือถิ่นของเวิงเสวียนซาน
และทุกคนในเมืองตังกุยต่างรู้ว่าเวิงเสวียนซานคือหนึ่งในมือขวาของเจ้าเมืองอินซิ่วหลิ่น!
ยามนี้ เมื่ออินซิ่วหลิ่นปรากฏกาย เขาจะปล่อยเรื่องไว้ได้เช่นไร?
ซูอี้ดื่มสุราสำราญบนสนามต่อสู้ ทว่าเมื่อเขาเห็นอินซิ่วหลิ่นเดินมาจากไกล ๆ เขาก็อดตกใจนิด ๆ ไม่ได้
เขาสัมผัสได้ราง ๆ ว่าอีกฝ่ายหน้าคุ้น ๆ เล็กน้อย แต่จำมิได้ว่าเคยพบเขาที่ไหน
ในขณะเดียวกัน เวิงเสวียนซานก็สูดหายใจลึก ๆ และรีบก้าวออกมาก้มหัวคำนับ
“ผู้น้อยเวิงเสวียนซานไร้สามารถจนรบกวนใต้เท้าลงมือด้วยตนเอง ขอใต้เท้าลงโทษด้วย!”
หญิงงามในชุดกระโปรงสีหมึกข้างกายอินซิ่วหลิ่นกระซิบ “พี่เวิง บอกข้าทีว่าเกิดอันใดขึ้น ไฉนจึงเป็นเรื่องใหญ่โตเพียงนี้?”
เวิงเสวียนซานเล่าเรื่องทั้งหมดโดยไร้ปิดบัง
เมื่อกลุ่มผู้มาใหม่ได้ยินเข้า พวกเขาก็ฮือฮาอย่างตกใจในฉับพลัน
หนึ่งชายหนุ่มในขอบเขตวงล้อวิญญาณกล้าสังหารกลุ่มยอดฝีมือจากเขามารรัตติกาล รวมถึงผู้อาวุโสสองคนในขอบเขตจักรพรรดิด้วยหรือ!?
ชวนใจหายจริงแท้
ทว่าเมื่อพวกเขารับรู้ว่าซูอี้แหกกฎ เมินเฉยสนิทต่อเวิงเสวียนซาน และยังพยายามบังคับให้เวิงเขาก้มหัวขอขมา สีหน้าของเหล่าข้ารับใช้ของอินซิ่วหลิ่นดูถมึงทึงลง
“เฮอะ ก็แค่ชายหนุ่มในขอบเขตวงล้อวิญญาณ กล้ามาผยองอำนาจใหญ่โตในถิ่นของเรา วอนตายแท้ ๆ!”
สตรีในชุดกระโปรงสีหมึกกล่าวอย่างเย็นชา
คนอื่น ๆ เองก็ดูไม่สู้ดี มองชายหนุ่มชุดเขียวบนสนามต่อสู้อย่างมาดร้าย
แม้พวกเขาจะไม่ได้กลัวเขามารรัตติกาลก็ตามที แต่นั่นก็คือปัญหาวันยันค่ำ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของทั้งสิงเทียนเฟิง สิงเยว่และคนอื่น ๆ ล้วนร่วงสู่ก้นเหว จบแล้ว เรื่องวันนี้ไม่มีทางสงบได้!
ทว่า ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่ายามเข้าสู่ลานวิถีมังกรเมฆาและเห็นซูอี้เข้า อินซิ่วหลิ่น เจ้าเมืองตังกุยตะลึงอึ้งดูไม่เชื่อสายตาเสียจนดูมึนงงไปชั่วขณะ
“ใต้เท้า ขอเพียงออกคำสั่ง ข้าจะไปจับไอ้หนูนั่นมาเอง!”
สตรีในชุดกระโปรงสีหมึกเอ่ยขอคำสั่ง
“หุบปาก!”
สีหน้าของอินซิ่วหลิ่นพลันฉายโทสะ ยกมือขึ้นตบออกไปทันที
เพียะ!
เสียงตบสนั่นลั่น
ร่างของสตรีในชุดกระโปรงสีหมึกเซถลาทรุดกับพื้นดังตุ้บ แก้มงามบวมแดง มุมปากของนางมีโลหิตรินไหล
นางเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ สมองว่างเปล่างุนงง นี่มันเรื่องอันใด?
คนอื่น ๆ ที่เห็นต่างตกใจงุนงงเช่นกัน
ใครเล่าจะคิดว่าเมื่อเจ้าเมืองผู้ทรงเกียรติแห่งเมืองตังกุยมาถึง เขาจะตบคนของตนเองก่อน?
สิงเทียนเฟิง สิงเยว่และชุยจิ๋งเหยี่ยนมองหน้ากันอย่างตกตะลึง
จากนั้น ภายใต้สายตางุนงงทุกคู่ อินซิ่วหลิ่นพลันกระทำการอันไม่คาดฝัน
เขาจัดเสื้อผ้า สูดหายใจลึก ๆ และก้าวไปที่หน้าสนามต่อสู้ จากนั้นจึงก้มหัวคำนับซูอี้ “อินซิ่วหลิ่นแห่งเมืองตังกุยคารวะใต้เท้า!”
นอกจากความเคารพ ยังมีเค้าลางหวาดระแวงในสีหน้า กระทั่งน้ำเสียงยังจริงจังอย่างหาได้ยาก
ทุกคนต่างเงียบกริบ แม้แต่เข็มตกก็ได้ยินเสียง
นี่มัน… เหตุอันใดกัน!?
สิงเทียนเฟิง สิงเยว่และคนอื่น ๆ ล้วนตกใจงุนงง
ริมฝีปากสีกุหลาบของชุยจิ๋งเหยี่ยนเผยออ้า ตาคู่นั้นเบิกกว้าง
เหล่ายอดฝีมือผู้ติดตามอินซิ่วหลิ่นต่างตะลึงอึ้งราวอยู่ท่ามกลางฝูงเป็ดในสายลม
เวิงเสวียนซานครวญในใจ ลอบกรีดร้องว่าไม่ดีแล้ว
สตรีในชุดกระโปรงสีหมึกผู้ถูกตบลงไปกองกับพื้นตะลึงงัน
บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบอย่างลี้ลับชั่วขณะ ราวสายลมหยุดโบกพัด
“เจ้าเป็นใคร?”
ซูอี้ที่อยู่บนสนามต่อสู้ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดในใจว่าคนผู้นี้หรือจะมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขากัน?
แต่ประเด็นคือ ไฉนเขาจึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด?
อินซิ่วหลิ่นเองก็ตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวอย่างนอบน้อมทันที “ท่านลืมแล้วหรือไร เมื่อเจ็ดวันก่อน ท่านได้ช่วยผู้น้อย แม่นางเย่อวี๋และสหายเต๋าคนอื่น ๆ จากคุกอเวจีชั้นที่เจ็ด ในเมืองมืดแห่งเมืองมรณะนะขอรับ!”
หลังฟังจบ ในที่สุดซูอี้ก็จำเขาได้
มิน่าเล่า คนผู้นี้จึงดูคุ้นตา ที่แท้เขาก็อยู่ในคุกอเวจีชั้นที่เจ็ดแห่งเมืองมืดด้วย
ว่าไปแล้ว ความทรงจำของเขาก็ไม่ได้แย่ แต่ยามนั้นเขาคิดเพียงจะช่วยเย่อวี๋ จึงมิได้สนใจคนอื่น ๆ เลย
อย่าว่าแต่ที่มาและชื่อของคนเหล่านั้น กระทั่งหน้าตาเช่นไรยังมิทันได้มอง
จนกระทั่งยามนี้ หากอินซิ่วหลิ่นไม่ได้ออกปากพูดเอง เขาคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
และเมื่อได้ยินวาจาของอินซิ่วหลิ่น ข้ารับใช้ของเขาก็มิอาจสงบใจได้เลย
“อันใดนะ? เมื่อไม่นานนี้ ผู้ที่ช่วยเจ้าเมืองจากการถูกขังในเมืองมืดมาเป็นร้อย ๆ ปีคือชายหนุ่มผู้นี้หรือ?”
“นี่… นี่มันจุดใต้ตำตอจริงแท้…”
เสียงฮือฮาดังขึ้น
สิงเทียนเฟิงและคนอื่น ๆ พลันตระหนักเข้าใจ
ทว่า เมื่อพวกเขาคิดว่าซูอี้เคยช่วยชีวิตอินซิ่วหลิ่นในดินแดนต้องห้ามเมืองมืด พวกเขาต่างก็ตะลึงไร้วาจา
พวกเขางุนงงเล็กน้อย ชายหนุ่มผู้นี้คือผู้ใดแน่? ไฉนจึงมีวิชาอำนาจเหลือเชื่อเพียงนี้?
ยังมีความลับใดที่มิได้ถูกเปิดเผยเบื้องหลังเขาอีกหรือไม่?
“ที่แท้ก็เป็นผู้ช่วยชีวิตท่านเจ้าเมืองนี่เอง…”
สตรีในชุดกระโปรงสีหมึกผู้ล้มลงกับพื้นดูสีหน้าซับซ้อน และในที่สุดนางก็รู้สึกโล่งใจ
ทว่าสีหน้าของเวิงเสวียนซานกลับแข็งทื่อยิ่งขึ้นทุกที
“บังเอิญจริงแท้”
ซูอี้กล่าวกับอินซิ่วหลิ่น “เช่นนั้น เจ้าคิดว่าเรื่องวันนี้ควรแก้ไขเช่นไร?”
อินซิ่วหลิ่นมิกล้าเพิกเฉย กล่าวอย่างจริงจังทันที “ขึ้นกับใต้เท้าทั้งหมดขอรับ!”
วาจานี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ว่าซูอี้จะเอ่ยขอสิ่งใด อินซิ่วหลิ่น เจ้าเมืองตังกุยจะเห็นด้วยเสมอ!
นี่ทำให้หัวใจคนทุกผู้สั่นไหวอีกครั้ง
การวางตัวเช่นนี้ยิ่งขับเน้นให้เห็นว่าอินซิ่วหลิ่นเคารพซูอี้เพียงใด!
ทว่า ซูอี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ และกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ใครบางคนบอกข้าว่าในลานวิถีมังกรเมฆานี้ ผู้ใดฝ่าฝืนกฎต้องชดใช้ ทว่ายามนี้ ข้าถามเจ้าอยู่ว่าจะแก้ปัญหานี้เช่นไร”
อินซิ่วหลิ่นรู้สึกหนาวเยือกในใจ
ทว่า ก่อนที่เขาจะทันได้พูด เวิงเสวียนซานก็กล่าวขึ้นอย่างขมขื่นใจ “ก่อนหน้านี้ ตาเฒ่าผู้น้อยเองที่เลินเล่อ มีตาทว่าไม่อาจมองเห็นเขาไท่ซานที่อยู่ตรงหน้า ตาเฒ่าผู้น้อยเต็มใจรับผิดทั้งหมด!”
เขาก้าวออกมาก้มหัวคำนับต่ำ ๆ ให้ชุยจิ๋งเหยี่ยน “ข้าขอแม่นางชุยอภัยแก่ข้าด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตาเฒ่าผู้น้อย และตาเฒ่าผู้น้อยควรรับผลลัพธ์ที่ตามมาเพียงลำพัง!”
ทุกคนอดมองเขาด้วยหัวใจแปรปรวนไม่ได้
เวิงเสวียนซานเองก็เป็นจักรพรรดิผู้อยู่มายาวนาน ทว่ายามนี้ เขาต้องก้มหัวขอขมารับผิด!
ชุยจิ๋งเหยี่ยนอดรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยไม่ได้
นางรู้ว่าด้วยฐานะของนาง ไม่มีทางที่นางจะทำให้เวิงเสวียนซานขอขมานางได้ เหตุที่เวิงเสวียนซานทำเช่นนี้ก็เพราะต้องก้มหัวแก่อำนาจของซูอี้!
ซูอี้เมินเขา หันไปกล่าวกับอินซิ่วหลิ่นว่า “เจ้ามีลูกน้องดีนะ”
ไม่ว่าอย่างไร เวิงเสวียนซานก็ไม่ได้เข้าแทรกแซงการประลองวันนี้ และพยายามรักษากฎของลานวิถีมังกรเมฆามาตลอด
จากมุมมองของอินซิ่วหลิ่น เวิงเสวียนซานไม่ได้ทำอันใดผิด ยังสมควรชมด้วยซ้ำ
ทว่า ในสายตาของซูอี้ ท้ายที่สุดกฎก็สร้างขึ้นจากคน และยามที่มันควรถูกเหยียบย่ำ ทุกกฎเกณฑ์บนโลกก็ไร้ค่า
ไม่พอใจ?
ก็ตีเลย!!
นี่คือกฎของเขา ซูเสวียนจวิน
“ขอเพียงใต้เท้าไม่โกรธก็พอแล้ว”
อินซิ่วหลิ่นผ่อนหายใจโล่งอก
ไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าเขาแล้ว ว่าชายหนุ่มในขอบเขตวงล้อวิญญาณผู้นี้น่ากลัวเพียงไร
เย่อวี๋ จักรพรรดิวิญญาณหยาดสวรรค์ผู้แข็งแกร่งเองก็นอบน้อมเชื่อฟังยามอยู่ต่อหน้าเขา
ยังไม่รวมเรื่องที่ตัวตนร้ายกาจอย่างผู้ปกครองสูงสุดของดินแดนต้องห้ามในเมืองมรณะต่างพินอบพิเทา มิกล้าขัดคำสั่งเขาแม้แต่น้อยด้วย
จริงอยู่ที่นี่เป็นเพราะ ‘คัมภีร์แห่งตี้ทิง’
แต่อย่าลืมว่าคัมภีร์แห่งตี้ทิงคือสมบัติสูงสุดของผู้คุมรัตติกาล!
ใครเล่าจะมีคุณสมบัติพอจะยืมสมบัติสูงสุดชั่วกาลนานของผู้คุมรัตติกาลมาได้?
นับแต่ที่พวกเขาถูกช่วยจากคุกอเวจีชั้นที่เจ็ด อินซิ่วหลิ่นและผู้เฒ่าทั้งหลายต่างตระหนักชัดเจนถึงหนึ่งสิ่ง…
นั่นคือห้ามดูแคลนหรือมองข้ามชายหนุ่มชุดเขียวผู้นี้เด็ดขาด!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่อีกฝ่ายก็เป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขาด้วย
“แม่นางจิ๋งเหยี่ยน พอใจหรือไม่?”
ซูอี้ถามชุยจิ๋งเหยี่ยนด้วยรอยยิ้ม
ชุยจิ๋งเหยี่ยนพยักหน้าหงึกหงัก และกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “เกินคาดคิดข้าไปไกลเลย”
ซูอี้อดตะลึงไม่ได้ และลอบกล่าวในใจว่า เจ้าเป็นหลานจิ้งจอกเฒ่าชุยหลงเซี่ยง และลูกสาวฉางอันน้อย ข้าจะปล่อยเจ้าถูกรังแกได้เช่นไร?
หากจะกล่าวว่าด้วยอุปนิสัยของซูอี้ หากมิได้พบอินซิ่วหลิ่นในวันนี้ ไม่ว่าใครจะมาก็มิอาจรอดเงื้อมมือเขาได้ก็ไม่เกินไป!
“ไปกันเถอะ ไปหาที่คุยกันดี ๆ”
ซูอี้กล่าว จากนั้นเก็บน้ำเต้าสุราในมือ มือทั้งสองไพล่หลังและเดินไปเบื้องหน้า
เขาเมินคนอื่น ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ
ท่าทีเช่นนี้ดูหยิ่งผยองยิ่งนัก กล่าวได้ว่าไม่เห็นผู้ใดในสายตา
แต่ไม่มีผู้ใดรู้สึกผิดแปลก
นี่คงเป็นผลของ ‘อำนาจ’
เมื่อไร้อำนาจ ท่าทางเย่อหยิ่งจะถูกมองว่าโอหังสามหาว
เมื่อมีอำนาจ ทุกคนจะเมินเฉยต่อท่าทีนั้นไป
“ใต้เท้า หากไม่ถือสา ท่านไปพักที่จวของข้าสักพักก่อน รับน้ำใจเจ้าบ้านก่อนได้นะขอรับ”
อินซิ่วหลิ่นแย้มยิ้มเชื้อเชิญ