บันทึกวิถีเซียนกระบี่แสวงพ่าย - บทที่ 101 หนีพ้นแดนเร้นลับ สูญเสียใหญ่หลวง
บทที่ 101 หนีพ้นแดนเร้นลับ สูญเสียใหญ่หลวง
ครืนนน!!
ตึง! ตึง! ตึง!!
มิรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เมืองตี้คุนทั้งเมืองพลันสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
เหนือเพดานถ้ำเศษหินร่วงกราวไม่ขาดสาย
หินก้อนยักษ์และชิ้นส่วนโลหะนานาชนิดร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
ค่ายกลกลไกที่กักขังโจวจื้อคายออกแล้ว ม่านพลังของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยเบื้องหลังก็พังทลายลงดังสนั่น
มีเพียงม่านพลังบนจานค่ายกลเซียนจีที่ยังคงอยู่ ทว่ายามหินใหญ่ตกลงมากระทบ ม่านพลังกลับเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวไม่หยุดหย่อน
พริบตานั้น ศิษย์ทุกคนพลันทะยานเข้าไปในค่ายกล ร่วมกันอารักขาอยู่ข้างกายหลี่กวนฉี
ยามนี้เจียงซูมีเพียงใบหน้าที่ซีดขาวอยู่บ้าง บาดแผลอื่นใดล้วนฟื้นฟูคืนดีขึ้นมากแล้ว
นางพริ้วกายเข้าประคองโจวจื้อไว้ในอ้อมแขน ให้เขาทอดพิงร่างตนเอง
โจวจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงโรยแรง “ส่งคนไปหาทางออกสักสองสามคน พวกเจ้ามาร่วมกันดูว่าหยกบันทึกใช้การได้หรือไม่”
“หากใช้การได้ จงรีบติดต่อศิษย์ในเมืองให้มารวมตัวกันโดยไว”
“ส่วนคนที่เหลือ จงอารักขาศิษย์น้องหลี่ทลายด่าน!”
สิ้นเสียง ทุกคนต่างขานรับเป็นเสียงเดียว จากนั้นจึงแยกย้ายกันดำเนินการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ยามนี้หลี่กวนฉีมิรับรู้ถึงสิ่งใดภายนอกแม้แต่น้อย
จิตวิญญาณกระบี่ที่ถูกกดทับมาโดยตลอดพลันตื่นขึ้นในเวลานี้เช่นกัน
เสียงตื่นตระหนกดังขึ้นในห้วงความคิดของหลี่กวนฉี “เจ้า… เจ้าถึงกับกลืนเถาวัลย์อสนีซิงซูเข้าไปท่อนหนึ่งเชียวหรือ!!”
เสียงตื่นตระหนกแกมร้อนใจของหลี่กวนฉีดังแทรกขึ้นมาทันใด “อย่ามัวแต่ตกใจอยู่เลย ขืนประหลาดใจต่ออีกนิด ข้าได้ถูกพลังของมันระเบิดร่างแหลกลาญแน่!!”
เพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจ ปราณชีพจรภายในแท่นตู้เทียนในจุดตันเถียนของหลี่กวนฉีก็หนาแน่นถึงขั้นน่าพรั่นพรึง
ความเร็วในการหลอมรวมของวิชาลมปราณ ไม่อาจทัดทานความเร็วในการปลดปล่อยปราณวิเศษของเถาวัลย์อสนีซิงซูได้เลย!
จิตวิญญาณกระบี่เลียริมฝีปากแดงสด เอ่ยเสียงเบา “ปราณฟ้าดินมากมายเพียงนี้เจ้าไม่มีทางดูดซับได้หมดหรอก ส่งมาให้ข้าเถิด”
ยามนี้หลี่กวนฉีไหนเลยจะมีจิตใจคิดเรื่องอื่น ได้แต่แผดเสียงลั่น “ให้เจ้า! ให้เจ้าทั้งหมดเลย!! รีบช่วยข้าที!!”
มุมปากของจิตวิญญาณกระบี่ยกขึ้นน้อยๆ ปรากฏรอยยิ้มพึงใจ
นางร่ายเวทด้วยมือข้างเดียว พริบตานั้นท้องที่บวมเป่งของหลี่กวนฉีก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเนื้อ
ปราณวิเศษที่แทบจะระเบิดแท่นตู้เทียนในตันเถียนค่อยๆ ถูกจิตวิญญาณกระบี่ดูดซับไปจนหมดสิ้น
ความรู้สึกแน่นอึดอัดและเจ็บปวดค่อยๆ เลือนหายไป เขาจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
จิตวิญญาณกระบี่เอ่ยรำพัน “ของวิเศษฟ้าดินระดับนี้ยังดลบันดาลให้เจ้าพบเจอได้ เจ้าหนูอย่างเจ้าชะตาดีโชคช่วยโดยแท้”
“โชคดีกับผีน่ะสิ ข้าว่าโชคร้ายสิไม่ว่า อีกนิดเดียวข้าก็ต้องร่างแหลกดับสูญแล้ว”
หลี่กวนฉีพึมพำกับตัวเองด้วยความหวาดผวาที่ยังคงค้างอยู่ในใจ
จิตวิญญาณกระบี่สั่นศีรษะอย่างมิอาจปฏิเสธ จากนั้นเบี่ยงมือร่ายเวทนำพา
เถาวัลย์อสนีซิงซูใต้ตันเถียนพลันเคลื่อนตัวขึ้นสู่แท่นหลิงไท่อย่างช้าๆ
กาลเวลาผ่านไป สมาธิจิตของหลี่กวนฉีค่อยๆ สงบนิ่งลง เสียงระเบิดและการสั่นสะเทือนโดยรอบมิอาจรบกวนเขาได้อีกต่อไป
ลมหายใจค่อยๆ สม่ำเสมอล้ำลึกและทรงพลัง กลิ่นอายทั่วร่างของเขาแปรเปลี่ยนไปราวฟ้ากับดิน
รากปราณระดับศักดิ์สิทธิ์ที่เดิมทีคงรูปสมบูรณ์แล้ว ยามนี้เมื่อผสานเข้ากับเถาวัลย์อสนีซิงซู คุณภาพของรากปราณกลับยกระดับสูงขึ้นอีกขั้น!
อีกทั้งเขายังรู้สึกได้ว่าพลังปราณในตันเถียนของตน แฝงไปด้วยอานุภาพแห่งสายฟ้าอยู่อย่างเลือนราง
ยามนี้หลี่กวนฉีเร่งโคจรเคล็ดวิชาหลอมรวมปราณอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นอายรอบกายเริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น!
เขารู้สึกราวกับตนเองดิ่งจมลงในบ่อสายฟ้า ความเจ็บปวดผสมผสานความชาหนาแน่นสร้างความทรมานแก่เขายิ่งนัก
จิตวิญญาณกระบี่พึมพำเสียงเบา “พลังของเถาวัลย์อสนีซิงซูนี่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย นำไปมอบให้ไข่มังกรอสนีฟองนั้นได้ พอจะยื้อเวลาไปได้ราวปีครึ่ง…”
“ทว่า… รากปราณของเจ้าหนูนี่ยังห่างไกลนักหากคิดจะเลื่อนระดับขึ้นไปอีก…”
ตู้ม!!!
กลิ่นอายพลังของหลี่กวนฉีทลายด่านทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายในพริบตา
แท่นตู้เทียนในตันเถียนขยายกว้างขึ้นอีกครามครัน เส้นชีพจรในร่างแกร่งกล้าและขยายใหญ่ขึ้นตามขอบเขตพลังที่ทะลวงผ่าน
เช่นนี้แล้ว วันหน้าความเร็วในการโคจรพลังปราณในร่างเขาจะทวีความรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
ยามที่เขาเบิกเนตรขึ้น เสียงอื้ออึงสับสนรอบด้านก็ดังเข้าสู่โสตประสาทไม่ขาดสาย
หลี่กวนฉียันกายลุกขึ้นพบว่ายามนี้ฟ้าดินสั่นสะเทือน ข้างกายยังมีเงาร่างหลายสายกำลังร่ายรำกระบี่อย่างต่อเนื่อง
บนเวหาเศษหินร่วงกราวไม่หยุดหย่อน หลี่กวนฉีลุกขึ้นแล้วเข้าใจสถานการณ์ในทันใด จึงเอ่ยปากขึ้น “ศิษย์พี่ทุกท่าน พวกเราถอยก่อน!”
ห่างออกไปสิบจั้งเบื้องหลังของทุกคน มิติเริ่มบิดเบี้ยวอย่างช้าๆ รอยแยกมิติอันบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นเบื้องหลังพวกเขา
โจวจื้อฉายแววตื่นตระหนกร้อนใจ น้ำเสียงเคร่งขรึม “ทุกคน รีบถอนตัวเร็ว!!”
“รับทราบ ศิษย์พี่!”
“รีบไป!! ที่นี่กำลังจะถล่มแล้ว!”
ครืนนน!!
ยามนี้ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ต้าเซี่ยที่ยังรอดชีวิตล้วนรวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้
นับรวมตัวเขาเองมีทั้งสิ้นสามสิบนาย ทุกคนทยอยกันก้าวเข้าสู่รอยแยกมิติตามลำดับ
ทันใดนั้น!
สีหน้าหลี่กวนฉีแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง!
“เยี่ยเฟิง!”
โจวจื้อเองก็คล้ายนึกสิ่งใดขึ้นได้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรุ่ม “แย่แล้ว! ต้วนสงกับเยี่ยเฟิงยังอยู่ข้างบน!”
เมื่อมองจุดแสงเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนหยกบันทึก หลี่กวนฉีพลันออกแรงที่ปลายเท้า ทะยานขึ้นสู่แท่นสูงในพริบตา
เสียงตะโกนดังมาจากที่ไกลๆ “ข้าจะไปรับพวกเขา พวกเจ้าถอยไปก่อน!”
ทว่ายามหลี่กวนฉีก้าวไปได้เพียงครึ่งทาง หันกลับไปก็เห็นต้วนสงกำลังพยุงร่างเยี่ยเฟิงมุ่งหน้ามา
ครืนนน!!
พร้อมกับการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ศิลาใหญ่ขนาดกว้างราวหนึ่งจั้งพลันถล่มลงมาหมายดิ่งทับร่างคนทั้งสอง!!
ยามที่หินยักษ์อยู่ห่างจากคนทั้งสองเพียงสามจั้ง ร่างของหลี่กวนฉีก็เหาะทะยานเข้าถึง
กระบี่ชางหลางในมือหลุดออกจากฝักในพริบตา แสงสีม่วงเจิดจรัสบนตัวกระบี่ ปรากฏประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบมิหยุดหย่อน
อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวตัดหินยักษ์จนแยกออกเป็นสองซีกโดยตรง!
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาคนทั้งสองตะลึงลาน ตาค้างอ้าปากค้างจนมิรู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใด
หลี่กวนฉีทอดกายลงสู่พื้น ยกเท้าเหวี่ยงเตะคนทั้งสองลอยกระเด็นออกไปทันที
“เหาะสิวะ!! มัวรอแม่งอะไรอยู่อีก!”
“ช้ากว่านี้อีกนิด พวกเราได้ถูกฝังกลบอยู่ที่นี่แน่!!”
ต้วนสงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ศิษย์น้องหลี่ ข้า… ข้าพายอดคนอีกคนเหาะมิไหวจริงๆ”
ทันใดนั้น ร่างของต้วนสงและเยี่ยเฟิงก็ถูกมือคู่หนึ่งหิ้วลอยขึ้นฟ้าอย่างฉับพลัน
แม้เยี่ยเฟิงจะอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่ยังคงเอ่ยว่า “เสี่ยวหลี่… ยอดเยี่ยมจริงไอ้เสือ…”
ยามหลี่กวนฉีลงมาถึงชั้นล่างสุด ก็เห็นโจวจื้อยังคงยืนหยัดอยู่ตรงหน้าประตูม่านแสง
ยามเห็นเขา โจวจื้อพลันโบกมืออย่างแรงพร้อมร้องบอก “กวนฉี! เร็วเข้า!! แดนเร้นลับกำลังจะพังทลายแล้ว!”
ปัง!!
สิ้นเสียงโจวจื้อ ม่านพลังสีแดงฉานพลันแตกพ่ายเป็นเสี่ยงๆ!
เศษหินนับไม่ถ้วนที่ถล่มทับอยู่บนม่านพลังร่วงหล่นลงมาในทันที!
ตึง! ตึง ตึง!!
โจวจื้อกระชับกระบี่ยาวในมือตั้งใจจะรอต่ออีกนิด ทว่าพริบตานั้นเงาร่างใบหน้าซีดขาวร่างหนึ่งกลับถูกโยนข้ามมา
และตามติดมาด้วยเงาร่างที่สอง!
โจวจื้อออกแรงผลักคนทั้งสองออกไป พลางตะโกนก้อง “เร็ว!!!”
ตู้ม!!
ศิลาเขียวระเบิดออก หลี่กวนฉีทะยานมาถึงในเสี้ยววินาที ยื่นมือคว้าตัวโจวจื้อกลับมา
ในวินาทีเฉียดฉิววิกฤต คนทั้งสองก็โผเข้าสู่รอยแยกมิติได้สำเร็จ
ครืนนนน!!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องข้างหูไม่ขาดสาย
ยามที่คนทั้งสองหนีรอดออกมาจากแดนเร้นลับ ท้องพระโรงแดนเร้นลับบนยอดเขาเทียนเจี้ยนพลันถล่มลงมาดังสนั่น!
รอยแยกมิติที่บิดเบี้ยวสลายกลายเป็นความว่างเปล่า เลือนหายไประหว่างฟ้าดินโดยสมบูรณ์
ยามหลี่กวนฉียันกายลุกขึ้น เขาก็พบว่าเหล่าอาวุโสชั้นผู้ใหญ่และประมุขสำนักกระบี่ต้าเซี่ยเกือบทั้งหมดต่างมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้แล้ว
หลี่กวนฉีเหลียวมองไปรอบทิศ ดวงตากลับแฝงความโศกเศร้าอย่างอดมิได้
ยามเข้าไปมีถึงห้าสิบนาย ทว่าขากลับมากลับเหลือเพียงสามสิบสองนายเท่านั้น