บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1679 ปัญหาเปลี่ยนทิศ
บทที่ 1679 ปัญหาเปลี่ยนทิศ
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมือแข็งทื่อและซีดเซียว เปล่งประกายความศักดิ์สิทธิ์อันเยือกเย็นอย่างสลัว
ในช่วงเวลาแห่งการปะทะ กระบี่เล่มนี้ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง แสงศักดิ์สิทธิ์ระเบิดออกมา ขณะที่มือที่ถือดาบนั้นดูเหมือนจะถูกสั่นสะเทือนด้วยพลังอันมหาศาล จนเกิดเสียงแตกหักอย่างชัดเจน
“อา! อา!” เสียงแหลมที่ฟังดูเหมือนโลหะเสียดสีกันดังก้อง
เฉินซีหันกลับไปและเห็นซากสังขารบรรพเทวาเดินโซเซอยู่ด้านหลัง ม่านตาสีแดงเลือดเปล่งประกายโหดเหี้ยมและโกรธเกรี้ยว
เฉินซีตกใจเล็กน้อย เมื่อรู้ว่ายามนี้จิตใจไม่อาจสงบได้ อีกฝ่ายที่สังเกตเห็นได้ในทันที จึงตั้งใจจะลอบโจมตีและสร้างความประหลาดใจแก่เขา
ควับ!
ครู่ต่อมา ร่างของเฉินซีก็กะพริบในขณะที่ใช้อักขระผนึกเต๋า ปกปิดรัศมีทั่วร่างอีกครั้ง และหายตัวไปจากบริเวณใกล้เคียงอย่างเงียบ ๆ
ซากสังขารบรรพเทวาตกตะลึงทันที ความสงสัยปรากฏขึ้นในดวงตาสีเลือดของมัน ก่อนจะคำรามขึ้นอย่างไม่พอใจอย่างยิ่ง
ไม่นานนัก คลื่นเสียงของอากาศที่ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ก็ดังก้องมาจากรอบตัวซากสังขารบรรพเทวามากมายหลายจุด เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ซากสังขารบรรพเทวากว่าสามสิบตัวก็มารวมตัวกันที่นี่!
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเฉินซีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเย็นเฉียบ ชายหนุ่มตระหนักดีว่า หากสู้กับซากสังขารบรรพเทวาโดยตรง เขาคงจะถูกรายล้อมด้วยฝูงสัตว์ประหลาดเหล่านี้ จนไม่สามารถหลบหนีได้
ยามนี้ ซากสังขารบรรพเทวาได้รวมตัวกัน และสื่อสารกันด้วยวิธีที่ลึกลับ แม้แต่เฉินซีก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกมันพูด
มันเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง คล้ายภาษาโบราณ ไม่ชัดเจนและแปลกไปจากสิ่งที่เคยได้ยินมาก่อน
ในไม่ช้า ซากสังขารบรรพเทวาเหล่านี้ก็แยกย้ายกันไปและบินไปในทิศทางที่ต่างกัน
“ไม่ต้องพูดถึงเทวาวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่บรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลก็คงไม่สามารถหลีกหนีจากการถูกกลุ่มซากศพเหล่านี้ล้อมรอบ…”
เฉินซีรู้สึกทึ่งอยู่ในใจ เขาไม่กล้าประมาทอีกต่อไป หลังจากยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติในพื้นที่หลายพันลี้โดยรอบ ชายหนุ่มก็เริ่มออกเดินทางเข้าใกล้แสงศักดิ์สิทธิ์สีน้ำเงิน ที่กำลังส่องขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างเงียบ ๆ
…
นี่คือซากปรักหักพังโบราณอันกว้างใหญ่ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยปราณหมานกู่วิเวก ใคร ๆ ก็สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการพังทลายของอาคารโบราณหลายแห่งได้อย่างเลือนราง
เมื่อเฉินซีมาถึงที่นี่ รูม่านตาพลันหดตัวลงในทันใด หากไม่เคยสัมผัสกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เขาก็คงจะตกใจอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะนี่คือแหล่งกำเนิดของรากบรรพชนระดับแปดตามที่คาดเดาจริง ๆ ทว่าเป็นเพราะมันมีรากบรรพชนระดับแปดนี้เป็นศูนย์กลาง และพื้นที่โดยรอบกว่าพันลี้ยังมีรากบรรพชนระดับเจ็ดถึงสี่ต้นที่เปล่งแสงสีน้ำเงินอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา!
“รากบรรพชนระดับเจ็ดสี่ต้น และรากบรรพชนระดับแปดหนึ่งอัน นี่มัน… มันช่าง…” เฉินซีอ้าปากค้าง ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตัวเองในขณะนี้ได้เลย
นี่มันน่าตกใจเกินไป เพราะทันทีที่รากบรรพชนเหล่านี้ปรากฏตัว มันถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงฉากหนึ่งของโลกแล้ว ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
เพราะท้ายที่สุด ก่อนหน้านี้เขากับกลุ่มของเล่ออู๋เหิน ได้พยายามค้นหากันอย่างหนัก และกลับมามือเปล่าโดยไม่พบอะไรเลย แต่ตอนนี้ กลุ่มรากบรรพชนกลับปรากฏขึ้นต่อหน้า ราวกับหีบสมบัติธรรมชาติ ที่จู่ ๆ ก็ตกลงมาตรงหน้าเขา เพียงจินตนาการดู ก็สามารถสัมผัสได้ว่ามันน่าตกใจขนาดไหน
แต่เพียงชั่วครู่ หัวใจของเฉินซีก็เย็นเฉียบอีกครั้ง เพราะเขาสัมผัสได้ว่ามีซากสังขารบรรพเทวาอย่างน้อยร้อยตัว ซ่อนตัวอยู่ใกล้กับรากบรรพชนทั้งห้านี้!
หลายร้อย!
ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่น่าตกตะลึงมากนัก แต่ถ้าหากสัตว์ประหลาดหลายร้อยตัวนี้ มีแข็งแกร่งเทียบได้กับบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาล เพียงแค่นั้นก็น่าหวาดกลัวเกินพอแล้ว!
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่รากบรรพชนทั้งห้านี้ ยังไม่ถูกเก็บไปจนถึงตอนนี้ เพียงซากสังขารบรรพเทวานับร้อยเหล่านี้ ก็เพียงพอให้ผู้คนไม่กล้าบุกรุกที่แห่งนี้แล้ว…” ในเวลานี้เฉินซีเริ่มระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสับสนก็คือเสียงเพรียกนั้น มาจากส่วนลึกของหมอกหนาด้านหน้านี้
นั่นหมายความว่า เสียงเพรียกนี้มันไม่เกี่ยวข้องกับรากบรรพชนระดับแปดที่อยู่ตรงหน้าเขาเลย
ในทางกลับกัน หากเฉินซีต้องการรู้ว่า เสียงเพรียกนี้มาจากตรงไหน ก็มีแต่จะต้องเดินหน้าต่อไปและสำรวจลึกเข้าไปอีก!
“เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้าก็ได้พบกับซากสังขารบรรพเทวาไปมากมาย ข้าสงสัยจริง ๆ ว่าส่วนลึกเข้าไปจะมีอันตรายอะไรอยู่อีกบ้าง” เฉินซีถอนหายใจในใจ ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนที่จะตัดสินใจในที่สุด ว่าเขาจะพยายามคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้าก่อน หากไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น เขาจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปอีก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นเขาก็พร้อมหันหลังกลับและหนีไปทันที
เมื่อเทียบกับการสำรวจและทำความเข้าใจเสียงเพรียกในใจนั่น ชีวิตของเขาย่อมสำคัญกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ฟุ่บ!
หลังจากตัดสินใจแล้ว ร่างของเฉินซีก็กะพริบเคลื่อนย้ายและเข้าใกล้รากบรรพชนระดับแปดอย่างเงียบ ๆ ตลอดทางชายหนุ่มใช้อักขระผนึกเต๋าเพื่อปกปิดรัศมีของตนและเคลื่อนไหวต่อไปอย่างระวัง เพราะเกรงว่าไปจะดึงความสนใจของซากศพโบราณเหล่านั้นเข้า
ต้องบอกว่า อักขระผนึกเต๋าที่มาจากชิ้นส่วนแผนภาพวารีหลากนั้นลึกลับและน่าเกรงขามอย่างแท้จริง เมื่อใช้ออกมาก็ทำให้เฉินซีดูเหมือนหายตัวไปและไร้ตัวตนขึ้นมาจริง ๆ จนมาถึงเบื้องหน้ารากบรรพชนระดับแปดได้อย่างปลอดภัย
แสงสีน้ำเงินที่ศักดิ์สิทธิ์และโปร่งใส ได้กลายเปลี่ยนเป็นเสาแสงยิงขึ้นไปบนท้องฟ้า พร่างพราวและแวววาว ดวงแสงที่ดูราวกับดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ ลอยนิ่งอยู่ที่ด้านล่างของซากปรักหักพัง พื้นผิวของมัน ถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีอันลึกซึ้งของมหาเต๋า และเต็มไปด้วยรัศมีบรรพชนที่พลุ่งพล่านราวกับว่ามีชีวิต
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือรากเต๋าบรรพชนระดับแปดอย่างแน่นอน!
ตอนนี้ เฉินซีไม่ได้แสดงความตื่นเต้นอะไรออกมา ในทางตรงกันข้ามชายหนุ่มกลับระมัดระวังมากขึ้น และไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ถัดจากรากบรรพชนมีซากสังขารบรรพเทวาสี่ตัวนั่งอยู่!
พวกมันหยุดนิ่งอยู่ในมุมดุจรูปปั้นสี่ทิศ รัศมีรอบตัวผสมผสานหลอมรวมกับปราณหมานกู่วิเวกรอบ ๆ หากเฉินซีไม่รู้มาก่อนว่าพวกมันน่ากลัวขนาดไหน เขาก็คงจะถูกพวกมันหลอกเอาแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น เฉินซีก็ยังคงขมวดคิ้ว เหตุผลก็คือเมื่อเขาคว้ารากเต๋าบรรพชนระดับแปดนั้น มันย่อมไปกระตุ้นปลุกซากสังขารบรรพเทวาทั้งสี่ขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย ในกรณีนี้ แม้ว่าจะมีอักขระผนึกเต๋าปกปิดรัศมีอยู่ อย่างไรพวกมันก็จะสังเกตเห็นอย่างแน่นอน!
ถ้าเป็นเช่นนั้น มันไม่ได้ยากที่จะจัดการ แต่ประเด็นสำคัญคือ ซากสังขารบรรพเทวากว่าร้อยตัวที่กำลังซุ่มอยู่ในพื้นที่หลายพันลี้นี้ต่างหาก!
นี่คือสิ่งที่เฉินซีรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากที่สุด
“ช่างลำบากจริง ๆ” เฉินซีถอนหายใจอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนมีขุมทรัพย์ถูกวางไว้ตรงหน้า แต่มันกลับเต็มไปด้วยจิตสังหารมากมายเสียจนทำให้ไม่กล้าเข้าไปใกล้เลย
“ถ้ามันไม่ได้ผลจริง ๆ ข้าก็คงต้องยอมแพ้ จากรากบรรพชนระดับเจ็ดทั้งสี่นั้น…” เมื่อไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิธีเดียวที่คิดได้คือ หันหลังกลับทันทีและวิ่งหนีไปหลังจากคว้ารากเต๋าบรรพชนระดับแปดได้แล้ว ไม่เช่นนั้นเขาก็คงจะต้องติดอยู่ที่นี่แน่
เมื่อคิดถึงจุดนี้ แววตาแห่งความมุ่งมั่นก็ฉายชัดในดวงตา อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาตั้งใจที่จะลงมือ อักขระผนึกเต๋าก็จับคลื่นการส่งเสียงผ่านกระแสปราณได้
ไม่นานนัก เนื้อหาของความคิดเหล่านั้นก็ลอยเข้ามาในหูของเฉินซี
“พี่ใหญ่ฉ่าวหนง ดูเหมือนว่าข้อมูลนี้จะเป็นความจริง นี่คงจะเป็นซากโบราณเทวาล่วงลับ ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือโบราณของสำนักเต๋าแน่!”
“รากเต๋าบรรพชนระดับแปด! มีเพียงซากโบราณเทวาล่วงลับเท่านั้น ที่สามารถสร้างรากเต๋าบรรพชนที่มีคุณภาพเช่นนั้นได้…”
“ทุกคนระวังตัวด้วย อย่าทำให้สัตว์ประหลาดพวกนั้นตื่น!”
“พี่ลั่ว ท่านระวังตัวเกินไปแล้ว สัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่ใช่คู่มือของเราหรอก”
“ตี้จวิน มีเพียงเจ้าและข้าเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดเหล่านั้นได้ เจ้าคิดว่าเราจะสามารถทำลายซากสังขารบรรพเทวากว่าร้อยตัวได้ด้วยตัวเองงั้นหรือ?”
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?”
“หุบปาก! ฟังข้าหากเจ้าต้องการรากเต๋าบรรพชนระดับแปด ไม่เช่นนั้น ก็ไปซะ!”
“ฮึ่ม! เอาละ! ข้าจะฟังท่าน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถเอารากเต๋าบรรพชนระดับแปดมาให้ข้าได้จริง ๆ ไม่เช่นนั้น ข้าก็จะไม่ช่วยเก็บรากเต๋าบรรพชนระดับเก้านั้นแล้ว!”
การส่งเสียงผ่านกระแสปราณหยุดลงอย่างกะทันหัน
ซากโบราณเทวาล่วงลับ! เแค่ชื่อก็รับรู้ได้ว่า ลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคนอื่น ๆ ได้รับข้อมูลที่แม่นยำและเตรียมตัวพร้อมมาอย่างดี
นี่คือความแตกต่างระหว่างภูมิหลังของพวกเขากับลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคนอื่น ๆ ที่มาจากนิกายและกองกำลังที่ใหญ่โต ที่ซึ่งมีทรัพยากรและทุนสำรองพิเศษเหลือใช้ ข้อมูลที่คนเหล่านั้นได้รับนั่นย่อมชัดเจนกว่าข้อมูลที่ครอบครองโดยผู้เยี่ยมยุทธ์ทั่วไป
ตัวอย่างเช่น เฉินซีที่มาถึงที่นี่ได้โดยบังเอิญเท่านั้น ไม่เช่นนั้น ด้วยตัวตนของเขา คงไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ชื่อของสถานที่แห่งนี้คือซากโบราณเทวาล่วงลับ
แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากการมาถึงของลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคนอื่น ๆ ทำให้เฉินซีรู้สึกกดดันขึ้นมาในทันที
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะต้องต่อสู้กับซากศพโบราณเหล่านั้น เขายังต้องป้องกันไม่ให้กลุ่มของลั่วฉ่าวหนงใช้ประโยชน์จากตน ในขณะที่กำลังต่อสู้กับศพโบราณด้วย
ในความเป็นจริง เฉินซีก็มั่นใจว่าลั่วฉ่าวหนงและคนอื่น ๆ จะต้องทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นกับจวนอวี๋สุ่ยคือตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนี้
เขาควรจะทำอย่างไรดี? เฉินซีครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าของลั่วฉ่าวหนง ตี้จวินและคนอื่น ๆ ที่เริ่มเข้ามาใกล้สถานที่แห่งนี้ขึ้นทุกที
หรือก็คือ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่งและไม่อาจล่าช้าได้!
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มสะบัดนิ้วเบา ๆ และใช้สะบั้นไร้ลักษณ์ฟันออกไปไกล
โครม!
มิติระเบิดออกเป็นชิ้น ๆ ความว่างเปล่าที่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ ถูกฟันออกเป็นเสี่ยง ๆ สร้างเสียงดังก้องดุจเสียงฟ้าคำรามที่ทำให้หูหนวก
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ซากสังขารบรรพเทวาทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบก็สะดุ้งตื่นและลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ม่านตาสีแดงเลือดกว่าร้อยคู่ แวววาวท่ามกลางหมอกหนาราวกับโคมไฟ
สวรรค์และปฐพีถูกเติมเต็มไปด้วยแรงกดข่มที่รุนแรงยิ่ง มันทั้งเดือดดาลและน่าสยดสยองในเวลาเดียวกัน
“บัดซบ!”
“พวกมันเจอเราแล้ว!”
“หุบปาก!”
“มันสายเกินไปแล้ว ดูเหมือนว่าเราจะทำได้เพียงสู้เท่านั้น”
“ข้าบอกแล้วว่าเราควรฆ่าพวกมันแต่แรก ทำไมต้องระวังเสียขนาดนั้นด้วย? ทว่าตอนนี้ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้ว”
เกือบจะในเวลาเดียวกันก็มีเสียงอุทานดังก้องขึ้นจากที่ไกล ๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคนอื่น ๆ และมันดึงดูดความสนใจของซากศพโบราณเหล่านั้นไปในทันที
ชั่วครู่ต่อมา เสียงกรีดร้องที่ฟังดูเหมือนการเสียดสีของโลหะก้องขึ้น ซากสังขารบรรพเทวาเหล่านั้นราวกับฉลามที่ได้กลิ่นเลือด พวกมันคำรามและพุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คลื่นเสียงนั้นทรงพลังมากจนสีของโลกเปลี่ยนไป
“ขอให้สนุกนะ” เมื่อเห็นสิ่งนี้ เฉินซีก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก จากนั้นเขาก็หันไปหารากเต๋าบรรพชนระดับแปดที่อยู่