บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1680 ที่มาของเสียงเพรียก
บทที่ 1680 ที่มาของเสียงเพรียก
หลังจากที่เขาใช้วิชาสะบั้นไร้ลักษณ์ เฉินซีก็หลบไปด้านข้างอย่างเงียบ ๆ มองสี่ซากสังขารบรรพเทวาซึ่งยืนคุ้มกันในบริเวณรอบข้างพุ่งเข้าใส่ลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคณะ
ขณะเดียวกัน เขาสะบัดแขนกวาดรากเต๋าบรรพชนระดับแปดในลักษณ์ดวงแสงศักดิ์สิทธิ์สีน้ำเงินเรืองรองนั้นไปอย่างไม่ลังเล
ไม่ได้ดึงความสนใจของผู้ใดตั้งแต่เริ่มจนจบ
วูบ!
เฉินซีไม่มีเวลามามัวตื่นเต้น และไม่ได้เสียเวลาไปกับสิ่งใด ร่างสูงใหญ่วูบไหวเช่นควันไร้ลักษณ์ พุ่งเข้าไปหารากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดซึ่งอยู่ด้านข้าง
ตู้ม!
ศึกที่ปะทุอยู่ไกล ๆ ทำให้ลั่วฉ่าวหนง ตี้จวิน และคนอื่น ๆ ต้องเผยตัว พวกเขาถูกรุมล้อมโดยสังขารบรรพเทวาเกินร้อยตัว ต่อสู้กันเสียจนฟ้าดินหม่นแสง ตะวันจันทราจืดจาง
เสียงก่นด่าอย่างโกรธเคืองดังมาจากสมรภูมิเป็นครั้งคราว และทำให้เฉินซีทอดถอนใจในอกเช่นกัน
ขณะนี้ ปราณของเฉินซีถูกอักขระผนึกเต๋าอำพราง และรวบรวมรากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดสามชิ้นได้ในชั่วไม่กี่อึดใจ
ไกลออกไป เสียงการต่อสู้ทวีความดังสนั่น สารพัดทักษะวิชาและสมบัติศักดิ์สิทธิ์พุ่งปะทะ รัศมีเรืองรองพริบพราวตามกัน ยิ่งใหญ่ครอบคลุมฟ้าดินทั่วทิศ
ถึงขนาดที่เฉินซีต้องหลบอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลงจากศึกเข้า
วูบ!
ร่างวูบไหวซ้ำ ๆ เคลื่อนไหวไปมาในมิติอันบิดเบี้ยวพังทลาย ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็มาถึงตรงหน้ารากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดชิ้นสุดท้ายอย่างปลอดภัย
ทว่าขณะที่เขากำลังคิดจะคว้ารากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดชิ้นนั้น การเคลื่อนไหวชะงักเฉียบพลัน
จนต้องหลบไปข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
หนึ่งดวงตะวันอันควบแน่นจากอสนีบาตดำทมิฬพุ่งเฉี่ยวร่างของเฉินซีไปขยี้แดนดินใกล้เคียง ทำให้พื้นดินในรัศมีร้อยลี้สั่นสะท้านถล่มร่วงเป็นผุยผงในทันที เกิดเป็นหลุมขนาดมหึมาจากแค่การโจมตีนี้!
“ฮึ! ข้าว่าแล้วว่าเรื่องนี้ต้องมีบางอย่างพิกล ไม่คาดเลยว่าจะเป็นฝีมือเจ้าลอบเล่นอุบายในที่ลับ!” หนึ่งเสียงอันเย็นชา ดุดัน และเปี่ยมจิตสังหารสุดขั้วกึกก้องมาไกล ๆ ในฟ้าดิน
ลั่วฉ่าวหนง! ดวงตาของเฉินซีหรี่ลง เขาสังเกตเห็นในทันทีว่า ณ สมรภูมิอันห่างออกไป เรือนผมยาวของลั่วฉ่าวหนงส่ายสะบัด ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมเสน่ห์ปกคลุมด้วยสีหน้าอาฆาตอันเย็นเยียบ ยิ่งกว่านั้น ทั้งร่างยังพลุ่งพล่านเต็มไปด้วยอัสนีทมิฬและพลังศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เหมือนเทพอัสนีผู้ทรงอำนาจไร้เทียมทาน
ซากสังขารบรรพเทวามากมายล้อมอยู่ในบริเวณใกล้เคียงลั่วฉ่าวหนง ทว่า นับแต่แรกจนบัดนี้ อย่าว่าแต่ทำร้ายเลย พวกมันยังไม่อาจทะลวงผ่านชั้นอัสนีทมิฬซึ่งปกคลุมรอบกายของเขาได้ด้วยซ้ำ
ถึงขนาดที่ไม่จำเป็นต้องขยับ ก็สามารถสยบซากสังขารบรรพเทวาเหล่านั้นได้เพียงแค่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว!
พลังศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้กล่าวได้ว่าสะท้านดาราจักรอย่างยิ่ง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในฐานะอันดับสามบนเทียบอันดับรู้แจ้งวิญญาณ อำนาจต่อสู้ของลั่วฉ่าวหนงแข็งแกร่งเกินธรรมดาเพียงใด
“ที่แท้ก็เป็นเจ้านั่น!”
“สารเลวเอ๊ย! ข้ากะแล้วว่ามีบางอย่างพิกล!”
ขณะเดียวกัน ตี้จวินและผู้บ่มเพาะคนอื่น ๆ พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง และเดือดดาลจนดวงตาเจียนถลนจากเบ้า แผดเสียงด้วยโทสะดังสนั่น
ด้วยฐานะของพวกเขา ประกอบกับสัจธรรมที่ร่วมมือกันกับลั่วฉ่าวหนง ไหนเลยจะเคยถูกผู้อื่นหลอกใช้
ทว่าพวกเขาก็ทำได้แค่แผดเสียงอย่างเดือดดาลเท่านั้น ก่อนที่ซากสังขารบรรพเทวาจะรุมเข้ามาดุจโซ่ตรวน ทำให้ไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก
เฉินซีทำเพียงเหลือบมองลั่วฉ่าวหนง ก่อนที่ร่างจะวูบไหว พุ่งเข้าใส่รากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ด
รากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดชิ้นนี้เจียนมลายไปจากการโจมตีของลั่วฉ่าวหนงอยู่แล้ว ดังนั้นหากเขาไม่ลงมือเสียเดี๋ยวนี้ รากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดก็จะถูกทำลายไปเช่นนั้น!
หากสมบัติล้ำค่าในฟ้าดิน พบได้เพียงวาสนานี้ถูกทำลายไป ก็ควรค่าบังเกิดโทสะจริงแท้
“หยุดตรงนั้นเลย!” พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นของลั่วฉ่าวหนง ดวงตะวันอัสนีทมิฬอันเรืองรองรัศมีศักดิ์สิทธิ์ก็พุ่งโถมเข้าใส่เฉินซีอีกครั้ง ขวางทุกทางหนีไว้ จนไม่อาจหลบเลี่ยง
เคร้ง!
หนึ่งเสียงกระบี่ขับขาน เฉินซีฟาดฟันไปเบื้องหลังโดยไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
เปรี้ยง!
ผลกระทบจากการปะทะนั้นทำให้แก่นโลหิตในกายเฉินซีป่วนปั่น รู้สึกราวร่างถูกภูเขาลูกมหึมากดกระแทก
ทว่าพริบตาต่อมา เฉินซีพลันกัดฟัน ใช้แรงกระแทกนี้เป็นแรงส่ง ดีดตัวสะบัดแขนเสื้อเก็บรากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดไป
ลั่วฉ่าวหนงเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย เหมือนไม่คาดคิดว่าเฉินซีจะรับการโจมตีของตนไว้ได้
หลังจากนั้น สีหน้าของเขาพลันย่ำแย่ พูดออกมาเสียงเย็น “เฉินซี แม้เจ้าจะชิงรากเต๋าบรรพชนทั้งหมดไปได้ แต่สุดท้ายเจ้าก็เป็นได้เพียงเหยื่อ ข้าแนะนำให้เจ้าส่งมันมาเสียตอนนี้จะดีกว่า แล้วข้าจะอภัยให้เจ้า ให้เรื่องมันจบผ่านไปได้”
เสียงของเขาเย็นเยียบเชือดเฉือน เผยอำนาจกดดันข่มขู่
“ให้เรื่องมันจบผ่านไปได้? ฮะ ๆ ข้า เฉินซี ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย!” เฉินซีส่ายหัว กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น แล้วเคลื่อนย้ายมิติไปสู่ส่วนลึกของซากโบราณเทวาล่วงลับอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เพียงเพราะต้องการเลี่ยงการขัดจังหวะและการข่มขู่จากกลุ่มของลั่วฉ่าวหนงเพียงเท่านั้น เหตุผลสำคัญที่สุดคือ หลังจากที่คว้ารากเต๋าบรรพชนทั้งห้ามา เขาก็อยากฉวยโอกาสหาว่าที่มาของเสียงเพรียกซึ่งก่อตัวในใจอย่างต่อเนื่องนี้คือสิ่งใด
วูบ!
มิติสั่นสะท้าน แล้วร่างของเฉินซีก็อันตรธานไปทันที
ตู้ม!
ร่างของเขาพลันสะท้าน บรรยากาศยิ่งใหญ่กดดันก่อตัวหนาแน่นในฉับพลัน แล้วอัสนีทมิฬเกินนับสายก็ปะทุออกมา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังกึกก้องระรัว ซากสังขารบรรพเทวาทั้งหลายในบริเวณรายร้อมถูกอัสนีทมิฬนับไม่ถ้วนจมลงไปก่อนทันได้แผดเสียง ร่างแหลกสลายไปท่ามกลางเสียงกัมปนาท ก่อให้เกิดผืนดินว่างโล่งขนาดใหญ่
เหตุการณ์นี้ทำให้ตี้จวินและผู้บ่มเพาะคนอื่น ๆ ตกตะลึงในใจและหันมองเป็นตาเดียว
“ตามไปฆ่าเฉินซีกัน!” ลั่วฉ่าวหนงแค่นเสียงสองสามคำเบา ๆ ทว่าเชือดเฉือนดุจคมมีด เปี่ยมจิตสังหารทะลุทะลวง
……
วูบ! วูบ!
มิติแยกออกดุจธารนที ขณะที่ร่างของเฉินซีพุ่งทะยานเหมือนมีดคม ความเร็วนั้นเหลือเชื่อนัก
การได้รากเต๋าบรรพชนระดับแปดหนึ่งชิ้น และรากเต๋าบรรพชนระดับเจ็ดอีกสี่ชิ้นมานั้นไม่ได้ทำให้เฉินซีรู้สึกยินดีมากนัก หากเป็นไปได้ เขาอยากใช้โอกาสนี้ชิงรากเต๋าบรรพชนขั้นจักรพรรดิระดับเก้ามามากกว่า
กลุ่มของลั่วฉ่าวหนงถูกหลอกใช้เช่นนั้น ต้องไม่สบอารมณ์กันอย่างแน่แท้ ทว่ายิ่งมุ่งหน้าเข้าไปลึก ซากโบราณเทวาล่วงลับก็ยิ่งทวีความอันตราย ทุกอย่างจะขึ้นกับว่าพวกเขากล้าพอตามข้ามากันหรือไม่…. เฉินซีครุ่นคิดขณะโผนทะยาน
ชายหนุ่มไม่กลัวที่จะต้องสู้กับลั่วฉ่าวหนง แต่ว่าหากให้สู้กับผู้บ่มเพาะมากมายเพียงลำพัง เขาย่อมไม่โง่พอจะไปสู้กับคนนเหหล่านี้ซึ่ง ๆ หน้า
เหตุผลเป็นเพราะลั่วฉ่าวหนงไม่ใช่มหาเทวาวิญญาณเพียงหนึ่งในกกลุ่มนั้น ยังมีตี้จวินอีกคน การผนึกกำลังของพวกเขาก็ทำให้เฉินซีครั่นคร้ามอยู่เช่นกัน หากมีทางเลือกอื่น ย่อมไม่ปะทะตรง ๆ แน่นอน
ช่างมันเถอะ ข้าจะไปรวมตัวกับพวกเล่ออู๋เหินทันทีหลังจากพบว่าสิ่งใดกันเพรียกเรียกข้า เฉินซีสูดหายใจลึก ๆ แล้วหยุดคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ไป เริ่มให้ความสนใจบริเวณรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ยิ่งมุ่งหน้าลึกเข้าไปในซากโบราณเทวาล่วงลับ ปราณหมานกู่วิเวกในฟ้าดินยิ่งหนาแน่นเสียจนดูจับต้องได้ มันกินพื้นที่ทุกซอกมุม หากคนธรรมดาเข้ามาที่นี่ คนผู้นั้นคงหลงทางไม่อาจหลุดพ้นได้ชั่วนิรันดร์
ไม่เพียงเท่านั้น ในอากาศยังเริ่มให้ความรู้สึกอันชวนให้หัวใจกระสับกระส่ายอยู่ไม่สุข นอกจากนั้น ยังเงียบงันวังเวงอย่างประหลาด
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความรู้สึกนี้ยิ่งทวีความเข้มข้นรุนแรง ทำให้เฉินซีรู้สึกกระสับกระส่ายครั่นคร้ามเล็กน้อย
หากเป็นเวลาอื่น เขาคงหันหลังกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวนานแล้ว
ทั้งหมดนี้ทำให้เฉินซีมุ่งหน้าไม่หยุดยั้ง ไม่หยุดฝีเท้าหันกลับ
ระหว่างทาง ใช่ว่าจะไร้อันตราย เพราะจำนวนซากสังขารบรรพเทวาท่ามกลางม่านหมอกไร้ขอบเขตนี้ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นตามระยะทางที่เข้ามาในซากโบราณเทวาล่วงลับ
โชคยังดีที่เฉินซีอำพรางปราณของตนด้วยอักขระผนึกเต๋า ไม่เช่นนั้น เขาคงต้องสู้กับซากสังขารบรรพเทวาทั้งหลายไปตลอดทางแน่แท้
สองชั่วยามเต็มผ่านไป จู่ ๆ เฉินซีก็รู้สึกว่าแรงกดดันบนร่างค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ปราณหมานกู่วิเวกตรงหน้าแหวกออก ทำให้เห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจนอย่างยิ่ง
ทว่าทันใดนั้นเอง เฉินซีก็ชะงักค้าง!
ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏเค้าตกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่ร่างเกร็งชะงักเฉียบพลัน
ที่นี่เป็นฟ้าดินอันดำทมิฬ ท้องนภาดำสนิทดุจหมึก ความมืดนั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ขณะเดียวกัน พื้นดินดูเหมือนจะเป็นที่ราบเปิดกว้างสุดหูตา
ขณะนี้ ซากสังขารบรรพเทวานับพัน ๆ ตัวยืนอยู่ ณ ที่ราบกว้างนั้น!
ทุกร่างสวมชุดเกราะเสียหาย ปกคลุมด้วยปราณมรณะดำทมิฬ ดวงตาปิดสนิทขณะยืนเงียบนิ่ง เรียงแถวกันสุดตา หนาแน่นเกินนับ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ซากสังขารบรรพเทวาเหล่านี้อยู่ทั่วเต็มไปหมด!
เป็นเหตุชวนตะลึงเกินไป!
ราวกับทัพมหึมาของบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลประจำการอยู่ที่นี่ เงียบงันเกรียงไกร ทว่าเพียงพอให้หัวใจสรรพสิ่งเกิดความหวาดผวา
เหลือเชื่อเกินเข้าใจยิ่งนัก
ขณะที่เฉินซีเห็นเหตุการณ์นี้ ร่างของเขาก็ชาวาบทั่วสรรพางค์ ความตกตะลึงเกินหนใดบังเกิดในดวงจิต
ตกลงที่นี่เป็นสถานที่เช่นไรแน่? เหตุใดจึงมีซากสังขารบรรพเทวามากมายเพียงนี้? พวกเขามายืนอยู่ที่นี่กันเพื่อการใด?
เนิ่นนานจากนั้น เฉินซีฟื้นความเยือกเย็นได้เล็กน้อย และยามนี้เอง เขาจึงสังเกตเห็นว่า ณ สุดสายตามีเจตจำนงกระบี่อันดุร้ายให้สังเกตพบเลือนราง
แม้จะอยู่แสนห่างไกล แต่มันก็ยังทำให้เฉินซีตะลึงในใจได้อยู่ดี เพราะปราณนั้นกลับทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาได้เล็กน้อย
ขณะเดียวกัน เสียงเพรียกอันเกาะกุมหัวใจเสมอมาพลันรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล เผยความรู้สึกโหยหา ชี้ไปทางเจตจำนงกระบี่อันอยู่ไกลลิบสุดสายตานั่น….