บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1690 แท่นดอกบัวปรากฏทุกย่างก้าว
บทที่ 1690 แท่นดอกบัวปรากฏทุกย่างก้าว
ครืน!
วิญญาณอัสนีจากมหาเต๋าแห่งสายฟ้าถูกฟันขาดสองท่อนภายใต้คมกระบี่ ร่างสูงกว่าหมื่นจั้งกลายเป็นฝนแสงโปรยลงมาแล้วหายไปไม่เหลือร่องรอย
เฉินซีชะงักไปทันใด มองกระบี่ราชาเซวียนที่เสียหายในมือ รู้สึกตกตะลึงยิ่ง ไม่เคยคิดเลยว่าดาบเก่าคร่ำครึ กลับมีอำนาจสูงส่งเช่นนี้ได้
ถ้าเขารู้ว่ากระบี่เล่มนี้มีความสามารถสะท้านฟ้ามาตั้งแต่ต้น มีหรือจะต้องลำบากลำบนมาตลอดการเดินทางมาที่นี่?
เฉินซีเงียบไปเล็กน้อยก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นเก็บยันต์ศัสตราไป และใช้กระบี่ราชาเซวียนแทน จากนั้นจึงมุ่งหน้าต่อ
ผ่านไปชั่วครู่ จิตวิญญาณที่เกิดจากพลังมหาเต๋าแห่งดาราก็ปรากฏตัวขึ้นมา มันควบคุมดาราทั้งหลาย เหมือนเป็นผู้ปกครองแห่งจักรวาล ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เฉินซีอย่างรุนแรง
จิตวิญญาณนั่นแกร่งกว่าวิญญาณอัสนีเสียอีก ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายมหาเต๋าแห่งดารา เหมือนมีดาราจำนวนมากกำลังซัดเข้าใส่ แค่แรงกดดันของมันก็ทำให้ทั่วร่างเฉินซีแข็งค้างได้แล้ว แทบหายใจไม่ออก หากไม่มีสิ่งใดมาขวางก็คงถูกการโจมตีครั้งนี้ซัดปลิวเป็นแน่
ทว่ากระบี่ราชาเซวียนในมือกลับสั่นสะท้านขึ้น มันเปล่งแสงลึกลับออกมาทำลายแรงกดดันทั้งหลายจนแตกสลายหายไปหมด
มันมีจิตรู้คิดและมีความทรงจำเสียด้วย! เฉินซีตกใจ ยิ่งรู้สึกว่าสถานที่นี้แปลกประหลาดชอบกล
ชายหนุ่มจึงซัดกระบี่ไปทางมันอย่างไร้ลังเล
น่าเสียดายที่จิตวิญญาณซึ่งกลั่นจากมหาเต๋าแห่งดาราเห็นว่าตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบจึงรีบหายตัวไปทันใด มันหนีไปแล้วและไม่กล้าขวางทางเฉินซีอีก
อย่างที่คิดเลย ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเซวียนทั้งสิ้น! เฉินซีเห็นแล้วก็ยิ่งมั่นใจเรื่องที่คิดไว้
ฟ้าว!
เฉินซีโคจรพลังบ่มเพาะ ถือกระบี่ราชาเซวียนเก่าครึไว้ในมือแล้วฟันออกไปพลางมุ่งหน้าต่อ
ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าแรงกดดันทั้งหลายที่ขวางทางด้านหน้าถูกทำลายกระจายหายไปโดยง่าย ไม่อาจขวางกั้นหนทางเขาได้อีก
ไม่ต่างจากการเดินบนพื้นปกติ เป็นการเดินทางที่ง่ายยิ่งนัก
แทบจะในจังหวะเดียวกันนั้น เฉินซีก็เห็นว่าระหว่างที่ใช้กระบี่ราชาเซวียนมุ่งหน้าต่อไปนั้น เขาก็ไม่เจอกับร่างจิตวิญญาณของมหาเต๋าขวางทางอีกเลย
จึงทำให้เฉินซีตกตะลึงอีกครั้ง ได้แต่คิดว่าประตูแห่งมหาเต๋าคงถูกเซวียนผนึกไว้เมื่อหลายปีก่อนกระมัง
เพราะถ้าไม่ใช่เช่นนั้น เหตุใดตอนนี้ข้าถึงโชคดีเช่นนี้ได้?
ฟ่าว! ฟ่าว!
ไม่ว่าระหว่างทางเฉินซีจะคิดอย่างไร แต่กลิ่นอายมหาเต๋าทั้งหลายก็ถูกเขาดูดซับไปหมด ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังบ่มเพาะเต๋าศักดิ์สิทธิ์ภายในร่าง….
เช่นนี้ก็เรียกว่าโชคดีได้ไม่ใช่หรือ?
ภายหลัง เฉินซีรู้สึกว่าร่างกายตนปริ่มไปด้วยกลิ่นอายมหาเต๋า รู้สึกเหมือนเต็มอิ่มและใกล้ระเบิดเต็มที
ทว่าเฉินซีก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่พลังบ่มเพาะเต๋าศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นก็ยังไม่สามารถรุดหน้าขึ้นสู่ขั้นสูงได้เลย
อีกแค่เสี้ยวเดียวก็จะบรรลุขั้นแล้วแท้ ๆ!
แต่ก็เหมือนหุบปากกว้างที่มิอาจข้ามผ่าน ทำให้เฉินซีเข้าใจชัดเจนว่า แม้จะมีพลังเต๋าศักดิ์สิทธิ์มากพอแล้ว แต่ก็ยังขาดส่วนสำคัญที่จะทำให้บรรลุพลังได้
เมื่อเข้าใจดังนั้นแล้ว เฉินซีก็ไม่สนใจมันอีก ยังคงก้าวหน้าต่อไปเรื่อย ๆ
แท้จริงแล้วตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลังบ่มเพาะด้านแปรสภาพปราณหรือความเข้าใจในเต๋า ก็ล้วนอยู่ที่จุดสูงสุดแล้วทั้งสิ้น
หรือก็คือ พลังของเขาในตอนนี้ได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ หากอยากทะลวงพลัง ก็เหลือเพียงเส้นทางเดียวที่ต้องเลือกเดินนั่นคือ การขึ้นสู่ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาล!
ไม่อย่างนั้น ไม่ว่าจะบ่มเพาะพลังต่อไปอย่างไร เขาก็แทบไม่อาจพัฒนาอะไรขึ้นได้อีก
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รู้กันในโลกแห่งการบ่มเพาะพลัง ซึ่งเฉินซีเองก็รู้ดี และรู้ว่าในหมู่ผู้เยี่ยมยุทธ์ขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ ไม่อาจหาใครเทียบเคียงเขาได้อีกแล้ว!
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถัดจากนี้เกินกว่าที่จินตนาการไว้มาก
เพราะระหว่างที่เดินหน้าต่อ แม้การแปรสภาพปราณและความเข้าใจเต๋าจะมาถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่แท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยเด่นอยู่กลับกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง!
เทวารู้แจ้งวิญญาณคือผู้ที่สามารถสร้างแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ในจิตวิญญาณขึ้นมาได้
เมื่อดูจากจำนวนประทีปวิญญาณของแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งออกมาจากแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์แล้ว ผู้เยี่ยมยุทธ์ขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณจะถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตัวอย่างเช่น แท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่เฉินซีสร้างขึ้นมานั้นมีเก้าประทีปวิญญาณบนแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเขาจึงนับว่าเป็นมหาเทวาวิญญาณ ซึ่งเป็นพลังสูงสุดที่สามารถมีได้ในขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณแล้ว
ตัวอย่างเช่น ยอดฝีมือร้อยอันดับแรกบนเทียบอันดับรู้แจ้งเขตแดนล้วนเป็นมหาเทวาวิญญาณที่สามารถสร้างแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีเก้าประทีปวิญญาณได้ทั้งสิ้น แต่ที่มีอันดับต่างกันนั้นเป็นเพราะความต่างเรื่องพลังต่อสู้
อธิบายโดยง่ายคือ ใครที่มีเก้าประทีปวิญญาณของแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์อยู่ หมายความว่าได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ ล้วนเป็นผู้สูงสุดในขอบเขตแล้ว
ทว่าตอนนี้เฉินซีกำลังดูดซับกระแสพลังมหาเต๋าเข้ามาเป็นจำนวนมาก เก้าประทีปวิญญาณซึ่งอยู่บนแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยอยู่เหนือจิตวิญญาณกำลังเปล่งสัญญาณ ว่ากำลังผสานเข้าด้วยกัน!
เก้าประทีปวิญญาณนั้นแบ่งออกเป็นสีแดงเลือด สีส้ม สีเหลือง สีเขียวแก่ สีน้ำเงินเข้ม สีคราม สีม่วง สีดำ และสีขาว ล้วนแตกต่างกันทั้งสิ้น มันทำงานร่วมกัน และดำรงอยู่โดยรอบแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ในจิตวิญญาณ นี่คือพลังของมหาเทวาวิญญาณ
ทว่าตอนนี้ เก้าประทีปวิญญาณบนแท่นบูชาเต๋าศักดิ์สิทธิ์กำลังผสานเข้าด้วยกัน เมื่อเวลาผ่านไปพวกมันก็ค่อยเผยพลังที่รวมเป็นหนึ่งออกมา
เก้าประทีปผสานเป็นหนึ่ง!
ตอนนี้เก้าประทีปวิญญาณกำลังมาบรรจบกันแล้ว!
ด้วยความรู้ของเฉินซีในตอนนี้ เขายังไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่ในเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นมีขึ้น เขามั่นใจได้ว่าจิตวิญญาณจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเป็นแน่ จิตสัมผัส เจตจำนง และพลังภายในร่างย่อมแกร่งตามไปด้วยไม่ผิดแน่!
ตอนนี้กระทั่งเฉินซียังอดตื่นเต้นไม่ได้ ความหวังถือกำเนิดเกิดขึ้นในใจ หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เขาจะแข็งแกร่งมากขึ้นแค่ไหนกันนะ?
…
“เวลาผ่านไปกว่าสิบวันแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ได้ข่าวอะไรอีก?”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่เห็นหรือว่าพวกลั่วฉ่าวหนงเองก็ยังไม่กลับมา? ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเฉินซียังไม่เป็นอะไรไปหรอก”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง เฉินซีก็คงแกร่งเกินไปแล้ว ยังไงเขาก็อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ได้ ไม่รู้ว่าคนผู้นี้มาจากไหนกันแน่”
“จำได้ไหมว่าเมื่อแปดพันปีก่อนข้าเคยพูดถึงหวังเจี้ยนเฉิน? ชื่อเขาไม่ได้อยู่บนเทียบอันดับรู้แจ้งวิญญาณเหมือนกัน แต่กระบี่ของเขาก็สร้างแรงสะเทือนไปทั่วโลกา ไม่มีใครในสำนักเต๋าแห่งเอกภพจักรวรรดิต้านทานเขาได้เลย ภายหลังก็ได้รับฉายานามว่ามารกระบี่ หากเอาไปเทียบกับหวังเจี้ยนเฉินเมื่อหลายปีก่อน เฉินซีก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก”
“หรือว่าเฉินซีอาจจะเป็นหวังเจี้ยนเฉินคนที่สองนั้นหรือ?”
“ไม่หรอก แต่ละคนก็เดินต่างเส้นทางกันไป เฉินซีก็คือเฉินซี หวังเจี้ยนเฉินก็คือหวังเจี้ยนเฉิน แต่อย่างไรทั้งสองคนก็เป็นยอดฝีมือที่โลกไม่ล่วงรู้เหมือนกัน”
ไม่มีใครคิดเลยว่าชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ากลุ่มมาได้ไม่นานกลับเผยคมในซากโบราณสถานรกร้างหมานกู่ เหมือนดาวตกที่พุ่งผ่านฟ้าไม่ว่าใครก็มองไม่ทัน
ฟ่าว!
ในระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น ร่างหนึ่งก็แวบเข้าห้องโถงมา พริบตานั้นเขาก็มาปรากฏอยู่หน้าประตูที่นำไปสู่ทางเดินแห่งมหาเต๋า
เขาสวมชุดหลวงจีนสีขาวแสงจัทร์และรองเท้าฟาง และถือไม้เท้าไม้เก่า ๆ ชิ้นหนึ่งไว้ ใบหน้าสงบนิ่ง ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเยือกเย็นมั่นคงและสุขุม เขาก็คือเจียหนาน ผู้รั้งอันดับเจ็ดบนเทียบอันดับรู้แจ้งวิญญาณ!
สิบวันหลังจากเฉินซีเข้าประตูแห่งมหาเต๋าไปแล้ว ตอนนี้เขากลับมาถึงที่นี่ด้วยตัวคนเดียว และทำท่าราวกับจะก้าวเข้าสู่ประตูแห่งมหาเต๋าเช่นกัน
เล่ออู๋เหินและคนอื่น ๆ เห็นแล้วก็ชะงักไป เขามาช้าเกินไปแล้ว ถึงจะเข้าไปตอนนี้ก็คงสู้กับพวกลั่วฉ่าวหนงและเฉินซีไม่ได้ เหตุใดจึงยังไม่ยอมแพ้ไปอีก?
อวี๋ชิวจิงจึงร้องออกมา “เจียหนาน เจ้าไม่มีโอกาสแล้ว ถอยออกมาเถอะ!”
“ฟ้าเป็นผู้ลิขิตโชคชะตา ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว จะช้าจะเร็วมันต่างกันอย่างไร?” เจียหนานเอ่ยเสียงสุขุมไม่หันกลับมามอง
“แต่… นั่นมันประตูแห่งมหาเต๋า มันเต็มไปด้วยจิตสังหารนะ!” อวี๋ชิวจิงมุ่นคิ้วกล่าว
“ขอบคุณที่เตือน สหายเต๋า” แม้เจียหนานจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าขากลับก้าวออกไปแล้วหายไปในประตูบานนั้น
“ศิษย์นิกายพุทธหัวดื้อเข้าใจยากเสียจริง” อวี๋ชิวจิงได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ
“อย่าได้ประมาทเขาเชียว ในหมู่กองกำลังทั้งหลายในเอกภพจักรวรรดิ นิกายพุทธนั้นลึกลับกว่าเขาเทพพยากรณ์เสียอีก ศิษย์ที่นั่นแทบไม่เคยปรากฏตัวบนโลกเลย หากตัวเจียหนานไม่ลงมาตามหาเส้นทางค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เขาก็คงไม่ก้าวเท้าออกจากนิกายเช่นกัน อันดับอาจดูด้อยกว่าลั่วฉ่าวหนง แต่จะประเมินพลังต่ำไปไม่ได้” เล่ออู๋เหินมีสีหน้าเคร่งเครียด เผยแววเคร่งขรึมออกมา “ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเฉินซีก็ได้!”
เขาพูดจบ ใจทุกคนก็สั่นสะท้าน ตกลงสู่ภวังค์ความคิดอันลึกล้ำ
…
เบื้องหลังประตูแห่งมหาเต๋า
เจียหนานยืนอยู่บนเส้นทางของตนเองเงียบ ๆ อยู่นาน จากนั้นใบหน้ามั่นคงไร้อารมณ์ก็บังเกิดรอยยิ้มหนึ่งขึ้น
เขารู้ว่าตนเองมาทันเวลาพอดี
จากนั้นเขาก็ประกบมือเข้ากับไม้เท้าเก่าในมือ แล้วโค้งตัวลงเล็กน้อย กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ด้วยความจริงใจและจริงจัง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินหน้าต่อ
“สรรเสริญพระพุทธองค์”
“สรรเสริญพระพุทธองค์”
“สรรเสริญพระพุทธองค์…”
กระแสเสียงสวดมนต์กระจายออกเป็นวงคลื่นสีทอง แท่นดอกบัวหยกขาวจำนวนมากปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้า มันเบ่งบานออกมา เต็มไปด้วยกระแสพลังศักดิ์สิทธิ์กำจายไปทั่ว
เขาย่างลงไปบนแท่นดอกบัวเหล่านั้น มุ่งหน้าต่อราวกับธารน้ำไหล มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของเส้นทางนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบก็ดูไม่พบอุปสรรคอันตรายใดเลย!
หากเล่ออู๋เหินและคนอื่น ๆ ได้เห็นเข้าคงไม่เชื่อสายตาเป็นแน่