บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1744 บรรพชนโลหิตเขียว
บทที่ 1744 บรรพชนโลหิตเขียว
คำตอบของเฉินซีนั้นตอบไปตามตรงเปิดเผยยิ่ง ทำให้ชายชราหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนไม่คิดว่าจะสหายน้อยพวกนี้จะกล้าปฏิเสธคำขอของเขา
“กล้าดีนัก! เจ้ากล้าพูดกับบรรพชนของข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!” ชายหนุ่มคนหนึ่งรุดเข้ามาตำหนิเฉินซี
เฉินซีเหลือบตาขึ้นมองประเมินชายหนุ่มที่อยู่เพียงขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณ พอเห็นแล้วก็ประหลาดใจขึ้นมาบ้าง เด็กคนนี้เหิมเกริมยิ่ง กล้ามาตำหนิบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลเช่นข้าได้
เขามองชายชราแล้วก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ คิดในใจขึ้นว่า คนคู่นี้คงมีพื้นเพไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าทำเช่นนี้แน่
ทว่าเฉินซีก็ไม่สนใจเรื่องนั้นอยู่ดี เขาถึงขนาดกล้าสังหารศิษย์จากกองกำลังใหญ่แห่งเอกภพจักรวรรดิอย่างลั่วฉ่าวหนง ไม่เห็นตาแก่อย่างกงเหย่หนานลี่กับตี้อวิ๋นชิวเป็นอะไร มีหรือจะกลัวสองคนนี้ได้?
เฉินซีส่ายหน้า จากนั้นหันหลังเดินจากไป ไม่คิดสร้างเรื่องเอะอะโวยวายอะไร
“เจ้า… หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!” ชายหนุ่มชะงักไป ร้องขึ้นมาด้วยความโกรธ อีกฝ่ายไม่สนใจตน นับว่าหมิ่นเกียรติกันอย่างยิ่ง
เฉินซีจึงหยุดฝีเท้า จากนั้นหันมามอง มุมปากกระตุกยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรแล้วหันหลังเดินจากไป
ทั่วร่างจึงหลั่งเหงื่อเย็นจนชุ่มโชกอาภรณ์อย่างไม่อาจควบคุมได้
“ฮ่า!” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังลั่นขึ้น ทำให้สะดุ้งตื่นจากฝันด้วยใบหน้ามึนงง “บรรพชน เมื่อครู่นี้….”
เมื่อชายชราเบ้าตาลึกเห็นดังนั้น ก็หรี่ตาลงแล้วแค่นเสียงเย็นออกจากลำคอ “หูเอ้อร์ เจ้าอารมณ์ร้อนเกินไป หากข้า บรรพชนของเจ้า ไม่ได้อยู่ด้วยวันนี้ เจ้าคงซวยไปแล้ว”
ชายหนุ่มสั่นไปทั้งร่าง ถามด้วยความตกอกตกใจ “เด็กนั่นเก่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
ชายชราเอ่ยพร้อมใบหน้าไร้อารมณ์ “เจ้าจะไปทำอะไรบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลอย่างเขาได้?”
ชายหนุ่มจึงใบหน้าเคร่งขรึมลง แล้วเม้มปากเงียบไป กวาดสายตามองรอบกายก็ไม่เห็นเฉินซีแล้ว
“ไปหาอาจารย์ลุงของเจ้าเถอะ ครั้งนี้ต้องได้คะแนนเยอะเป็นแน่!” ดวงตาชายชราเผยแววน่าขนลุก พริบตาต่อมาก็พาชายหนุ่มจากไปอย่างรวดเร็ว
…
ลานแสวงรางวัล
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือบนม่านแสงมีแต่รายการหาของ ส่วนมากก็เป็นการหาวัตถุเทวะ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ เม็ดยา และสมบัติอื่น ๆ ที่ผู้บ่มเพาะพลังใฝ่หา
ตอนนี้เฉินซีกำลังยืนอยู่ท่ามกลางจอเหล่านั้นด้วยสองมือไพล่หลัง กำลังมองดูเนื้อหาที่ปรากฏขึ้นบนหน้าม่านแสง
เฉินซีพูดไม่ออก เมื่อเห็นว่ามีคนคิดจะซื้อสมบัติวิญญาณธรรมชาติด้วย 30 ล้านผลึกศักดิ์สิทธิ์
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นคงไม่คิดว่าจะมีใครเอามาขายจริง ดังนั้นจึงไม่ได้ระบุวันสิ้นสุดไว้
“คุณชายมาอยู่ที่นี่เอง” ไม่นาน เฉียนอันก็เดินเข้ามา ท่าทางเหมือนยกภูเขาออกจากอก
เฉินซีหันมาถาม “เสร็จแล้วหรือ?”
“เรียบร้อยแล้วขอรับ คุณชายมารับวัตถุเทวะในอีกสามวันถัดจากนี้ได้เลย นอกจากนั้นแล้วคุณชายยังเหลืออีกสามแสนผลึกศักดิ์สิทธิ์ด้วย” พูดจบ เฉียนอันก็ส่งกระเป๋าสัมภาระคืนให้
เฉินซีรับมาด้วยท่าทีปกติ จากนั้นเหมือนนึกอะไรได้ บนฝ่ามือบังเกิดแสงหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็กลายเป็นภาพชายหนุ่มและชายชราขึ้นมา
เป็นชายชราเบ้าตาลึกและชายหนุ่มนามหูเอ้อร์เมื่อก่อนหน้านั่นเอง
“รู้จักสองคนนี้หรือไม่?” เฉินซีถาม
เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ เพราะเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็ลดเสียงลงแล้วเอ่ยผ่านกระแสปราณ “คุณชายมีเรื่องหมองใจกับพวกเขางั้นหรือ?”
เฉินซีเลิกคิ้วขึ้น “หมายความว่าอย่างไร?”
เฉียนอันเอ่ยขึ้นเร็ว ๆ “หากเป็นคนอื่นข้าคงจำไม่ได้ หากแต่ข้าจำบรรพชนโลหิตเขียวได้เป็นอย่างดี เขามาจากเผ่าโลหิตสามปีศาจโบราณ เป็นหัวหน้าของกองโจรดาราปักษารัตติกาล ชายหนุ่มข้างกายชื่อฮั่วหูเอ้อร์ เป็นศิษย์ของบรรพชนโลหิตเขียว”
เผ่าโลหิตสามปีศาจเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายยิ่ง และเป็นหนึ่งในเผ่าโบราณโดยเผ่าพันธุ์นี้เข้าถึงเต๋าได้ด้วยการทำลายสามปีศาจภายในร่าง กลืนเลือดทวยเทพในการบ่มเพาะพลัง เป็นเผ่าพันธุ์ที่ดุร้ายเหี้ยมโหดนัก
เมื่อครั้งยุคบรรพกาล ยังมียอดฝีมือที่เรียกตนเองว่าราชันโลหิตสามปีศาจ เขาเคยกลืนแก่นโลหิตของสิ่งมีชีวิตทั่วเอกภพในชั่วข้ามคืน ทั้งยังเปลี่ยนแปลงโชคชะตา แล้วก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาเทพเต๋าได้ในคราวเดียว เหตุการณ์นี้สั่นสะเทือนไปทั่วใต้หล้า ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในแดนเทพโบราณ
หากแต่เพราะหลายปีฆ่าฟันมาเยอะเกินไป ราชันโลหิตสามปีศาจจึงล่วงเกินยอดฝีมือไว้มาก สุดท้ายจึงถูกดักล้อมและสังหารในที่สุด
เผ่าโลหิตสามปีศาจเกือบถูกลบล้างหายไปแล้วในตอนนั้น ถึงจะรอดมาได้ในสภาพสะบักสะบอม แต่ก็ใกล้จะล่มสลายเต็มทน
จนถึงตอนนี้ เผ่าโลหิตสามปีศาจก็ยังไม่มีที่ตั้งภายในแดนเทพโบราณ พอมีใครได้ยินว่าเป็นลูกหลานเผ่าโลหิตสามปีศาจ ก็จะถูกมองเป็นศัตรูทันที สุดท้ายก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ เหมือนหนูตัวหนึ่งที่ต้องคอยวิ่งหลบคนบนถนน
เฉินซีเคยได้ยินข่าวลือพวกนี้มาก่อน ดังนั้นจึงไม่ได้แปลกใจอะไร แค่ไม่คิดว่าจะได้เจอเผ่าโลหิตสามปีศาจอย่างบรรพชนโลหิตเขียวตัวเป็น ๆ ก็เท่านั้น
“แล้วกองโจรดาราปักษารัตติกาลเป็นกองกำลังแบบไหนกันแน่?” เฉินซีถาม
“เป็นกองโจรที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งเอกภพสมุทรทักษิณา ปล้นฆ่าผู้บ่มเพาะคนอื่น ทำเรื่องชั่วมาแล้วนับไม่ถ้วน อาจกล่าวได้ว่าเป็นพวกบาปหนาที่ทำให้ดินแดนแปดเปื้อนเลยทีเดียว” เฉียนอันอธิบายโดยเร็ว น้ำเสียงเจือแววเกลียดชังอย่างปิดไม่มิด “น่าเสียดายที่พวกมันไปมาไร้ร่องรอย ทั้งยังมีฝีมือสูงส่ง แต่ละคนมีนิสัยดุร้ายเจ้าเล่ห์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครจัดการพวกมันได้เสียที”
เฉินซีได้ยินก็หรี่ตาลง “สรุปก็คือเป็นกองโจรที่ปล้นฆ่าคนอื่นไปทั่วสินะ จะว่าไป เจ้ามีข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับพวกนั้นหรือไม่?”
เฉียนอันส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงขันตนเอง “ข้าเป็นเพียงผู้ประเมินราคาเท่านั้น แต่หากคุณชายต้องการ ข้าก็ช่วยรวบรวมข้อมูลให้คุณชายได้”
เฉินซีพยักหน้ากล่าว “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนด้วย”
เฉียนอันเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้นหรอกคุณชาย”
…
เฉินซียิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่อง เขาชี้ไปที่ม่านแสง “ข้าอยากตั้งรับสมบัติสักหน่อย มีเงื่อนไขอะไรหรือไม่?”
เฉียนอันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที รู้ว่าได้เวลารับผลึกศักดิ์สิทธิ์แล้ว
“คุณชาย ตามกฎแล้ว ท่านต้องจ่ายผลึกศักดิ์สิทธิ์เพื่อลงคำขอบนนี้ก่อน ต้องจ่ายจำนวน….” เฉียนอันรีบอธิบายเฉินซีโดยเร็ว
เฉินซีคิดภาพเล็กน้อยแล้วบอกเฉียนอันว่าต้องการวัตถุเทวะอะไรบ้าง และให้เฉียนอันขึ้นคำขอเอาไว้
“คุณชาย มูลค่าของวัตถุเทวะเหล่านี้ค่อนข้างสูงเลยนะขอรับ” เฉียนอันเอ่ยด้วยความตกใจ
เขาเป็นคนประเมินราคา ย่อมรู้ว่าวัตถุเทวะที่เฉินซีตามหานั้นล้วนเป็นของหายากในฟ้าดิน ได้มาเพียงเพราะความบังเอิญเท่านั้น ชิ้นที่มีมูลค่าน้อยที่สุดยังมีราคากว่าห้าล้านผลึกศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว!
วัตถุเทวะบางชิ้นก็คิดมูลค่าเป็นผลึกศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ เพราะหาซื้อตามปกติไม่ได้นั่นเอง!
เฉินซีย่อมรู้ดีว่าวัตถุเทวะที่เหลือนั้นหายากและล้ำค่ายิ่งกว่าอะไร ไม่เช่นนั้นคงไม่ตามหายากเช่นนี้
เฉินซียิ้มกล่าว “ไม่ต้องเป็นห่วง หากมีคนยอมเอามาแลก ราคาไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว”
เฉียนอันพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะขึ้นคำร้องให้คุณชาย”
เฉินซีครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย จากนั้นเอ่ยว่า “นอกจากนั้นแล้ว ระบุไว้ในคำขอด้วยว่าหากไม่ต้องการผลึกศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถเอาวัตถุเทวะพวกนั้นมาแลกกับรากบรรพชนระดับห้าหรือหกได้”
“อะไรนะ!?” เฉียนอันตกตะลึงไปทันใด ร้องขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เรียกสายตาจากรอบข้างมาได้เป็นอย่างดี
เฉียนอันรีบสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความสุขุมตนเองกลับมาโดยเร็ว สายตาที่จ้องมองทางเฉินซีเต็มไปด้วยแววประหลาดใจ
พวกมันนับได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งแดนเทพโบราณ มีแต่ยอดกองกำลังเท่านั้นที่จะไปถึงแดนรากบรรพกาลซึ่งสามารถผลิตรากเต๋าบรรพชนระดับนั้นขึ้นมาได้ หากแต่ไม่มีใครเอาสมบัติเช่นนั้นมาขายกันหรอก!
ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ทุกครั้งที่มีรากเต๋าบรรพชนระดับห้าขึ้นไปปรากฏขึ้นมา ก็มักจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้น คนจำนวนมากพากันต่อสู้แย่งชิงให้ได้มันมา!
แต่ตอนนี้ เฉินซีปรับคิดเอาสมบัติล้ำค่าเช่นนั้นมาเป็นของแลกเปลี่ยนกับวัตถุเทวะ จึงทำให้เฉียนอันคิดว่าตนหูฝาดไปหรือไม่
“มีเท่านั้นล่ะ อีกสักหลายวันข้าค่อยกลับมาใหม่” เฉินซีมองเฉียนอันทิ้งท้ายก่อนหันหลังเดินจากไป เขายังมีธุระอีกมาก ย่อมไม่เสียเวลาอยู่กับที่นี่เพียงที่เดียว
เฉียนอันพยักหน้าแล้วจ้องเฉินซีด้วยสายตาว่างเปล่า ยังคงตกใจไม่หาย
ผ่านไปนาน เฉียนอันก็ถอนหายใจแล้วพึมพำออกมา “หากออกคำขอนี้ไป คงได้ทำให้ทั้งเทศกาลหลินหลางเป่าโกลาหลยกใหญ่แน่เลย? ถึงตอนนั้นก็คง….”
เฉียนอันไม่กล้าพูดต่อ รีบหันหลังนำเรื่องนี้ไปรายงานนายท่านแห่งโถงแลกเปลี่ยน เพราะอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซับซ้อน ผู้ประเมินราคาอย่างเขาไม่อาจทำการตัดสินใจเองได้
…
ภายในเรือนแห่งหนึ่งในเมืองนาวาวิญญาณ เฉินซีจ่ายหนึ่งผลึกศักดิ์สิทธิ์ต่อวันเพื่อพักอยู่ในเรือนหลังนี้
“หากนี่ยังไม่ได้ผล คงได้แต่ต้องไปตลาดมืดแล้ว….” เฉินซีนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นตกอยู่ในภวังค์ความคิดอันล้ำลึก ก่อนหน้านี้เขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลหลินหลางเป่าจากเลี่ยอวิ๋นฉงและผู้บ่มเพาะปีศาจคนอื่น ๆ มามาก
เทศกาลหลินหลางเป่าถูกแบ่งออกเป็น ‘ตลาดมืด’ และ ‘ตลาดเสรี’
ตลาดเสรีคือตามท้องถนน ร้านค้าทั้งหลาย โถงแลกเปลี่ยน และสถานที่อื่น ๆ ที่เปิดให้แลกเปลี่ยนสินค้ากันภายในเมืองนาวาวิญญาณ
ทว่า ตลาดมืดนั้นซ่อนอยู่ภายในเมืองนาวาวิญญาณ หากไม่มีคนนำทางก็หาทางเข้าไม่เจอเป็นแน่
และถึงจะมีคนนำทางไป แต่ก็ยังต้องจ่ายล้านผลึกศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องประกันก่อนเข้าตลาดมืดอีก ซึ่งล้านผลึกศักดิ์สิทธิ์นี้จ่ายแล้วไม่ได้คืนเสียด้วย!
แค่เงื่อนไขข้อนี้ก็ทำให้หลายคนวางมือไปแล้ว จึงเป็นสาเหตุให้ตลาดมืดยิ่งดูลึกลับเกินหยั่งมากขึ้นไปอีก
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเป็นแก่นแท้ของ ‘เทศกาลหลินหลางเป่า’ เพราะหากมีจ่ายมากพอ ไม่ว่าสมบัติอะไรก็หามาให้ได้ทั้งนั้น
………………..