บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1745 จ้าวแห่งเอกภพภาสอุดร
บทที่ 1745 จ้าวแห่งเอกภพภาสอุดร
หากจะพูดให้ชัด เฉินซียังขาดวัตถุเทวะราวสิบหกชิ้น ถึงจะรวบรวมวัตถุเทวะทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในแผ่นหยกได้สำเร็จ
ดูเหมือนว่าความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อม หากมีเพียงเฉินซีเท่านั้นที่รู้ดีว่าไม่ว่าจะด้วยมูลค่าหรือความหายากของมัน วัตถุเทวะทั้งสิบหกชิ้นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอื้อมถึงได้โดยง่ายหากเทียบกับวัตถุเทวะอื่นๆ
ตัวอย่างเช่น ไผ่ปรัชญาเก้าทัณฑ์สวรรค์ ซึ่งต้องมีอายุอย่างน้อยสามแสนหกหมื่นปี พวกมันมีข่าวลือว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ไม่เคยมีใครในแดนเทพโบราณได้ยินเกี่ยวกับมันมานานแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีพฤกษาจิตพลิกชะตา ที่เฉินซีไม่เคยรู้จักมาก่อน ตามการคาดเดาของเหล่าไป๋ มันน่าจะเป็นวัตถุเทวะที่มีอยู่ในอดีตกาลเท่านั้น
ส่วนวัตถุเทวะอีกสิบสี่ชิ้นที่ที่เหลือ มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากไผ่ปรัชญาเก้าทัณฑ์สวรรค์และพฤกษาจิตพลิกชะตามากนัก
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เห็นได้ชัดว่าการรวบรวมวัตถุเทวะต้องเผชิญกับความยากลำบากเสียแล้ว
เมื่อลองคบคิดดู เฉินซีจึงได้นำเอาสมบัติล้ำค่าอย่างรากเต๋าบรรพชนออกมาเป็นรางวัลเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนให้ช่วยทำในสิ่งที่เขาต้องการ
ที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้สิ่งที่มุ่งหมายสำเร็จได้โดยเร็วที่สุด
…
หลังจากที่ไตร่ตรองอยู่นาน เฉินซีก็ส่ายหน้าสลัดความคิดที่วกวนอยู่ในใจ ชายหนุ่มหยิบกล่องหยกออกมาก่อนจะเปิดมันอย่างระมัดระวัง
ข้างในคือวัตถุที่มีรูปทรงเหมือนใบไม้สีเขียวขนาดเท่ากำปั้นเด็ก
เหล่าไป๋เรียกมันว่ารากฐานวิญญาณธรรมชาติ
ตามที่เล่าขานกันมา สมบัติชิ้นนี้สามารถทำให้สมบัติวิญญาณประดิษฐ์กลายเป็นสมบัติวิญญาณธรรมชาติได้ เรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่ทรงพลังอย่างแท้จริง
ตอนนี้เอง เฉินซีสูดลมหายใจลึกอย่างเผลอตัว ก่อนจะค่อย ๆ สำรวจสมบัติชิ้นนี้อย่างระมัดระวัง
มันมีรูปร่างเหมือนใบไม้ เปล่งประกายเขียวขจี พื้นผิวอาบไปด้วยอักขระลึกลับซึ่งเหมือนกับตราสัญลักษณ์หรือไม่ก็อักขระแห่งมหาเต๋า และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายที่บริสุทธิ์ โบราณ และลึกลับ
เมื่อกวาดมองมันอย่างถี่ถ้วน เขาก็สังเกตเห็นว่าใบไม้เล็ก ๆ นี้ แท้จริงแล้วลึกล้ำยิ่งกว่าหุบเหว ไร้อาณากั้นยิ่งกว่าจักรวาลอันไพศาล ราวกับว่ามันคือ ‘ความโกลาหล’ ที่ก่อตัวกว้างใหญ่
เฉินซีหยั่งเจตจำนงตรวจสอบมันอยู่นาน ทว่าเขาก็ไม่อาจหาขอบเขตที่แท้จริงของมันได้!
สามชั่วยามต่อมา เจตจำนงที่เฉินซีหยั่งลงไปก็หยุดชะงัก เมื่อสัมผัสได้ถึงมหาสมุทรที่สับสนวุ่นวายและกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต!
น้ำทะเลใสกระจ่างยิ่งกว่าดวงแก้ว ประกายอ่อนโยนและแวววาว ผิวน้ำที่เรืองแสงดูระยับวุ่นวนไม่ต่างภาพฝัน
รัศมีเต๋าแห่งธรรมชาติ!
หัวใจของเฉินซีสั่นสะท้าน คล้ายว่าเจตจำนงนั้นถูกสายฟ้าฟาดให้พังครืน ภาพของมหาสมุทรค่อย ๆ สลายหายลงไปจากทัศนวิสัย
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง เฉินซีจ้องมองไปยังรากฐานวิญญาณธรรมชาติในมือด้วยแววตาสดใส “หากข้าสามารถทำให้ยันต์ศัสตรากลายเป็นสมบัติวิญญาณธรรมชาติได้จริง ๆ มันคงจะน่าเกรงขามไม่น้อย”
“เหล่าไป๋ ข้าจะขัดเกลาและใช้งานสมบัติชิ้นนี้ได้อย่างไร” เฉินซีเรียกเหล่าไป๋ออกมาและด้วยความรวดเร็ว
“เชอะ!” เหล่าไป๋มีเพียงสีหน้าเย็นชาเท่านั้นเป็นคำตอบ ดูเหมือนไม่พอใจอย่างมาก
เฉินซีรู้ดี มันเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขากักขังเหล่าไป๋ไว้ตอนที่มุ่งหน้าโถงแลกเปลี่ยน ไม่แปลกเลยที่อีกฝ่ายจะโกรธขนาดนั้น
“ไม่ตอบ… คงจะไม่รู้เรื่องนี้สินะ” เฉินซีแสร้งถอนใจ “ช่างเถอะ ข้าทำเองก็ได้ หากอย่างอื่นล้มเหลว ข้าก็คงจะต้อง… ลองโยนยันต์ศัสตราลงไปในนั้นดู”
เฉินซียิ้ม ชายหนุ่มหยิบยันต์ศัสตราออกมา จากนั้นก็ปักมันลงไปในรากฐานวิญญาณธรรมชาติ
เหล่าไป๋กรีดร้องออกมาอย่างอดไม่ได้ “หยุดเดี๋ยวนี้! ไอ้บัดซบกะโหลกกลวงเอ๊ย! นี่เจ้าตั้งใจจะทำลายรากฐานวิญญาณธรรมชาติหรือยังไง?”
เฉินซีไหวไหล่ “ถ้าจะพังก็พังไปสิ ในเมื่อท่านไม่ยอมบอกข้าเองว่าต้องทำอย่างไร”
เมื่อเหล่าไป๋เห็นท่าทางไม่ยี่หระของอีกฝ่าย เสียงคำรามก็พลันแผดลั่น “ไอ้เด็กเปรต! เจ้า! เจ้า! เจ้า! บ้าเอ๊ย!”
เฉินซีรีบพูดทั้งขบขัน “โธ่ ๆ ๆ นั่นก็เพราะว่าข้านั้นรู้น้อย ความรู้ที่ข้ามีเทียบไม่ได้กับท่านที่รู้ซึ้งในทุกสรรพสิ่ง”
เฉินซียกย่องเหล่าไป๋อย่างไม่ค่อยจะจริงใจเท่าไร
เหล่าไป๋น่ะชอบคำเยินยอ ไม่แปลกที่ความโกรธจะบรรเทาลงทันตา “เจ้าไม่ได้รู้น้อย แต่เจ้าไม่รู้อะไรเลยต่างหาก!” ทว่าน้ำเสียงยังคงเย็นชา
ขณะที่พูด มันก็เงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ “ถ้าพูดถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานวิญญาณธรรมชาติ ข้านับว่าตัวเองนั้นเป็นที่สอง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ไม่มีใครกล้าบอกว่าตนนั้นเก่งกาจที่สุด…”
ครั้นเหล่าไป๋เริ่มคุยโวถึงความสามารถของตัวเอง เฉินซีก็อดกลั้นอย่างเต็มที่ที่จะไม่เข้าไปขัดจังหวะ เขาปล่อยให้เจ้าวิหคเฒ่านั่นส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วไปจนกว่าจะพอใจ
พอผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ดูเหมือนว่าเหล่าไป๋จะเริ่มอารมณ์ดีขึ้น มันค่อย ๆ เอี้ยวมองเฉินซีช้า ๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ฟังให้ดีล่ะ ข้าจะถ่ายทอดวิชาลับที่ไม่เคยปรากฏนี้ไหนให้แก่เจ้า หากเจ้าใช้มันเพื่อขัดเกลายันต์ศัสตราด้วยรากฐานวิญญาณธรรมชาติ มันจะทำให้เจ้าสามารถครอบครองสมบัติวิญญาณธรรมชาติได้อย่างแท้จริงภายในสิบปี!”
“สิบปี?” เฉินซีประหลาดใจ
“หึ! อย่าบ่นน่าไอ้หนู! หากไม่ใช่เพราะวิชาลับของข้า เจ้าจะไม่มีทางทำอะไรได้เลยต่อให้จะผ่านไปอีกหมื่นปีก็ตาม” เหล่าไป๋เหลือบมองอย่างดูแคลน “แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักก็คือสมบัติวิญญาณธรรมชาติที่ได้รับการขัดเกลาจากวิชาลับนี้จะกลายเป็นสมบัติที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับเจ้าโดยเฉพาะ ข้ารับประกันได้เลยว่าเจ้าจะสามารถใช้งานมันได้อย่างง่ายดายไม่ต่างสะบัดแขนตัวเอง และเมื่อถึงตอนนั้น พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของมันก็จะถูกปลดปล่อยออกมา”
สีหน้าของเฉินซีเริ่มจริงจังมากขึ้น
เขาเชื่อเหล่าไป๋อย่างไม่คิดกังขา ใคร ๆ ก็รู้ว่าสมบัติวิญญาณธรรมชาติเกิดจากภายในความโกลาหลและมีความล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง ยิ่งไปกว่านั้น พลังที่มีอยู่ในตัวของสมบัติวิญญาณธรรมชาติแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกันออกไป
ตัวอย่างเช่น ความสามารถที่น่ากลัวที่สุดของตาข่ายครอบคลุมสวรรค์ก็คือการจับชะตากรรมเต๋าแห่งสวรรค์ได้ ในขณะที่เหรียญทองแดงโปรยสมบัตินั้น สามารถทำให้สมบัติวิญญาณประดิษฐ์ทั้งหลายสยบลงต่อหน้ามัน
แม้ว่าสมบัติวิญญาณธรรมชาติทั้งสองนี้จะเป็นที่เลื่องลืออย่างมาก แต่เมื่อนำมาใช้ต่อสู้จริง ๆ พวกมันกลับไม่อาจทำให้เขาสามารถดึงพลังจากเต๋าแห่งกระบี่ออกมาได้อย่างเต็มที่เท่ากับยันต์ศัสตรา
อันที่จริงแล้ว ก็ไม่ใช่แค่กับเฉินซีเท่านั้น แม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธ์คนอื่น ๆ ที่ครอบครองสมบัติวิญญาณธรรมชาติก็เผชิญกับสถานการณ์ที่ชวนให้อับอายนี้เช่นกัน
ในทางกลับกัน หากพวกเขามีสมบัติวิญญาณธรรมชาติที่เหมาะกับตน เรื่องนี้ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
น่าเสียดายที่มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้สำเร็จ สาเหตุหลักก็มาจากการมีสมบัติวิญญาณธรรมชาติอยู่น้อยเกินไป ทำให้ไม่อาจเลือกสมบัติวิญญาณธรรมชาติได้ตามใจต้องการ
ภายใต้สภาวะเช่นนี้ หากเฉินซีสามารถใช้รากฐานวิญญาณธรรมชาติขัดเกลาสมบัติวิญญาณธรรมชาติที่เหมาะสมกับตัวเองได้ มันก็อาจทำให้ผู้เยี่ยมยุทธ์บางคนถึงกับอิจฉาตาร้อนขึ้นมาแน่นอน
…
ในเวลาไม่นาน เหล่าไป๋ก็ได้ถ่ายทอดวิชาลับให้กับเฉินซี
“ใช้เลือดและวิญญาณเป็นตัวเร่ง และขัดเกลายันต์ศัสตราโดยมีรากฐานวิญญาณธรรมชาติเป็นเตาหลอมอย่างนั้นหรือ?” เฉินซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย วิชาลับที่เหล่าไป๋สอนเป็นวิชาลับสำหรับการเคลื่อนย้ายแก่นโลหิตและดึงเลือดกับวิญญาณ วิชาดังกล่าวหาได้ยากยิ่ง แม้แต่เฉินซียังไม่เคยรู้หรือได้ยินมาก่อน
“ใช่แล้ว” เหล่าไป๋ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร “วิชานี้สืบทอดมาจากเทพอสูรในยุคหมานกู่ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจอธิบายให้เจ้าเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ต่อให้ต้องใช้เวลาสามวันสามคืนก็ตาม เพราะฉะนั้นรีบลงมือจะดีกว่า”
เฉินซีครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ร่างกายคล้ายถูกไฟแผดเผา เลือดที่เดือดพล่านเริ่มส่งเสียงคำรามไม่ต่างฟ้าร้อง เสียงดังกึกก้องไปทั่วเคหา
เพียงไม่นาน พลังชีวิตก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ มันกลายเป็นกลุ่มละอองเลือดที่ปะทุออกมาจากร่างกาย ในบางขณะ ภาพของร่างอันทรงพลังของเทพอสูรโบราณจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นเลือนรางบนแก่นโลหิต ดูเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่ซึ่งทรงอานุภาพ
“หืม! ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเด็กคนนี้จะมีรากฐานในการขัดเกลากายาที่แข็งแกร่งเพียงนี้ หรือจะเคยบ่มเพาะทักษะขัดเกลากายาเทพอสูรมาก่อน?” เหล่าไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ เขาไม่เคยคาดหวังว่าเฉินซีจะเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในชั่วระยะเวลาไม่นาน
เหล่าไป๋ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเฉินซีเคยใช้วิชาร่างแปลงดาราสังหารเอกภพเพื่อฝึกฝนในสามภพ และบรรลุถึงขอบเขตสถิตกายาด้วยเหตุนั้น หลังจากนั้นเขาก็ใช้เคล็ดวิชาปฏิการะโลกาซึ่งสืบทอดมาจากตระกูลเซวียนหยวน เพื่อสร้างร่างอวตารที่มีเจตจำนงและสติปัญญาเป็นของตัวเอง!
หากไม่ใช่เพราะต้องดูแลคนที่เขารักและพวกพ้องในสามภพ ร่างอวตารก็คงบรรลุขอบเขตเทวาและขึ้นมาสู่แดนเทพโบราณเช่นกัน
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ด้วยความเร็วนี้ เขาจะสามารถเริ่มขัดเกลายันต์ศัสตราโดยใช้รากฐานวิญญาณธรรมชาติได้ภายในสามวันแน่…” หลังจากที่เหล่าไป๋สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังชีวิตทั่วร่างกายของเฉินซี มันก็พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ด้วยคล้ายจะจมลงไปในความคิด
…
เวลาเดียวกัน ณ โถงแลกเปลี่ยน
“ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านปู่ โชคชั้นใหญ่เช่นนี้ใช่จะหาได้ง่ายที่ไหนกัน” ชายหนุ่มร่างบึกบึนซึ่งมีคิ้วดกหนาเหนือดวงตากลมโตยืนอยู่ข้างชายชรา ใบหน้าของเขาเป็นเหลี่ยมมุมในขณะที่ร่างกายแข็งแกร่งดังหินผา เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกหนักแน่น มั่นคง ทว่ากลับเรียบง่าย
“เจ้าหนู ไม่ต้องมาปลอบใจคนแก่หรอก” ชายชราหัวเราะเบา ๆ “ช่างเถิด ไปดูที่ลานแสวงรางวัลกันก่อน หากไม่มีจริง ๆ เราก็ค่อยมุ่งหน้าไปตลาดมืดก็ยังไม่สาย”
“ขอรับ ทำตามที่ท่านปู่ว่าเถิด” ชายหนุ่มยิ้มด้วยความจริงใจ
พวกเขาทั้งสองมุ่งหน้าไปยังลานแสวงรางวัลทันที
“ตามพวกเขาไปเร็ว!” ทันใดนั้นกลุ่มคนขนาดใหญ่ราว ๆ สามสิบคนก็ปรากฏตัวขึ้นและติดตามคนทั้งสองไปในทันที พวกเขาทุกคนล้วนแต่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาล!
ตอนนั้นเอง แผ่นหลังของพวกเขาโค้งลงด้วยความเคารพยิ่ง พวกเขาติดตามชายชราและชายหนุ่มทั้งสองนั้นอย่างประกบแนบชิดประหนึ่งเป็นองครักษ์ผู้พิทักษ์จักรพรรดิ
การจัดขบวนงดงามเสียจนแม้แต่ลูกค้าในโถงแลกเปลี่ยนต้องตื่นตะลึง ไม่ว่าจะผ่านไปที่ไหน ก็ล้วนแต่ทำให้ลูกค้าเหล่านั้นชะงักและไม่กล้าปริปากอันใดเลย
บรรยากาศที่เคยคึกคักบัดนี้กลายเป็นเพียงความเงียบงัน
“โอ้สวรรค์! นั่นมันจักรพรรดิเจิ้นอู่!” ทันใดนั้น เสียงอุทานด้วยความตกใจก็ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบภายในห้องโถงไปจนหมดสิ้น มันดังเสียจนแสบแก้วหูไปหมด
ตอนนั้นเอง เป็นเวลาที่หัวใจของผู้คนพลันสั่นสะท้าน พวกเขาถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อได้รู้ถึงตัวตนของคนเหล่านั้น
จักรพรรดิเจิ้นอู่!
ชายผู้เป็นจ้าวแห่งเอกภพภาสอุดร ดินแดนแห่งตำนานซึ่งเต็มไปด้วยผู้ที่เลื่องชื่อในแดนเทพโบราณ
มีเรื่องเล่าขานนับไม่ถ้วนที่กล่าวถึงตัวตนของคนผู้นี้ ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็เคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะ ใครที่ไหนจะไปคิดว่าตัวเองจะได้พบกับจักรพรรดิเจิ้นอู่แบบกระทบไหล่ภายในโถงแลกเปลี่ยนเช่นนี้?
อย่างไรก็เถอะ รัศมีของเขาช่างห่างชั้นขึ้นไปไกลจริง ๆ…
ฉับพลันนั้นเอง สายตาที่เยือกเย็นและดุดันก็เพ่งออกมาจากกลุ่มของบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลที่ติดตามเบื้องหลังจักรพรรดิเจิ้นอู่ และส่งไปยังเจ้าของเสียงตะโกนก่อนหน้านี้ มันน่าสะพรึงกลัวเสียจนร่างกายของคนผู้นั้นสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เสียงจึงเงียบลงไม่ต่างจักจั่นในฤดูหนาว
เมื่อผู้เยี่ยมยุทธ์คนนั้นหายจากอาการตกใจ กลุ่มของจักรพรรดิเจิ้นอู่ก็เดินจากไปไกลแล้ว