บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇] - บทที่ 1746 อึกทึกครึกโครม
บทที่ 1746 อึกทึกครึกโครม
จักรพรรดิเจิ้นอู่ถือได้ว่าเป็นตัวตนอันลือลั่นในหมู่จักรพรรดิทั้งหลาย
ลือกันว่าเขากระทั่งบรรลุถึงขอบเขตจักรพรรดิเก้าดารา ก้ำกึ่งจะได้บรรลุเป็นมหาเทพเต๋า แข็งแกร่งเกินประมาณ
ทว่าขณะนี้ ตัวตนยิ่งใหญ่ดังกล่าวมายังโถงแลกเปลี่ยนในเมืองนาวาวิญญาณ ทุกผู้จึงสงสัยว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?
พวกเขาต่างสงสัย
น่าเสียดายที่ด้วยอำนาจและอิทธิพลของจักรพรรดิเจิ้นอู่ ไร้ผู้ใดกล้าเข้าไปไถ่ถาม
…
“นี่คือลานแสวงรางวัล? ไม่เลว ยิ่งใหญ่เสียกว่าโถงมังกรผงาดในเอกภพภาสอุดรของเราเสียอีก”
ในลานแสวงรางวัล ชายหนุ่มผู้ให้บรรยากาศหนักหนาดุจขุนเขาพินิจบริเวณรอบข้างด้วยสีหน้าใคร่รู้ สายตาเจือความชื่นชมยกย่องเล็กน้อย
แต่พริบตาต่อมา เขาก็หัวเราะน้อย ๆ ชี้ม่านแสงหนึ่งพลางเอ่ยปาก “ท่านปู่ ท่านดูสิ มีผู้ประกาศรับซื้อสมบัติวิญญาณธรรมชาติด้วย ฝันหวานโดยแท้”
“เอ๋!” ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็อุทานอีกครั้งอย่างประหลาดใจ
“จิ่วคุน เจ้าตกใจอะไรขนาดนั้น?” จักรพรรดิเจิ้นอู่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าหลานชายของตนยังไม่มั่นคงพอ และเขาก็ต้องสั่งสอนหลานให้ดีในภายหน้า
“ไม่ใช่ขอรับ ท่านปู่ดูนั่นสิ” ชายหนุ่มนามจิ่วคุนมีสีหน้าพิกลขณะชี้ม่านแสงแห่งหนึ่ง กล่าวขึ้นขณะจ้องมันด้วยสายตาเลื่อนลอย “มีคนประกาศแลกเปลี่ยนรากเต๋าบรรพชนระดับห้ากับหกเพื่อวัตถุเทวะด้วย!”
“หือ?” จักรพรรดิเจิ้นอู่ผงะในใจ เงยหน้ามองตาม และเมื่อเห็นรายละเอียดการว่าจ้างเต็ม ๆ ตา เขาก็อดตะลึงไม่อยากเชื่อเล็กน้อยมิได้
ครู่ต่อมา เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ ดวงตาเรืองประกาย ทอดถอนใจรำพึง “มิคาดเลยว่าหลังจากหาอยู่เนิ่นนาน จะมาเจอมันได้ง่าย ๆ เพียงนี้”
ชั่วขณะนี้ จักรพรรดิในตำนานผู้ลือลั่นทั่วโลกหล้าตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลทั้งหลายที่ติดตามเบื้องหลังจักรพรรดิเจิ้นอู่เข้าใจความรู้สึกของจักรพรรดิเจิ้นอู่อย่างแท้จริง
ไม่กี่ปีมานี้ จักรพรรดิเจิ้นอู่ทุ่มทุกความสนใจไปกับการเลี้ยงดูหลานชายของเขา จ้าวจิ่วคุน
น่าเสียดาย แม้คุณสมบัติของจ้าวจิ่วคุนจะไม่เลว แต่ก็ยากจะมองว่าเลิศล้ำโดดเด่น จักรพรรดิเจิ้นอู่บากบั่นทุ่มเทเต็มที่ ทว่าความแข็งแกร่งของจ้าวจิ่วคุนก็อยู่เพียงอันดับสี่สิบเก้าบนเทียบอันดับรู้แจ้งวิญญาณเท่านั้น
เทียบกับอัจฉริยะไร้คู่เปรียบอย่างเย่เฉิน อวี๋จิ่วเยว่และลั่วฉ่าวหนงซึ่งเป็นสามอันดับแรกแล้ว เขายังด้อยกว่านัก
ยิ่งกว่านั้น จ้าวจิ่วคุนเพิ่งบรรลุสู่จุดสมบูรณ์ของขอบเขตเทวารู้แจ้งวิญญาณเมื่อเร็ว ๆ นี้ เจียนบรรลุสู่ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลรอมร่อ แต่ขาดรากเต๋าบรรพชนคุณภาพดี ๆ สักชิ้น
ตัวตนอย่างจักรพรรดิเจิ้นอู่ย่อมไม่เห็นค่ารากเต๋าบรรพชนต่ำกว่าระดับห้า ทว่าเขามิคาดคิดว่าหลังค้นหาอยู่แสนนาน เขาจะไม่อาจหารากเต๋าบรรพชนที่เหมาะสมกับหลานของตัวเองได้เลย
นี่เจียนจะกลายเป็นปมในใจจักรพรรดิเจิ้นอู่อยู่แล้ว
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาออกเดินทางข้ามเอกภพมากมาย พาจ้าวจิ่วคุนมายังเทศกาลหลินหลางเป่า เขาคิดจะลองแสวงโชคหารากเต๋าบรรพชนคุณภาพเยี่ยมสักชิ้น
ทว่าจักรพรรดิเจิ้นอู่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเขาไม่อาจหาสิ่งใดพบ แม้หลายต่อหลายวันจะผันผ่าน
สิ่งนี้ทำให้จักรพรรดิเจิ้นอู่ยิ่งสับสนในใจ เดิมทีเขาตั้งใจจะรอให้ตลาดมืดเปิดเพื่อลองเสี่ยงโชค แค่มิคาดเลยว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ได้เห็นประกาศแลกเปลี่ยนเช่นนี้ในลานแสวงรางวัลของโถงแลกเปลี่ยน แล้วเขาจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เขาเป็นจักรพรรดิไร้เทียมทานผู้ลือนามทั่วโลกหล้า ทว่ายามนี้กลับประสบปัญหาจากการค้นหารากเต๋าบรรพชนสักชิ้นให้หลานชายจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการหารากเต๋าบรรพชนคุณภาพเยี่ยมสักชิ้นยากเย็นเพียงไร
“ท่านปู่ นี่… เป็นของปลอมหรือเปล่าขอรับ?” ชายหนุ่มนามจ้าวจิ่วคุนเคลือบแคลงเล็กน้อย เขาคิดไม่ออกเลยว่าจะมีผู้ใดในหล้ายอมนำรากเต๋าบรรพชนออกมาแลก นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่อาจเข้าใจได้สักนิด
“ไม่น่า” จักรพรรดิเจิ้นอู่สูดหายใจลึกๆ ดวงตาเรืองประกายลึกล้ำ แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำไร้ขอบเขต เป็นภาพชวนสะพรึงนัก “จากเนื้อหาการแลกเปลี่ยน มันต้องการวัตถุเทวะบางอย่างในการแลกเปลี่ยน และวัตถุเทวะทุกอย่างในรายนามล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า หายากเกินใดในโลกทั้งสิ้น”
จ้าวจิ่วคุนเลิกคิ้ว “เหมือนจะเป็นเช่นนั้นขอรับ”
“หลานอู” จักรพรรดิเจิ้นอู่โบกมือ
“ขอรับ” บรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลผู้หนึ่งขานรับอย่างนอบน้อม
“บอกผู้จัดการโถงแลกเปลี่ยนว่าข้าต้องการพบเจ้าของประกาศนี้ หากเขามีรากเต๋าบรรพชนระดับหกจริงๆ ข้าจะไม่ทำให้เขาผิดหวังแน่นอน!” จักรพรรดิเจิ้นอู่กล่าวเสียงเรียบเปี่ยมอำนาจแข็งแกร่ง
เขาบังเอิญมีหนึ่งในวัตถุเทวะที่ประกาศต้องการอยู่พอดี แม้เขาจะไม่ตระหนักแน่ชัดว่ามันจะทำให้อีกฝ่ายพอใจได้หรือไม่ แต่เขาก็เต็มใจแลกเปลี่ยนสมบัติอื่น และเชื่อว่าเจ้าของประกาศจะปฏิเสธไม่ลงแน่นอน
“ขอรับ!” บริวารผู้นั้นรีบจากไปทันที
…
“อะไรนะ? รากเต๋าบรรพชนระดับห้ากับหกปรากฏขึ้นในลานแสวงรางวัล?”
“เร็วเข้า! รีบส่งข่าวกลับตระกูล!”
“แม่เจ้าโว้ย! ข่าวนี้ชวนตะลึงจริงแท้ ไม่ได้แล้ว! ข้าต้องรายงานสู่เจ้านิกายโดยเร็วที่สุด เราต้องได้มันมาไม่ว่าต้องจ่ายราคาใด!”
เพียงชั่วกาลไม่ถึงหนึ่งก้านธูปมอดสิ้น ข่าวการปรากฏของรากเต๋าบรรพชนในลานแสวงรางวัล ณ โถงแลกเปลี่ยนก็เหมือนติดปีกบินสะพัดไปทั่วทั้งเมือง ทำให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม ผู้บ่มเพาะมากมายรับรู้
ปัจจุบันผู้บ่มเพาะและตัวตนจากทั่วทิศต่างรวมตัวในเมืองนาวาวิญญาณเพราะเทศกาลหลินหลางเป่า ไม่เพียงเอกภพสมุทรทักษิณา ยังมีผู้คนมากมายที่มาจากเอกภพอื่น ๆ ข่าวนี้จึงเหมือนอัสนีฟาดเปรี้ยง ก่อเสียงเอะอะอึกทึกขึ้นได้ทันที
ชั่วขณะนั้น ผู้คนมากมายแห่กันไปยังโถงแลกเปลี่ยนด้วยคิดสืบเหตุการณ์ ทำให้โถงแลกเปลี่ยนเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ท้ายที่สุดเหล่าเจ้าหน้าที่จึงต้องออกมารักษาระเบียบ จึงเลี่ยงสารพัดปัญหาไปได้
ถึงขนาดที่ข่าวนี้เริ่มแพร่ออกไปจากเมืองนาวาวิญญาณสู่ทั่วเอกภพสมุทรทักษิณา ยิ่งกว่านั้นยังแพร่กระจายต่อเนื่องไปสู่เอกภพอื่น ๆ ด้านนอกเอกภพสมุทรทักษิณาด้วย…
เห็นได้ชัดว่าเพียงไม่กี่วัน ข่าวนี้จะนำผู้บ่มเพาะจากทั่วทิศมาเยือน
เหตุการณ์ที่นี่คึกคักชวนตะลึงอย่างยิ่ง
กระทั่งเฉินซียังไม่คาดคิด ว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดเพราะหนึ่งประกาศของตน
สามวันต่อมา ในเคหา
ขณะนี้เฉินซีนั่งขัดสมาธิ ขณะที่พลังชีวิตในกายพลุ่งพล่านเช่นศิลาหลอม เรืองเสียงปะทุครืนโครมดุจพยัคฆ์มังกรคำรน
ขณะเดียวกัน รากฐานวิญญาณธรรมชาติรูปร่างคล้ายใบไม้เขียวลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้า เรืองรองเจิดจรัสด้วยอำนาจเต๋าธรรมชาติอันบริสุทธิ์เก่าแก่
อำนาจเต๋าธรรมชาตินั้นโปร่งใส กระจ่างและเรืองรองดุจมายา ดูงดงามอยู่ไม่น้อย
เมื่อพินิจอย่างตั้งใจ ก็จะพบหนึ่งกระบี่ละล่องอยู่ภายใน ณ ขณะนี้ โอบล้อมด้วยอำนาจเต๋าธรรมชาติขณะสั่นสะท้านกู่คำรามไม่จบสิ้น
ขณะเดียวกัน พลังโลหิตและวิญญาณของเฉินซีซึ่งโถมทะยานออกจากร่างไปปกคลุมรากฐานวิญญาณธรรมชาติก็แทรกซึมเข้าไปด้านในไม่จบสิ้น แปรสภาพเป็นพลังอันประสานไร้ที่ติกับอำนาจเต๋าธรรมชาติ และร่วมกันขัดเกลากระบี่เล่มนั้น
เหล่าไป๋เห็นเช่นนี้ก็ถอนหายใจโล่งอก พึมพำว่า “ไม่เลว ไม่เลว ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ คราวนี้ ก็ต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะมัน…”
ขณะนี้เฉินซีลืมตาขึ้นเฉียบพลัน ก่อนจะอ้าปากพ่นรัศมีศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่ง กวาดรากฐานวิญญาณธรรมชาติเข้าสู่ร่างไป
เพียงครู่ต่อมา แก่นโลหิตอันพลุ่งพล่านรอบกายก็สงบลง คืนสรรพสิ่งสู่ความสงบเย็น
เฮ้อ!
เฉินซีแย้มยิ้ม “ไว้ข้าขอบคุณเจ้าในวันที่ยันต์ศัสตราแปรสภาพเป็นสมบัติวิญญาณธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ก็ไม่สายเกินไปนะ”
“เสแสร้ง!” เหล่าไป๋พึมพำ ก่อนจะเตือนขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึม “จะดีที่สุดหากเจ้าไม่ใช้ยันต์ศัสตราตามใจชอบขณะที่มันกำลังพัฒนา เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจภายในหลุดหายไป”
เฉินซีพยักหน้า ดูจมในความคิด “การพัฒนายันต์ศัสตราใช้เวลาสิบปี เหมือนข้าต้องไปหากระบี่อื่นที่เหมาะสมมาใช้ก่อนสินะ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ชายหนุ่มพลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้คือวันที่เขาตกลงไปพบเฉียนอัน และต้องมุ่งหน้าไปยังโถงแลกเปลี่ยนเพื่อรับวัตถุเทวะที่ตนซื้อไว้
“มาเถิด เราจะไปโถงแลกเปลี่ยนกัน” เฉินซีลุกขึ้นทันที เขาอยากเห็นว่าจะมีผู้ใดรับการแลกเปลี่ยนที่เขาเสนอหรือไม่
“ข้าเตือนเจ้านะ! ห้ามขังข้าไว้อีก!” เหล่าไป๋เตือนเสียงแข็งด้วยท่าทางเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่ายังไม่ลืมประสบการณ์อันขมขื่นเมื่อกาลก่อน
เฉินซีแย้มยิ้ม “หากเจ้าไม่ก่อปัญหา ก็ย่อมได้”
ในที่สุดเหล่าไป๋ก็พอใจ กระพือปีกออกจากเคหาไปกับเฉินซี
“คุณชาย ในที่สุดท่านก็ออกมา” แล้วเฉินซีก็ต้องประหลาดใจ เมื่อทันทีที่ก้าวออกจากเคหา ก็เห็นเฉียนอันรออยู่ก่อนแล้ว นอกจากนั้น จากสีหน้าร้อนรน ก็เปลี่ยนเป็นยินดี ประหนึ่งปลดภูเขาลงจากบ่า
“ป… เปล่า” เฉียนอันรีบร้อนโบกมือ เหลือบตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะส่งกระแสปราณตอบเบา ๆ “คุณชาย หนนี้ข้ามาเพราะมีข่าวดีจะบอกท่าน”
ว่าแล้ว ก็เล่าถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสามวันนี้กับเฉินซี นอกจากนั้น ยังเน้นเรื่องที่จักรพรรดิเจิ้นอู่ต้องการพบเฉินซีเป็นพิเศษด้วย
“มันสร้างเหตุการณ์ขนาดนั้นเชียวหรือ?” เฉินซีอึ้งไป เขากระทั่งรู้สึกไม่อยากเชื่อเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุอึกทึกยิ่งใหญ่ที่เกิดในเมืองนาวาวิญญาณเพียงเพราะประกาศเดียวจากตน
“ท่านไปถึงก็เข้าใจเองขอรับ” เฉียนอันกล่าวเร็วจี๋ “คุณชาย จักรพรรดิเจิ้นอู่รอมาสามวันแล้ว เพราะเช่นนั้น…”
“เจ้าคงเผยตัวตนของข้าไปแล้ว ถูกหรือไม่?” เฉินซีขมวดคิ้วขณะจ้องเฉียนอัน
“ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ? โถงแลกเปลี่ยนรักษาความลับเรื่องตัวตนของลูกค้าทุกคนเสมอ เรื่องนี้ท่านวางใจได้เลย” เฉียนอันร้อนตัวบอกรับประกัน
เฉินซีคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง “เราตกลงกันได้ แต่ข้าจะไม่พบจักรพรรดิเจิ้นอู่ตรง ๆ”
“คุณชายไม่ต้องกังวลหรอกขอรับ เราจัดห้องพิเศษให้ท่านแล้ว รับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้ใดสืบตัวตนของท่านได้แน่” เฉียนอันเหมือนจะเดาไว้แล้วว่าเฉินซีจะพูดเช่นนี้ จึงตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
………………..