ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 425 ถอนตัว
บทที่ 425 ถอนตัว
ถึงแม้ว่าเขานั้นอยากจะคำนึงถึงความปลอดภัยเอาไว้เหนือสิ่งอื่นใด แต่ด้วยการที่เหล่าราชาเหนือราชาเริ่มเตรียมตัวที่จะออกล่าเขาแล้ว แถมกำแพงเขตแดนที่ล้อมเขาโรคาแห่งนี้ยังค คงอยู่ เขาจึงคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
ต่อให้กำแพงเขตแดนของภูเขานี้หายไป แต่นั่นจะหมายความว่าเหล่าราชาเหนือราชาของวิหารศักดิ์สิทธิ์ออกไล่ล่าอย่างไม่ลดละ หากเขาถูกพบเจอตัวเข้าคงยากที่จะหลุดรอด
นี่จึงทำให้เขานั้นคิดจะใช้รูปลักษณ์ของหลิวเซียนและหุ่นเชิดซากศพระดับราชาเหนือราชาก่อเรื่องก่อราวแล้วค่อยหนีหายไป
และไหนๆก็ไหนๆแล้วเขาก็เลยคิดว่าจะทำเรื่องราวให้มันใหญ่โตก่อนที่จะหลบหนี
ต่อให้เขาไม่อาจเก็บเกี่ยวอะไรได้เพิ่มเติมมากนัก แต่เพียงแค่สมุนไพรหมุนเวียนโลหิตที่เขาเก็บเข้าโลกใบเล็กไปนั้น ก็เพียงพอที่คนในกองกำลังเทียนเว่ยของเขาจะใช้ได้หลายสิบ รอบ
และในอนาคต หากเขามีเวลา เขาก็ยังใช้รูปลักษณ์นี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อีกอย่างไม่รู้จบ
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงก็รีบเก็บหุ่นเชิดซากศพระดับราชาเหนือราชากลับเข้าโลกใบเล็กไป ก่อนจะใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตาพุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางเขาโรคา
หลังจากเพียงไม่ถึงครึ่งลมหายใจ เฉินเฉียงก็ได้ไปปรากฏอยู่ตรงเขตแดนหมอกของเขาโรคา
“หยุด ใครกัน”
เฉินเฉียงที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำให้ร่างหกร่างที่คอยหลบซ่อนออกมาในทันใด
ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคยของเฉินเฉียงทั้งสิ้น
นั่นก็เพราะหกคนนี้คือคนที่ทำให้เฉินเฉียงต้องบาดเจ็บเจียนตายเมื่อหนึ่งปีก่อนที่เขาโรคาแห่งนี้
นี่ทำให้เฉินเฉียงหันไปมองทั้งหกคนด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ และนี่ทำให้ผู้นำกลุ่มรีบก้มหัวคำนับแล้วกล่าวออกมา “เป็นผู้อาวุโสหลิวแห่งหอหุ่นเชิดโลหิตนี่เอง ท่านจะออกไปข้าง งนอกเช่นนั้นหรือครับ”
เฉินเฉียงพยักหน้ารับด้วยท่าทีเย็นชา “พูดมากน่ารำคาญ รีบเปิดทางให้ข้าได้แล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางอันไม่เป็นมิตรของเฉินเฉียง ชายผู้นำกลุ่มก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนที่เขานั้นจะนำป้ายคำสั่งสีดำที่ห้อยไว้ที่เอวมาโบกไปมายังทิศทางที่กำแพงเขตแดน นตั้งอยู่
เฉินเฉียงได้จับจ้องไปที่แผ่นป้ายคำสั่งนี้ก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างเย็นยะเยือก ในทันทีที่กำแพงเขตแดนแห่งเขาโรคาเปิดออก เสียงตกกระทบของหุ่นเชิดซากศพที่ได้นั่งลงกับพื้น นก็ได้ดังขึ้น และพุ่งตรงเข้าไปต่อยหน้าอกของชายที่ถือป้ายคำสั่งนี้จนเป็นรูโหว่
เฉินเฉียงใช้จังหวะนี้ในการเก็บป้ายคำสั่งเข้าแหวนของตนไป ก่อนที่จะดูดซับพลังจากซากร่างของราชาเหนือราชาผู้นี้ในทันที
การโจมตีอย่างไม่คาดฝันของเฉินเฉียงนี้เองทำให้ราชาเหนือราชาอีกห้าคนต้องนิ่งอึ้งตะลึงงัน
กว่าพวกเขาจะพอเข้าใจเรื่องราวได้ ผู้นำกลุ่มของพวกเขาก็ร่วงหล่นสู้พื้นดินกลายเป็นศพไปแล้ว
“แย่แล้ว หลิวเซียนก่อกบฏ”
ราชาเหนือราชาทั้งห้าได้พุ่งตรงไปบนท้องฟ้าหมายจะปิดกำแพงเขตแดนลงอีกครั้ง แต่เฉินเฉียงและหุ่นเชิดซากศพของเขานั้นก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนที่ทั้งห้าจะทำสำเร็จ
การหลบหนีของเฉินเฉียงในครั้งนี้ลื่นไหลประดุจปลาที่แหวกว่ายอยู่ในห้วงมหาสมุทร ไม่ว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากมายจะติดตามไปยังไงก็ไม่อาจพบเจอร่องรอยได้
แถมเรื่องเกิดขึ้นในรังคลั่งของวิหารศักดิ์สิทธิ์นี้ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งองค์กรอย่างแรงกล้า
นั่นก็เพราะ นี่เป็นเรื่องราวการก่อกบฏของผู้อาวุโสหอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหอหุ่นเชิดโลหิตซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน
แถมยังไม่มีใครรู้อีกว่าทำไมหลิวเซียนนั้นถึงได้คิดคดทรยศพวกเขา และยังไม่รู้ว่าในตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนอีก
แล้วหากเขาได้แพร่กระจายความลับต่างๆของวิหารศักดิ์สิทธิ์ออกไปล่ะ นั่นจะไม่ทำให้ตัวตนที่สูงล้ำของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะต้องสั่นสะเทือนรึไงกัน
แม้แต่สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าที่คอยหาเสบียงโลหิตให้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์เองก็ยังต้องอกสั่นขวัญแขวนไม่น้อยเมื่อได้รับรู้เรื่องนี้
และนี่ทำให้ในตอนที่เฉินเฉียงหลบหนีออกมาได้แล้ว หอทั้งสี่ของวิหารศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ส่งคนของตนออกไปค้นหาทั่วทั้งห้าภูมิภาคเพื่อหาตัวหลิวเซียนอย่างไม่ว่างเว้น
แต่คนก่อเรื่องที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้นั้นกลับเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์อยู่เขตเมืองชั้นนอกของเมืองฟ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ไกลหูไกลตา
เมื่อเฉินเฉียงกลับไปยังหอการค้าเหมันต์จันทรา ทั่วทั้งท้องฟ้าที่เขตเมืองชั้นนอกนี้ก็ได้ปรากฏเหล่าผู้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์หลายร้อยคนบินผ่านไปมา
การปรากฏตัวของคนเหล่านี้ทำให้ผู้คนทั่วเขตเมืองชั้นนอกถึงกับต้องอกสั่นขวัญแขวนกันในทันที คนส่วนใหญ่นั้นถึงกับอดไม่ได้ที่จะจ้องมองดู บ้างเกรงกลัว บ้างก็รู้สึกริษยา
เมืองฟ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วยการที่เป็นเขตของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า จึงมีบ่อยครั้งที่จะพบผู้คนระดับราชาเหนือราชาบินไปมาในท้องฟ้าของเมือง
แต่มันก็ยากยิ่งที่จะได้พบเห็นราชาเหนือราชาเกินกว่าร้อยคนที่บินเหนือน่านฟ้าพร้อมๆกัน จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาต้องคอยใส่ใจเหลียวมองอยู่บ่อยครั้ง
หยานเสวี่ย จางหยวนและคนอื่นๆเองก็รับรู้ได้ถึงเรื่องนี้ แต่เพียงพวกเขาคิดจะออกจากหอการค้าเหมันต์จันทราไปหาข้อมูล พวกเขาก็ได้เห็นเฉินเฉียงกลับมา
เฉินเฉียงลอบหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนจะทำตามคนอื่นเงยหน้าขึ้นมองคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ด้วยท่าทางแสร้งเคารพเชิดชู
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉียงยังอยู่ดี หยานเสวี่ยและคนอื่นๆก็แสดงท่าทางสบายใจอย่างที่สุดขึ้นมา
แต่ในตอนนี้หยานเสวี่ยก็เริ่มกังวลขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นเม่ยซินอยู่ข้างกายเฉินเฉียง
-เฉินเฉียง เม่ยซินล่ะ นางเป็นยังไงบ้าง- หยานเสวี่ยเอ่ยถามผ่านทางการส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณอย่างอดไม่ได้
“มีข้าไปด้วยนางย่อมสบายดีน่า” หลังจากพูดจบ เฉินเฉียงก็มองไปที่เจิ้งยี่ที่อยู่ข้างๆ นี่ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมา
เหล่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ทั่วท้องฟ้านั้น พวกเขาได้ตรวจสอบดูทั่วทั้งเมืองอย่างละเอียดลออและระแวดระวัง เมื่อไม่พบร่องรอยของหลิวเซียน พวกเขาจึงไปค้นหาที่อื่นต่อ
หลังจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้บินจากไป ก็ราวกับแสงสว่างได้ถอดผ่านท้องฟ้าที่มืดมิดเข้ามาได้ เป็นตอนนี้ที่หัวใจที่หนักอึ้งของผู้คนในเมืองเริ่มจะเบาบางลงไป
ถึงแม้จะไม่มีใครรู้ว่าอะไรที่ทำให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างมากมายขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีใครสักคนเดียวที่คิดจะเอ่ยถามหรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างน้ อยๆก็ในเมืองฟ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ถึงแม้จะมีบางคนที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้แล้วพูดคุยกัน แต่นั่นกลับทำให้คนที่ใส่ใจถึงกับต้องตัดบทพูดคุยแล้วปิดประตูบ้านหนีไปในทันที
นั่นก็เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว วิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำใจพวกเขา
ต่อให้พวกเขาเห็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์บางคนฆ่าคนไปต่อหน้าต่อตา แต่คนเหล่านี้จะไม่คิดว่าสิ่งที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะโหดร้ายหรือไม่สมควรแต่อย่างใด กลับกัน พวกเขาจะตราหน้า คนที่โดนสังหารเป็นตัวโฉดชั่วที่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สมควรที่จะล้างบาง
“เอาล่ะ เราเข้าไปข้างในแล้วค่อยพูดคุยกันดีกว่า” มุมปากของเฉินเฉียงได้ยกตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะสะบัดมือไล่ให้ทุกคนกลับเข้าหอการค้าไป จะเหลือก็เพียงหวังต้าลู่และพนักง งานอีกสองคนเท่านั้นที่ยังคงต้อนรับลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ว่างเว้น
“กัปตัน….เม่ยซินล่ะ”
เจิ้งยี่ที่อดรนทนไม่ไหวอีกก็ได้ถามออกมาในทันทีที่เข้าไปในส่วนห้องพัก นี่ทำให้หยานเสวี่ยแสดงสีหน้าออกมาอย่างพึงพอใจ
เฉินเฉียงเองก็เผยรอยยิ้มกริ่มออกไปแล้วพูดออกมา “ไม่ต้องกังวลไปเจิ้งยี่ นางได้นอนหลับอย่างสงบสุขอยู่ในโลกใบเล็กของข้า”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ได้เปิดโลกใบเล็กของตน แล้วนำเม่ยซินออกมาวางไว้บนเตียง
แม้แต่ตอนนี้ เม่ยซินก็ยังคงสลบไสลอย่างไม่ฟื้นคืน
ดูเหมือนว่าการไปเยือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้จะหนักหน่วงเกินไปสำหรับเธอ
หากเจิ้งยี่ไม่ปรากฏขึ้นในสายตาของเม่ยซินในช่วงสุดท้ายนั่นล่ะก็ ต่อให้เฉินเฉียงไม่ช่วยเธอออกมา เธอก็คงกลายเป็นคนที่มีจิตใจที่สูญสลายไปแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเฉินเฉียงยังไม่คิดคลายการสะกดจิตกับเม่ยซินนั้น เป็นเพราะเขาอยากให้เธอพักผ่อนให้เต็มที่
เมื่อเห็นใบหน้าที่งดงามของเม่ยซินยามหลับใหลนี้ เจิ้งยี่เองก็รู้สึกหวานใจก่อนที่จะยื่นมือของตนหมายจะไปปาดแก้มของเธอด้วยความอาทร แต่สุดท้ายก็เก็บมือของตนกลับคืน
“หยานเสวี่ย จางหยวน พวกเจ้าก็ด้วย พวกเราออกไปกันก่อนแล้วกัน” เฉินเฉียงพูดพลางกวักมือเรียกให้ทุกคนออกจากห้องไป
ก่อนจะออกไป เฉินเฉียงก็ได้ส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาเจิ้งยี่ “เจิ้งยี่ เม่ยซินพึ่งจะได้เห็นธาตุแท้ของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวตนที่สูงล้ำในใจของเธอไป”
“ดังนั้นในตอนนี้ปล่อยให้เธอนอนหลับไปก่อน”
“แต่ก่อนที่เธอจะสลบไปตอนที่เธอได้พบเจอสถานการณ์เกือบตายนั้น ข้าได้ยินกับหูว่าเธอได้เอ่ยชื่อของใครบางคนขึ้นมา นั่นก็คือเจ้า”
“ดังนั้นแล้ว เจ้าเองก็คงต้องดูแลเธอให้ดีๆต่อไปแล้วล่ะนะ”
เมื่อเจิ้งยี่ได้ยินก็หยุดนิ่งไม่ไหวติงไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นแล้วพูดออกมา “ขอบคุณครับ กัปตัน”