ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 426 ตื่นจากการหลับใหล
บทที่ 426 ตื่นจากการหลับใหล
ที่อีกห้องหนึ่ง เฉินเฉียงกำลังถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่ตัวเขาได้ติดตามเม่ยซินไปเยี่ยมเยือนวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้วได้พบเจอมา
ทุกคนรับฟังอย่างนิ่งเงียบ ก่อนจะทุบโต๊ะออกมาแทบจะพร้อมๆกันแล้วใครคนหนึ่งได้พูดออกมา “ข้าไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ทำตัวสูงส่งนั่นจะเป็นพวกหน้าไหว้ห หลังหลอก ไม่คิดว่าคนอื่นเป็นสิ่งมีชีวิตเฉกเช่นพวกมัน”
“ผู้คนกว่าเจ็ดหมื่นคนตกตายในคราวเดียว แถมยังทำไปเพียงเพื่อเลี้ยงสัตว์ปีศาจของพวกมันอีกเนี่ยนะ”
“นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนเทิดทูนงั้นรึ ช่างน่าขันนัก ผู้คนทั่วทั้งโลกปีศาจต่างก็คิดว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์คงอยู่ก็เพื่อปกป้องพวกเขา แล้วไม่เคยรั บรู้ว่าพวกมันคือภัยอันตรายที่แท้จริง ไอ้พวกนี้มันช่างเจ้าแผนการนัก”
“ถึงแม้โลกของเราจะมีสภาพแวดล้อมที่สุดแสนจะยากลำบาก ใครจะไปคิดว่าคนบนโลกปีศาจที่สุขสบายจะถูกชุบเลี้ยงไว้เป็นปศุสัตว์แบบนี้กัน มันช่างเลวร้ายกว่ามากนัก”
“ท้ายที่สุดแล้วต้นเหตุแห่งหายนะของโลกปีศาจนี้เองก็หนีไม่พ้นเคล็ดวิชาบ่มเพาะหุ่นเชิดโลหิตและสัตว์ปีศาจ พวกมันเป็นต้นเหตุให้ผู้คนบนโลกปีศาจแห่งนี้กลายเป็นเพียงแหล่งอาหา ารของพวกมันเพียงเท่านั้น”
….
หลังจากพูดคุยกันไปพักหนึ่ง ทุกคนในตอนนี้ราวกับเต็มเปี่ยมไปด้วยใจที่ห้าวหาญจนอดไม่ได้ที่จะหาทางระบายความโกรธออกมา
“กัปตัน ทำไมพวกเราไม่กลับไปรวบรวมคนจากฮุยตู๋มาเข่นฆ่าไอ้เวรตะไลพวกนั้นและสัตว์ร้ายมหาประลัยพวกนั้นให้หมดสิ้นกันไปเลยล่ะ”
จางหยวนได้ผุดลุกขึ้นมา พร้อมพูดด้วยเสียงที่ดังลั่นและดุดัน
“เจ้าจะแหกปากทำซากอะไรกัน อีกอย่างที่นี่มันโลกปีศาจนะ ไม่ใช่โลกของพวกเรา แล้วพวกเราจะไปสนใจทำบ้าอะไร”
“ต่อให้ผู้คนบนโลกนี้ต้องตายจนหมดสิ้น มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพวกเรา”
“อีกอย่าง พวกเรามาที่นี่ไม่ใช่มาในฐานะผู้กอบกู้โลก”
“นอกจากจะหาทางจัดการการรุกรานของสัตว์ปีศาจบนโลกนี้ พวกเรายังต้องหาทางจัดการไอ้เวรตะไลฮั่นจุยนั่นอีก”
ความคิดของจางหยวนถูกแย้งโดยหลางซานเอ๋อและกัวเหลียงในทันที
แต่กระนั้น ในตอนนี้กองกำลังเทียนเว่ยต่างก็คิดเห็นตามทั้งสองฝ่ายแทบจะแบ่งได้อย่างละครึ่งเลยทีเดียว
เฉินเฉียงได้ยืนขึ้นเพื่อห้ามศึกระหว่างสองฝักฝ่าย
“ถึงแม้ว่าสิ่งที่ข้าเก็บเกี่ยวมาจากวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นมันเพียงพอที่ข้าจะพาคนของฮุยตู๋ให้มาที่นี่ได้ก็ตาม แต่นั่นมันก็ไม่มากพอที่เราจะกวาดล้างตัวตนที่ชั่วร้ายและฝังร รากลึกอย่างวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยเวลาอันสั้น”
“เพราะไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พวกเราเป็นเพียงคนนอกของโลกใบนี้”
“แถมด้วยสถานการณ์บนโลกเราเองนั้นก็ยังไม่ได้สู้ดี แล้วจะให้พวกเรามาวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่นอีกเนี่ยนะ ข้าว่าพวกเจ้าคงต้องกังวลเรื่องของโลกปีศาจให้มันน้อยลงแล้วเสีย ยกระมัง”
“สิ่งที่พวกเราต้องทำในตอนนี้ก็คือการแทรกซึมเข้าไปในสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าและหาทางเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์”
“พวกเราต้องหาวิธีเก็บเกี่ยวสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้แล้วนำมันกลับไปยังโลก เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราจึงจะพร้อมพาคนของเรามากวาดล้างสัตว์ปีศาจหรือแม ม้แต่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตพวกนั้นให้หมดสิ้นได้อย่างไม่มีปัญหา”
หลังจากพูดจบ เฉินเฉียงก็ได้นำสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตออกมาจากแหวนเก็บของสี่ต้น แน่นอนว่ารวมถึงส่วนของหวังต้าลู่ เจิ้งยี่และเม่ยซิน
และนี่จะทำให้เฉินเฉียงคลายกังวลเกี่ยวกับกองกำลังของเขาไปได้อีกเปลาะหนึ่ง
หากไม่มีผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตใดๆมาเป็นภัยคุกคามคนในกองกำลังเทียนเว่ย ด้วยพลังการโจมตีของแต่ละคนในตอนนี้แล้ว ตราบใดที่ทุกคนไม่หุนหัน เขาเชื่อว่าทุกคนสามารถ ไปได้ทุกที่ทั่วโลกปีศาจเลยทีเดียว
ส่วนสมุนไพรหมุนเวียนโลหิตที่เหลือนี้เขาสามารถปลูกมันไว้ในโลกใบเล็กของเขา และนี่ทำให้เขานั้นไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตที่เขาโรคาอีกต่อไป
ตราบใดที่เขารอให้มันเติบโตได้มากพอ เขาสามารถจะกลับไปโลก เมื่อถึงตอนที่สัตว์ปีศาจเหล่านี้รุกราน พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีก
“เอ้อ แล้วเมิ่งน้อยไปไหนซะล่ะ” เฉินเฉียงถามออกมาอย่างสงสัย “ถึงแม้ว่าเมิ่งน้อยจะเป็นสัตว์ประหลาดสายเลือดอัคคี แต่หากว่าเจ้านั่นไปสัมผัสสัตว์ปีศาจก็ยังโดนพวกมันกลืนกินอยู่ ดี ยังไงซะเจ้านั่นก็ต้องกินสมุนเวียนโลหิตเข้าไปอยู่”
หยานเสวี่ยส่ายมือไปมาเมื่อได้ยิน “เมิ่งน้อยนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ไม่ตื่นขึ้นมาเลย แถมเด็กนี่ยังไปนอนก่ายอยู่บนแก่นวิญญาณนับร้อยก้อนราวกับต้องการใช้มันในคราวเดียว ข ข้าเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”
“โอ้” เฉินเฉียงอุทานออกมา “ขอข้าดูหน่อยสิ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หยานเสวี่ยได้เปิดช่องทางเข้าโลกใบเล็กของตน แล้วปล่อยให้เฉินเฉียงเข้าไป
ในโลกใบเล็กของหยานเสวี่ยนั้นเป็นเพียงทุ่งหญ้าโล่ง โดยในทุ่งหญ้านี้ก็ได้มีเมิ่งน้อยที่นอนก่ายอยู่บนกองแก่นวิญญาณอย่างสบายอารมณ์
เฉินเฉียงจ้องมองไปสักพักก็ได้รับรู้ว่าเมิ่งน้อยนั้นมีอัตราการหายใจที่ต่ำกว่าปกติ แต่แก่นวิญญาณที่มันนอนทับอยู่นั้นก็ได้ถูกดูดซับเข้าไปในร่างของมันด้วยความเร็วที่เห ห็นได้ด้วยตาเปล่า
ดูเหมือนว่าเมิ่งน้อยนั้นเตรียมจะยกระดับขั้นแล้วแหะ
เฉินเฉียงมีความสุขขึ้นมาในทันทีเมื่อเห็นฉากนี้
แปดปีได้แล้วนับจากที่เขาได้พบเจอเมิ่งน้อยในเขตแดนจักรพรรดิ ถึงแม้เจ้าตัวน้อยนี่จะไม่ได้สูงใหญ่เท่าแม่ของมัน แต่ระดับการบ่มเพาะของมันนั้นหาได้ด้อยไปเลยสักนิด
และในครั้งนี้หลังจากที่เมิ่งน้อยยกระดับ เขาเชื่อว่าเมิ่งน้อยนั้นจะอยู่ในระดับราชาหรือก็คือสัตว์วิญญาณระดับสามของโลกใบนี้
สัตว์ประหลาดระดับราชาสายเลือดอัคคี แม้บนโลกนั้นจะสามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่กับโลกปีศาจแห่งนี้มันหาได้ยากยิ่งนัก
และเพื่อให้เมิ่งน้อยสามารถยกระดับได้อย่างราบรื่น เฉินเฉียงก็นำแก่นวิญญาณออกมาอีกเจ็ดร้อยกว่าก้อน วางไว้ข้างร่างของเมิ่งน้อยที่ยังคงนอนอย่างสบายอารมณ์
ดูเหมือนว่าเมิ่งน้อยเองก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นมาได้เหมือนกัน และนี่ทำให้มันราวกับผ่อนคลายอารมณ์จนหลับสนิทไปในทันที
หลังจากออกจากโลกใบเล็กของหยานเสวี่ย เฉินเฉียงก็พบว่าหยานเสวี่ยนั้นกำลังนั่งคิดชั่งใจอะไรบางอย่าง
“มีอะไรเหรอนั่น”
หลางซานเอ๋อที่นั่งข้างๆได้พูดออกมา “ก็นี่มันผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้วนี่นาที่เม่ยซินยังไม่รีบตาตื่นขึ้นมาเลย ข้านั้นอยากรู้จริงๆว่านางไม่เป็นอะไรจริงๆใช่รึเปล่า”
หากว่าหยานเสวี่ยไม่กลัวว่ามันจะเป็นการขัดขวางเส้นทางของเจิ้งยี่และเม่ยซินล่ะก็ หยานเสวี่ยเองคงจะยังนั่งเฝ้าเม่ยซินอยู่ไม่ขาดแล้ว
“เจิ้งยี่นี่น้า จริงๆเล้ย เข้าไปก็เงียบกริบไม่ออกมาบอกอะไรพวกเราเลยสักนิด บอกมาเป็นครั้งคราวก็ยังดี”
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็ยิ้มออกมา “ไม่ต้องกังวลไปหรอก เม่ยซินนั้นตื่นขึ้นมาแล้ว”
“ฟื้นแล้วเหรอ” หยานเสวี่ยยืนขึ้นมาด้วยท่าทางมีความสุข “ถ้าอย่างนั้นข้าเข้าไปดูนางนะ”
“รอก่อน” เฉินเฉียงได้ทัดทานหยานเสวี่ยไปด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้นางต้องการเห็นเจิ้งยี่มากกว่าเจ้านา จะดีกว่าหากเจ้าไปพบนางในวันพรุ่ง”
หยานเสวี่ยเมื่อได้ยินก็กระทืบเท้าไปสองสามทีก่อนจะบ่นอุบออกมา
“ยัยเด็กนี่ เห็นผู้ชายดีพี่สาวไปซะแล้ว”
ด้วยพลังจิตที่ทรงพลังของเฉินเฉียง เขานั้นสามารถรับรู้สถานการณ์ในห้องพักของเม่ยซินที่เจิ้งยี่คอยเฝ้าอยู่ได้อย่างไม่ยากเย็น
และเป็นตอนนี้ที่เขารับรู้ได้ว่าเม่ยซินฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว
แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา ดวงตาที่กลมโตของเธอนั้นเต็มไปด้วยความสับสน และสิ่งแรกที่เธอจะรับรู้ได้ในตอนนี้ ก็เป็นใบหน้าของเจิ้งยี่เพียงเท่านั้น
“ข้าฝันไปงั้นรึ”
เม่ยซินเองนั้นแม้จะบอกมาแบบนี้ แต่เธอก็ยังคงจดจำสัตว์ปีศาจทั้งห้า และฉากเหตุการณ์ระทึกขวัญ และเงาของผู้คนที่สับสนอลหม่านพยายามหนีหายไปจากเหตุการณ์นี้
ในตอนที่เธอกำลังจะหมดสติ เธอยังจำได้อย่างชัดเจนว่ามีสัตว์ปีศาจตนหนึ่งพุ่งตรงมาที่เธอ มันกรีดร้องด้วยเสียงที่น่าสะพรึง และเปิดปากที่น่าหวาดหวั่น หมายจะกัดกินเธอเสียต ตรงนั้น
แม้จะต้องพบเจอสถานการณ์แบบนั้น แต่คนที่ใจอ่อนอย่างเม่ยซินก็ยังไม่สูญเสียสติสัมปชัญญะไป เธอยังจดจำได้ถึงทุกวินาทีนับแต่ตอนที่สัตว์ปีศาจตนนั้นหันมาจ้องมองเธอ จนกระทั่งป ปากอันป้ากว้างของมันนั้นกำลังจะกัดกินมาที่เธอ
เป็นช่วงที่เธอคิดว่าต้องตายแน่ๆนี้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เธอคุ้นตาก็ได้ปรากฏตัว
“พี่ใหญ่เจิ้งยี่”
เธอได้ยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่สดใสอีกครั้ง
แต่ก็ราวกับว่ารอยยิ้มของเธอนี้ได้ใช้พลังงานทั้งหมดร่างไปจนหมดสิ้น