ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 467 โศกนาฏกรรม
บทที่ 467 โศกนาฏกรรม
เมื่อเห็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีระดับการบ่มเพาะระดับราชาขั้นสูงปรากฏ ศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าที่เข้าร่วมกลุ่มเหมันต์จันทราก็เผยรอยยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ราวกับยอมรับใน ชะตากรรม
-มันจบแล้วศิษย์พี่ฉู ดูเหมือนว่าพวกเราคงต้องตกตายกันที่นี่แล้วล่ะ-
-ไม่ได้เว้ย ศิษย์น้องเฟิง เจ้าห้ามตายเป็นอันขาด- ศิษย์แซ่ฉูส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาศิษย์แซ่เฟิง พร้อมกับท่าทางที่กำลังครุ่นคิดหาทางออก
-ศิษย์พี่ฉู หากไอ้พวกนี้มันหาคนทำไม่ได้ พวกมันต้องฆ่าผู้บริสุทธิ์เหล่านี้เป็นแน่-
-เออ ข้ารู้- ศิษย์แซ่ฉูเมื่อได้ส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณเสร็จสิ้น เขาก็ได้ส่งกำไลสื่อสารให้กับศิษย์น้องแซ่เฟิงของเขา
-ศิษย์น้องเฟิง ลูกพี่ของเราสอนเจ้าใช้กำไลนี่มาก่อนแล้วใช่รึเปล่า-
-เดี๋ยวข้าจะออกไปรับหน้าพวกมัน เจ้าเองก็ส่งตำแหน่งของพวกเราบอกลูกพี่ไป หลังจากนั้นเจ้าก็บันทึกฉากเหตุการณ์ต่อจากนี้เอาไว้ให้ดี-
-ในเมื่อข้านั้นไม่ว่ายังไงก็ตกตายที่นี่อยู่แล้ว อย่างน้อยๆก็ถ่ายกระบวนการถูกฆ่าของข้าเอาไว้ เพื่อเป็นแรงใจให้ลูกพี่แก้แค้นให้ข้าสักหน่อยก็แล้วกัน-
-ไม่ ศิษย์พี่ ให้ข้าเป็นคน…-
-หุบปากได้แล้ว ศิษย์น้องเฟิง ข้าเองก็สมควรจะตกตายมานานแล้ว พี่ชายของข้าเองก็ถูกไอ้พวกผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตฆ่าตาย และสิ่งที่ข้ากำลังทำอยู่นี้ ก็เป็นเพียง ความเห็นแก่ตัวของข้า ดังนั้นเจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง-
-จำคำพูดของข้าแล้วทำตามก็พอ-
เมื่อพูดจบ ศิษย์พี่ที่แซ่ฉูก็ยืนขึ้น ก่อนจะลอยไปหาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างอับจนหนทาง
“ไอ้พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์”
-ศิษย์พี่ฉู…- การที่ศิษย์แซ่ฉูพี่นี้ตะโกนออกไปอย่างดังกึกก้องนั้น หนึ่งเพื่อให้คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเพ่งเล็งมาเฉพาะที่ตน อีกหนึ่งคือประสงค์ให้คนทั่วไปและผู้คนใน นสำนักเต๋าประจำเมืองได้ตั้งใจมองตนและฉากเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้ยินก็มองไปที่ศิษย์แซ่ฉูผู้นี้ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง “เป็นแค่ราชาขั้นต้นรึ เหอเหอเหอ หากข้าเข้าใจไม่ผิด เจ้าเป็นศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้ าสินะ แล้ว เจ้าทำฉากนองเลือดเพื่อป้ายสีวิหารศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ขึ้นมาทั้งหมดงั้นรึ”
“ไม่ เจ้าผิดแล้ว”
ศิษย์แซ่ฉูได้เหยียดกายตรงปะทะสายลม ใบหน้าของเขาแม้จะแฝงไปด้วยความกลัว แต่น้ำเสียงที่เขาตะเบ็งออกมานั้นกลับแสดงออกมาอย่างฮึกเหิมและกล้าหาญ
“ข้า ฉูหยาง ข้าเป็นศิษย์ของสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าจริง ส่วนฉากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นข้าทำให้มันปรากฏขึ้นมาก็จริง แต่พวกมันคือความจริงที่ข้าได้เข้าไปพบเห็นมาจากวิหารศั กดิ์สิทธิ์”
“อัจฉริยบุคคลเหล่านั้นต้องตกตายไปก็เพราะพวกแก เหล่าศิษย์ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การสอบเข้าสำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้าพวกนั้น”
“ยังไม่พอ พวกแกยังใช้ชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ล่อลวงพวกเขาให้เข้าไปเยี่ยมเยือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วพาพวกเขาไปฆ่าอย่างโหดร้ายเลือดเย็นแบบนี้”
“พวกแกนั้นมันโอหังนัก ใช้ชื่อเสียงแห่งเทพพิทักษ์ของโลกปีศาจ มาหลอกลวงผู้คนบนโลกใบนี้ไปเพื่อใช้เป็นเพียงอาหารให้กับไอ้ตัวน่ารังเกียจที่อยู่ในร่างกายพวกแก”
“ไอ้พวกขยะของมวลมนุษย์ พวกแกนั้นโหดร้ายเสียยิ่งกว่าไอ้พวกปีศาจที่แกชุบเลี้ยงเอาไว้ในร่างซะอีก”
“วิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของผู้คนใต้หล้า แต่เพราะมีผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตอย่างแกที่ทำให้ชื่อเสียงของที่นั่นต้องมัวหมอง”
“ฉากเหล่านั้นเป็นของจริงอย่างแน่แท้ แล้วพวกเจ้ายังไม่คิดกล้าจะยอมรับว่าตนเองได้กระทำไปอีกรึไง”
เมื่อได้ยินคำพูดเชือดเฉือนที่ระดมเข้าใส่ประดุจดั่งเกลียวคลื่นทะเลไม่รู้เหนื่อยนี้ นี่ทำให้ผู้คนภายในเมืองต่างก็รู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่าเข้าไปกลางใจอย่างไม่หยุดยั้ง
“คุณพระคุณเจ้า มันเป็นเรื่องจริงงั้นรึ”
“เขาบอกเองว่าตัวเขานั้นเป็นศิษย์สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า เขาคงไม่กล้าโกหก”
“ข้าไม่คิดว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์จะทำเรื่องไม่เกรงกลัวฟ้าดินได้แบบนี้ ช่างน่าชังนัก”
“ช่างน่าเสียดายศิษย์สำนักเต๋าเหล่านั้นจริงๆ หากพวกเขาไม่ไปเข้าร่วมการสอบที่สำนักเต๋าสวรรค์ชั้นฟ้า พวกเขาก็คงอยู่และปลอดภัยดี ใครจะไปคิดว่าพวกเขาจะสาบสูญไปเพียงเพราะเรื่องแค ค่นี้”
เมื่อได้ยินเสียงคำพูดคุยของผู้คนเบื้องล่าง คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองหาได้แสดงความโกรธเคืองออกมาไม่ พวกเขาได้มองหน้ากันแล้วยิ้มกริ่มออกมาด้วยซ้ำ
“ไอ้หนู เจ้าพูดถูกแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่เจ้าแสดงให้ดูนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวิหารศักดิ์สิทธิ์ แล้วมันยังไงล่ะ เจ้าคิดว่าเจ้าจะหลบหนีจากพวกข้าได้รึ”
“ไม่สิ ไม่ใช่แค่เจ้า แม้แต่ผู้คนของเมืองนี้ก็อย่าได้หลุดรอดไปได้หลังจากรู้ความจริง”
“ฮี่ฮี่ฮี่ พี่จาง ดูเหมือนว่าวันนี้การเดินทางของเราจะไม่ได้สูญเปล่าแล้วจริงๆ ไม่เพียงจะได้ตัวไอ้คนที่พวกเราควานหา พวกเรายังได้รับอาหารโลหิตไปทั้งเมืองอีกด้วย ข้าเชื่อว่าหลังจ จากวันนี้ไป หุ่นเชิดโลหิตของพวกเราสมควรจะก้าวเข้าสู่ระดับราชาเป็นแน่”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยินดีด้วยพี่เชิง”
“พี่จางก็ทำพูดไป ท่านเองก็คงยินดีไม่ต่างจากข้าเป็นแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า…”
เมื่อศิษย์แซ่เฟิงที่เป็นศิษย์น้องของฉูหยางได้ยินก็ถึงกับหน้าถอดสีและร้อนรนในทันใด
ดูเหมือนว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้าเขานี้ต้องการจะกวาดล้างเมืองแห่งนี้จริงๆ
แถมพวกมันยังมีหน้ามาพูดคุยเกี่ยวกับส่วนแบ่งอาหารเลือดต่อหน้าผู้คนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ไอ้พวกนี้คือพวกบ้าเลือดขนานแท้
เมื่อศิษย์แซ่เฟิงได้ยินแบบนี้แล้ว หลังจากที่เขาส่งสัญญาณพิกัดให้กัวเหลียงแล้ว เขาก็รีบอัดฉากที่เกิดขึ้นในทันที
ฉูหยางที่กำลังลอยตัวเผชิญหน้าอยู่กลางอากาศ เมื่อรับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป เขาก็รีบพุ่งตรงเข้าหาทั้งสองในทันที
“ไอ้พวกปีศาจร้าย ข้าจะสู้กับพวกเจ้า”
ในขณะที่เขากำลังพุ่งตรงไปหาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนี้เอง ฉูหยางก็รีบตะโกนใส่ผู้คนเบื้องล่าง “ทุกคนรีบหนีเร็วเข้า ไอ้พวกชั่วแห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์สองคนนี่มันคิดจะฆ่ าล้างเมืองเพื่อปิดปาก”
เมื่อได้ยินคำพูดที่หวังดีของฉูหยางนี้ ผู้คนเบื้องล่างนั้นมีเพียงน้อยคนที่จะเริ่มวิ่งหนี หลายๆคนยังสะบัดมือไปมาประหนึ่งดังเป็นเรื่องไร้สาระ พลางรับชมฉากเหตุการณ์
“ชิ ใครกันแน่ที่โกหก เป็นเจ้าไม่ใช่เรอะที่คิดจะกวาดล้างเมือง”
“พวกเขาเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์นะเว้ย แล้วพวกเขาจะไปทำเรื่องโหดร้ายประดุจดั่งไม่ใช่คนเช่นนั้นได้ยังไงกัน”
แต่ไม่นาน ผู้คนในเมืองก็รับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติ
ในขณะที่ฉูหยางกำลังพุ่งตรงไปหาคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนั้น พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว
ทั้งสองได้ทำการเคาะไปที่อกของตนพร้อมกัน
และนี่ทำให้มีร่างสีดำสองร่างพุ่งออกมาจากร่างกายของพวกเขา
มันเป็นสัตว์ปีศาจสองตัวที่อ้าปากกว้างกว่าหน้าของพวกเขา และพวกมันร่วงหล่นลงมายังเบื้องล่าง
กลายเป็นว่าทั้งสองหมายจะกวาดล้างทั้งเมืองจริงๆ
ด้วยการที่ฉูหยางผู้นี้เป็นเพียงราชาขั้นต้น ต่อให้เขาเป็นผู้ทรงพลังสำหรับศิษย์แผนกวิชายุทธคนหนึ่ง แต่เขาก็ยังอ่อนด้อยกว่าสัตว์ปีศาจเหล่านี้
ผลก็คือ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดที่จะใส่ใจในตัวเขา และหมายส่งหุ่นเชิดโลหิตของตนไปกวาดล้างผู้คนให้หมดสิ้น ก่อนที่จะปลดปล่อยหุ่นเชิดซากศพระดับราชาขั้นสูงสองตนออกมาจัดกา ารฉูหยางแทน
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่จาง ข้าคิดบทกวีสำหรับการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราออกด้วยล่ะ”
“แหม่ พี่เชิงนั้นช่างอารมณ์ดีเสียจริง ทำไมเราไม่มาดื่มไวน์กันพลางรับฟังท่านเอื้อนเอ่ยบทกวีของท่านไปเล่า”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดี”
เมื่อพูดจบ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์แซ่เชิงก็ได้นำขวดไวน์ออกมาสองขวด ก่อนจะยกกระดกเข้าปากไปอึกใหญ่ แล้วจ้องมองฉากเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วเอื้อนเอ่ยออกมา
“โลกปีศาจแห่งนี้สวยงามนัก”
“ปลดชนักมีอิสระฆ่าไม่เหลือ”
“มีสิ่งเดียวดีกว่าใดใต้ดวงเดือน”
“พร้อมได้เอื้อนเอ่ยคำกับพี่ใหญ่จาง”
“นามวิหารศักดิ์สิทธิ์สูงล้ำยิ่ง”
“ผู้คนหยิ่งทระนงล้วนจางหาย”
“วันหนึ่งกลายสู่ราชาจอมราชันย์”
“วันหนึ่งนั้นหุ่นเชิดข้าได้ดื่มกิน”
“จะเป็นไวน์หรือสุราข้าไม่สน”
“พวกเราล้วนชมชอบในพวกมัน”
“แหม่ พี่เชิงช่างเจ้าบทเจ้ากลอนนัก” หลังจากคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะชมเชยกับบทกลอนนี้พลางกัดกินก้อนขนมปังแล้วพูดออกมา “ในพี่เชิงมีทักษะสูงขนาดนี้ เห็นท ที่ข้าเองก็จะน้อยหน้าไม่ได้แล้วกระมัง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดี พี่จาง ข้ารอฟังท่านอยู่ ว่ามาได้เลย”
ในขณะที่พูดคุยกันอยู่อย่างสนุกสนานนี้ เหล่าคนไม่ใช่คนทั้งสองก็ทำตัวไม่รู้ร้อนหนาวกับทะเลเลือดและซากศพกองพะเนินเบื้องล่างอย่างมีความสุข ราวกับนักพรตผู้อาศัยอยู่ในภูเขาลึก ตัดขาดจากโลกภายนอก ดื่มไวน์พลางเอื้อนเอ่ยบทกลอนตอบกันไปมา
ศิษย์แซ่เฟิงที่อยู่ตรงกลางของเมืองอยู่นี้ก็ได้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
เขารู้ดีว่าต่อให้ออกไปก็ต้องตกตาย ต่อให้หนีไปก็หนีไม่พ้น
แต่อย่างน้อยๆเขาก็อยากจะตบหน้าไอ้พวกคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ให้ได้คนละที
เมื่อเห็นว่าผู้คนภายในเมืองถูกฆ่าล้างสังหารไปจนหมดสิ้น และฉูหยางศิษย์ผู้พี่ของตนที่รับมืออย่างเต็มกลืนจากหุ่นเชิดซากศพทั้งสอง และนี่ทำให้หลังจากศิษย์แซ่เฟิงผู้นี้ทำอะไร รบางอย่างกับกำไลสื่อสารเสร็จแล้วจึงได้เก็บมันไป ก่อนที่จะส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างดังลั่น “ศิษย์พี่ฉู ข้าขอร่วมทางไปกับท่าน”