ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 512 เมิ่งน้อยออกศึก
บทที่ 512 เมิ่งน้อยออกศึก
ศิษย์ระดับราชาเมื่อได้ยินก็รีบฉวยกระบี่ยาวนี้กลางอากาศ ก่อนที่จะตวัดลงมาตามสัญชาตญาณ และนี่ทำให้บังเกิดเสียงกรีดหนึ่งดังขึ้นมา
มันเป็นเสียงที่เฉียบคมราวกับตัดกระดาษปึกอย่างง่ายดาย และนี่ทำให้ปีกของหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณตัดขาดออกในทันที
และนี่ทำให้หุ่นเชิดสัตว์วิญญาณแมงมุมไม่อาจรักษาสมดุลของร่างกายและร่วงลงหล่นสู้พื้นในทันที
เมื่อเห็นโอกาสนี้ ศิษย์ระดับราชาขั้นต้นผู้นี้ก็ได้ตัดปีกของมันอีกครั้งด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าแล็บ จนท้ายที่สุดก็ได้ไปเฉือนที่หลังหัวของมัน และนำเอาแก่นหุ่นเชิดสีส้มที มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมา ก่อนที่จะบินไปหาเฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้ง
“ท่านผอ. นี่ดาบของท่าน และนี่แก่นหุ่นเชิดโลหิตครับ”
ศิษย์ระดับราชาขั้นต้นพูดออกมาด้วยท่าทางประหม่า แต่กระนั้นเขาก็ยังมองตามกระบี่ยาวที่อยู่ในมือพร้อมกับสายตาที่แสดงออกซึ่งความเสียดายกระบี่เล่มนี้
เมื่อเห็นภาพนี้ เฉินเฉียงที่อยู่ในรูปลักษณ์ของผอ.จ้งก็ยิ้มออกมา
“กระบี่นี้เป็นของเจ้า เจ้านำมันไปเช่นฆ่าศัตรูของเจ้าให้หมดสิ้นจะดีกว่านะข้าว่า ส่วนแก่นหุ่นเชิดนั่นเองก็เช่นกัน มันเป็นสินสงครามที่เจ้าได้รับมาด้วยมือตนเอง เจ้าก็จงเก็บมัน นไว้ใช้บ่มเพาะแล้วกัน”
ถึงแม้ว่าผู้บ่มเพาะบนโลกปีศาจนี้จะมีความทรงพลังอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อต้องพบเจอกับพลังของมนุษย์กลายพันธุ์หรือการเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ ด้วยอาวุธของโลกใบนี้ยังไ ไม่อาจที่จะต่อกร
หากเขาปล่อยไว้เช่นนี้ เขาบอกได้เลยว่ายามที่ต้องพบเจอกับหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์เหล่านี้จะต้องเสียหายและตกตายได้อย่างง่ายดาย
และหากพวกเขาไม่อาจจัดการปัญหานี้ได้ แล้วพวกเขาจะไปอยู่รอดต่อในอนาคตได้ยังไง
การที่จะต้องพบเจอกับสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์แบบนี้ ทุกคนย่อมคิดหาวิธีที่จะได้รับอาวุธดีๆมาอย่างแน่นอน
ศิษย์ระดับราชาขั้นต้นผู้นี้ หลังจากรับกระบี่ยาวกลับไปแล้ว เขานั้นจ้องมองมันประดุจดั่งสมบัติล้ำค่าของชีวิต ก่อนที่จะรีบหันหลังกลับและพุ่งเข้าใส่หุ่นเชิดสัตว์วิญญาณกลายพันธ ธุ์แมงมุมในทันที
ในแหวนเก็บของของเฉินเฉียงนั้นยังมีอาวุธที่ทรงพลังเฉกเช่นกระบี่เล่มนี้อยู่อีกนับพัน แน่นอนว่าหยานเสวี่ยและคนอื่นในกองกำลังเทียนเว่ยต่างก็มีพวกมันอยู่อีกมากมาย
เมื่อเห็นว่าศิษย์ระดับราชาขั้นต้นผู้นี้ก็เข้าไปต่อสู้อย่างห้าวหาญและบ้าคลั่ง นี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆคนอื่นๆเริ่มถูมือของตนไปมาประดุจดั่งจะร้องขอของเล ล่นไปเล่นบ้าง
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงนำอาวุธที่มีอยู่ออกมาร้อยกว่าชิ้น ก่อนจะมอบให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสระดับราชาเป็นอย่างน้อยแทนของขวัญกำลังใจในการต่อสู้
และนี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสผู้ซึ่งได้รับของขวัญแทนใจจากเฉินเฉียงไปแล้วก็รีบพุ่งเข้าหาเหล่าหุ่นเชิดสัตว์วิญญาณกลายพันธุ์ไปทีละคนสองคน
หลังจากเหล่าศิษย์และผู้อาวุโสเหล่านี้ได้เก็บเกี่ยวแก่นวิญญาณออกมาแล้ว เฉินเฉียงก็ได้บอกออกไป “นำอาวุธของมนุษย์กลายพันธุ์ที่พวกเรามีไปมอบให้คนของแผนกวัตถุวิญญาณดูหน่อยว่า พวกเขาสามารถพัฒนาอาวุธได้เทียบเท่านี้รึเปล่า ดูเหมือนว่าเรานั้นต้องเพิ่มระดับอาวุธให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วไปได้”
หยานเสวี่ยพยักหน้ารับเห็นด้วย
หลังจากนั้นเฉินเฉียงได้ส่งข้อความไปหาจางหยวนและคนอื่นๆในทำนองเดียวกัน
หลังจากนั้น กองกำลังนี้ก็ได้พุ่งตรงต่อไป
ถึงแม้ว่าป่าใต้ดินแห่งนี้จะมีอนาเขตที่กว้างขวาง แต่ด้วยการที่เฉินเฉียงและคนในกลุ่มนี้เรียงแถวหน้ากระดานรุกคืบเข้าไปเป็นแนวยาว นี่ทำให้พวกเขานั้นไม่ได้ปล่อยปละพื้นที่ใดให ห้หลุดรอดจากการรอดตระเวนกวาดล้างแต่อย่างใด
และเพื่อให้ได้รับความสูญเสียที่น้อยที่สุด เขาจึงได้ทำการฝึกศิษย์และผู้อาวุโสเหล่านี้ด้วยวิธีการของทหารไปในตัว นอกจากนี้เขายังสั่งให้แนวหน้าที่เดินขึ้นไปนั้นต้องเป็นผู้บ่ม มเพาะในระดับราชาเป็นอย่างน้อย นี่จะทำให้ต่อให้พบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็จะตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที
หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน กลุ่มของเฉินเฉียงและหยานเสวี่ยนั้นก็ยังคงรุกคืบเข้าไปกลางป่าลึกอย่างช้าๆแต่มีประสิทธิภาพ
แต่ในตอนนี้ ยิ่งกลุ่มของเฉินเฉียงรุกคืบเข้าไปในส่วนลึกมากเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกหนักอึ้งในหัวใจมากขึ้นเท่านั้น
นั่นก็เพราะยิ่งพวกเขาเจอศัตรูมากขึ้นเท่าไหร่ ลักษณ์ของศัตรูที่พวกเขาพบก็เริ่มๆเปลี่ยนไป พวกมันบางส่วนนั้นเป็นสัตว์วิญญาณที่ไม่ใช่หุ่นเชิดซากศพ แต่เป็นสัตว์วิญญาณกลายพันธุ เลยด้วยซ้ำ แถมมันยังมีแผ่นแก่นวิญญาณของมนุษย์กลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดสัตว์วิญญาณคลั่งได้อย่างไม่รู้จบสิ้นอีก
“แปร๋นนนนนนนนน”
เสียงดังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเขย่าฟ้าดินได้ดังขึ้นก้องป่า ทำให้กลุ่มของเฉินเฉียงต้องหยุดเท้าลง
ไม่นาน พวกเขาก็ได้เห็นช้างตัวใหญ่ยักษ์ที่มีความสูงนับสิบเมตร เพียงแค่มันก้าวเท้าเดินก็เพียงพอที่จะทำให้ต้นไม้ใหญ่หลายต้นต้องสั่นจนล้มลงไป แถมมันยังมีงวงยาวเจ็ดถึงแปดเ เมตรที่รัดพันไว้กับต้นไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสองเมตรไปมา พร้อมกับไล่ทุบตีผู้คน
ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้ศิษย์และผู้อาวุโสเหล่านี้ต้องได้รับบาดเจ็บ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาหวาดหวั่น
“มันก็แค่สัตว์วิญญาณระดับราชาขั้นกลางเพียงเท่านั้น ให้ข้าลงมือเอง”
ในหมู่เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าในกลุ่มของเฉินเฉียง ได้มีบางคนที่อยู่ในระดับราชาขั้นกลางเช่นกันได้กระโดดออกไป เขาได้เหวี่ยงท่อนเหล็กในมือที่หนาเป็นนิ้วๆออกไป ป พร้อมท่าทางที่เต็มไปด้วยความดูแคลนอีกฝ่าย
“ฉิบหายล่ะ ไอ้หมอนั่นซวยแหง”
เมื่อเห็นฉากนี้ ท่าทางของเฉินเฉียงเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที
ถึงแม้ว่าผู้บ่มเพาะบนโลกปีศาจจะมีร่างกายที่ทรงพลังเหนือคนทั่วไป แต่พวกเขานั้นไม่ได้รู้ว่าสัตว์วิญญาณตัวนี้ได้ฝังแผ่นแก่นพลังงานชนิดบ้าคลั่งเข้าไป นี่ทำให้มันทรงพลังกว่า สัตว์วิญญาณที่อยู่ในระดับเดียวกันอยู่มากมายนัก เรียกได้ว่าด้วยความทรงพลังของมันนั้นเมื่อถูกการโจมตีนี้เข้าไปแทบจะไม่ระคายเคืองแม้แต่น้อย
ด้วยความเร็วของผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นกลางคนนี้ทำให้เพียงชั่วพริบตา เขาไปยืนอยู่เหนือหัวของช้างคลั่งตัวใหญ่ยักษ์ได้ในทันที
แต่ก็เป็นไปอย่างที่เฉินเฉียงคาดการณ์ไว้ หลังจากที่ช้างคลั่งถูกโจมตีไปที่หัวด้วยกระบองเหล็ก ถึงแม้นั่นจะทำให้มันผงะถอยหลังไป แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็เห็นได้ชัดเจนว่ากระบองเ เหล็กได้โค้งงอไปเรียบร้อยแล้ว
และยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
ช้างคลั่งยักษ์ที่พึ่งจะโดนโจมตีไปนั้นได้สะบัดงวงที่ยาวยักษ์ของมันอย่างรวดเร็วประดุจแส้เหล็กพุ่งตรงไปยังผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นกลางผู้นี้ในทันที
ยังดีที่ผู้บ่มเพาะคนนี้มีร่างกายที่ทรงพลังไม่น้อย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ การที่ต้องรับการโจมตีตรงๆในครั้งนี้จะต้องทำให้เขาตกตายในทันที แต่ถึงแม้เขาจะไม่ตกตาย เขาก็ถูกส่งบ บินกระเด็นไปหลายเมตรเลยทีเดียว หลงเหลือไว้เพียงละอองเลือดที่พ่นออกมาหลังจากถูกปัดกระเด็นไปแล้วเท่านั้น
“ฮึ่มมมม”
ในฐานะที่ได้รับคำสั่งเป็นผู้นำกลุ่มนี้ หยานเสวี่ยสบถออกมาด้วยท่าทางเย็นชา และรีบบินเข้าไปในทันที
นับจากที่หยานเสวี่ยและเฉินเฉียงนั้นอยู่กินกัน หยานเสวี่ยนั้นบ่มเพาะอย่างหนักในทุกขณะที่มีโอกาส และหวังว่าจะได้เพิ่มระดับบ่มเพาะให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นั่นก็เพราะเธอนั้นรู้ดีว่ามนุษย์กลายพันธุ์เช่นเธอนั้น หากจะต้องการรื้อฟื้นระบบสืบพันธุ์ในร่างกายได้จะต้องขึ้นไปอยู่ในระดับราชาจักรพรรดิ และนั่นจะทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวม มนุษย์ทั่วไปคนหนึ่งเพียงเท่านั้น
เธอนั้นได้มีความสุขอย่างมากที่ได้อยู่กับเฉินเฉียง
แต่ก็ยังมีสิ่งเดียวที่ทำให้เธอค้างคาใจและเสียดาย นั่นก็คือเธอไม่อาจมีลูกกับเฉินเฉียงได้
นี่คือความเจ็บปวดที่เธอนั้นพยายามเก็บซ่อนเอาไว้ในใจมาโดยตลอด
นี่จึงทำให้ตลอดสองปีที่ผ่านมานั้น หยานเสวี่ยไม่เคยว่างเว้นจากการบ่มเพาะในทุกครั้งที่มีโอกาส
และผลจากการทำงานหนักของเธอก็ทำให้ทุกคนได้เห็นอย่างประจักษ์สายตา นั่นก็คือการเป็นคนแรกในกองกำลังเทียนเว่ยที่ก้าวเข้าสู่ระดับราชาจอมพลขั้นต้น
ด้วยระดับการบ่มเพาะที่ห่างกันเกือบช่วงชั้นนี้ทำให้ไม่ยากเลยที่เธอนั้นจะจัดการช้างคลั่งตัวนี้
แต่ก่อนที่เธอจะได้ลงมือ เมิ่งน้อยที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตรงหน้าอกของเธอก็ได้ส่งเสียงร้องทัก ก่อนจะมองเธอด้วยความตื่นเต้นยินดีแล้วหันไปมองช้างคลั่งประดุจดั่งได้พบเจอของเล่น
“เจี๊ยกเจี๊ยก”
แม้มันจะส่งเสียงร้องออกมา แต่ในความจริงแล้วมันได้ส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณไปหาหยานเสวี่ย “แม่ ให้หนูลงมือนะ”
“เจ้ารึ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ หยานเสวี่ยก็อดทำหน้าเข้มแล้วอดจะตวาดออกไปไม่ได้ “เมิ่งน้อย เจ้าอย่าได้หาเรื่องนะ”
ในมุมมองของหยานเสวี่ยนั้น แม้เมิ่งน้อยเองจะอยู่ในระดับราชันย์สัตว์ประหลาดขั้นต้นแล้วก็ตาม ซึ่งหากว่ากันตรงๆด้วยระดับบ่มเพาะของเมิ่งน้อยนี้ย่อมไม่มีปัญหาหากต้องสู้รบตบมือก กับอีกฝ่าย
แต่ยังซะ ช้างคลั่งตัวนี้ก็ยังเป็นสัตว์วิญญาณที่ฝังแผ่นแก่นพลังงานรูปแบบบ้าคลั่งเข้าไปเลยนะ
แถมยังมีสิ่งที่ทำให้เธอกังวลยิ่งกว่าก็คือเจ้าช้างคลั่งตัวนี้นั้นสูงใหญ่เกือบสิบเมตร แต่เมิ่งน้อยนั้นสูงยังไม่พ้นข้อเล็บของมันดีเลยด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่าระดับบ่มเพาะจะห่างชั้นกันมากก็จริง
แต่เมื่อเทียบกับขนาดตัวแล้ว เธอกลัวว่าหากเมิ่งน้อยเผลอถูกเหยียบไปจะกลายเป็นเนื้อแผ่นเอาเสียง่ายๆในบัดดล
อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้เมิ่งน้อยหาได้ฟังคำเอ็ดของหยานเสวี่ยไม่
มันได้เหวี่ยงตัวเองออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะพุ่งไปอยู่ตรงหน้าช้างตัวใหญ่ยักษ์ที่กำลังแสดงออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“เมิ่งน้อย”
หยานเสวี่ยตะโกนออกไปในทันที แต่ก่อนที่เธอจะพุ่งไปคว้าตัวเมิ่งน้อยไว้ เธอก็ถูกหยุดไว้โดยเฉินเฉียง