ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 165 :ปากพาซวย
เนื่องจากมีชาวบ้านมาดูโทรทัศน์มากเกินไป ลานบ้านจึงไม่สามารถรองรับพวกเขาทั้งหมดได้
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากย้ายโทรทัศน์ไปที่ลานใกล้เขื่อน จากนั้นใช้ปลั๊กพ่วงเพื่อเชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟจากบ้านของเขา
ดังนั้น คนกลุ่มใหญ่จึงนั่งบนม้านั่งของตัวเอง ดูโทรทัศน์ในเขื่อนเหมือนกับดูภาพยนต์กลางแปลงจริง ๆ
“ตอนนี้เหมือนกับการดูภาพยนตร์กลางแปลงจริง ๆ แล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ถอนหายใจอย่างไร้คำพูด
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ในที่สุดก็เป็นช่วงสิ้นเดือนอีกครั้ง
อย่าเพิ่งพูดถึงโรงงานผลิตเครื่องปรุงรสกุ้งอบน้ำมันสำเร็จรูปชิงเจียง เพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นลงทุน ยังไม่มีผลกำไร
ร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงและร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเหอ รวมถึงร้านอร่อยสามมื้อได้แจกจ่ายเงินโบนัสให้กับพนักงานอีกครั้ง
ในเดือนมิถุนายน ร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงที่บริหารโดยหลินเจียอินทั้งหมด 5 แห่งทำกำไรรวมได้มากกว่า 230,000 หยวน ร้านแฟรนไชส์กุ้งอบน้ำมันชิงเหอในเขตเมืองชิงโจวทั้ง 10 แห่งเพิ่งเปิดกิจการได้ไม่นาน ดังนั้นพวกเขาจึงขายเครื่องปรุงรสกุ้งอบน้ำมันสำเร็จรูปได้เพียง 60,000 หยวนเท่านั้น หลังหักต้นทุนแล้ว ได้กำไรสุทธิ 40,000 หยวน
ส่วนร้านแฟรนไชส์ในเขตอำเภออื่นอีก 7 อำเภอยังไม่เปิดทำการในช่วงนี้ ดังนั้นจึงยังไม่มีการซื้อขายเครื่องปรุงรสกุ้งอบน้ำมันสำเร็จรูป
มูลค่าการซื้อขายของร้านอร่อยสามมื้อแยกออกมาโดยสิ้นเชิง โดยร้านอร่อยสามมื้อทำกำไรจากการขายพะโล้เป็นหลัก ร้านมีกำไรมากกว่า 80,000 หยวนต่อเดือน ตอนนี้มีร้านแฟรนไชส์เพิ่มมาอีก 20 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะทำกำไรรายวันได้ประมาณ 3,000 หยวน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร้านแฟรนไชส์เหล่านี้เพิ่งเปิดกิจการเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นผลกำไรรวมของเดือนมิถุนายนจึงยังมีไม่ถึง 30,000 หยวน
นับรวมทั้งหมดแล้ว กำไรรวมสุทธิอยู่ที่ 371,765 หยวน
นี่คือกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว
ครั้งนี้ เจียงเสี่ยวไป๋เสนอให้แบ่งผลกำไรกันแค่ในส่วน 300,000 หยวน อีก 70,000 กว่าหยวนที่เหลือไว้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับเปิดร้านใหม่ต่อไป
หวังผิงและเฝิงเยี่ยนหงเห็นด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ในบัญชีส่วนตัวของหลินเจียอินจึงมีเงินฝากเพิ่ม 180,000 หยวน ส่วนบัญชีของเฝิงเยี่ยนหงมีเงินฝากเพิ่ม 120,000 หยวน
ทั้งที่เพิ่งจะอยู่ในปี 1983 แต่หญิงสาวสองคนนี้กลับมีเงินฝากในบัญชีมากกว่า 100,000 หยวนแล้ว
พวกเธอกลายเป็นเศรษฐินีสาวผู้ร่ำรวย !
“ขอบคุณพี่มากนะ ! ”
เช่นเดียวกับสองครั้งก่อนหน้านี้ เฝิงเยี่ยนหงอดไม่ได้ที่จะขอบคุณเจียงเสี่ยวไป๋หลังจากได้รับเงินส่วนแบ่ง
ในอดีต ความฝันของเธอคือการเป็นเศรษฐีมีเงินเก็บหลักหมื่นก็หรูแล้ว
แต่ตอนนี้ เธอคนเดียวสามารถมีเงินเก็บได้มากถึงหนึ่งแสนหยวน
หวังผิงยิ้มซื่อและพูดว่า “ฉันก็ทำเงินได้นิดหน่อยในเดือนนี้เหมือนกัน”
นับตั้งแต่เปิดร้านแฟรนไชส์ หวังผิงเริ่มรับซื้อกุ้งในหลายหมู่บ้าน ยกเว้นเจียงวานและเฉินเจียโกวที่เขารับซื้อในราคาเต็ม ส่วนในหมู่บ้านอื่นจะรับซื้อที่ราคาชั่งละ 2.5 เหมา หลังจากจัดส่งให้ร้านกุ้งอบน้ำมันชิงเจียงทั้ง 5 สาขาแล้ว เขาจะส่งกุ้งให้กับร้านแฟรนไชส์กุ้งอบน้ำมันชิงเหอด้วย
ราคาที่เขาขายให้กับร้านแฟรนไชส์อยู่ที่ชั่งละ 3.5 เหมา
อีกทั้งเจียงเสี่ยวไป๋ยังยกเงินส่วนต่างที่ขายกุ้งให้ร้านแฟรนไชส์เป็นเงินรายได้ส่วนตัวของเขาอีกด้วย
เฝิงเยี่ยนหงรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด แต่เนื่องจากงานในร้านค่อนข้างยุ่ง เธอจึงไม่เคยถามว่าหวังผิงทำเงินได้เท่าไร
แต่ในเวลานี้หวังผิงเป็นคนเกริ่นขึ้นมาเอง เฝิงเยี่ยนหงเลยอดถามไม่ได้ “แล้วคุณทำเงินได้เท่าไหร่ ? ”
หวังผิงเกาหัวแล้วพูดว่า “13,790 หยวน ! ”
“อะไรนะ ? ”
เฝิงเยี่ยนหงอุทานด้วยความประหลาดใจ เธอเกือบจะกัดลิ้นตัวเองขณะอุทาน “คุณแอบทำเงินได้มากกว่าหนึ่งหมื่นหยวนเลยหรือ ! ”
นี่คือกำไรที่เขาทำได้จากร้านแฟรนไชส์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานในเดือนมิถุนายน หากเขายังสามารถทำเงินได้แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คาดว่าในเดือนกรกฎาคม หวังผิงคงจะสามารถสร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นหยวนจากการรับซื้อและขายส่งกุ้งอย่างแน่นอน
หวังผิงยิ้มแล้วพูดว่า “ผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้เยอะขนาดนี้ ! ”
เฝิงเยี่ยนหงเดินเข้าหาหวังผิงด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม เธอเลิกคิ้วและกลอกตาใส่เขา
หวังผิงสะอึกทันที “นี่……คุณจะทำอะไร ? ”
เฝิงเยี่ยนหงยิ้มกริ่ม เธอขยิบตาอีกครั้งแล้วยื่นมือหยกของเธอออกมา “คุณคิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ ? ”
หวังผิงรีบผละถอยแล้วพูดว่า “ก่อนหน้านี้คุณพูดเองนะว่าคุณไม่เอาเงินส่วนนี้ ยกให้เป็นของผมทั้งหมด”
“เฮอะ……”
เฝิงเยี่ยนหงจ้องเขา “นี่คุณก็เชื่อสิ่งที่ผู้หญิงพูดด้วยหรือ ! ”
ดวงตาของหวังผิงเบิกกว้าง: แม่เจ้า……พูดตรงกว่านี้ได้อีกไหม ? คราวนี้จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างดีล่ะ ?
อีกอย่าง ไหนเขาบอกกันว่าคำพูดของผู้ชายเชื่อถือไม่ได้ ? ทำไมคราวนี้กลายเป็นคำพูดของผู้หญิงไม่น่าเชื่อถือเสียแล้วล่ะ ?
หวังผิงรู้สึกเวียนหัว
ถ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เขาจะแอบซ่อนเงินส่วนตัวไว้เงียบ ๆ ไม่ดีกว่าหรือ ?
ทำไมต้องพูดออกมาด้วย
ทำไมปากพาซวยขนาดนี้ !
เมื่อเฝิงเยี่ยนหงเห็นว่าสีหน้าของหวังผิงเปลี่ยนไป เขาไม่ตอบอะไรเธออยู่นาน เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบว่า “อีกอย่าง ก่อนหน้านี้คุณพูดเองว่าเงินทั้งหมดของคุณเป็นของฉัน ! ”
จู่ ๆ หวังผิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนเซื่องซึม เหมือนไก่หงอยที่พ่ายแพ้
ผู้หญิงพูดแล้วกลับคำยังพอให้อภัยได้ แต่ในฐานะที่เขาเป็นชายชาติทหาร เขาจะกลับคำพูดไม่ได้
“เยี่ยนหง ผมถูกใจบ้านอยู่หลังหนึ่ง ผมจะเอาเงินพวกนี้ไปซื้อบ้าน” หวังผิงกัดฟันพูด “ให้ผมเก็บเงินไว้ซื้อบ้านหลังนั้นได้ไหม ? ”
“ไม่จำเป็น ! ”
เฝิงเยี่ยนหงปฏิเสธทันทีโดยไม่คิดอะไร เธอตอบกลับทันควันว่า “คุณไปเจรจาเรื่องบ้านให้เรียบร้อยก่อน แล้วฉันจะไปจ่ายเงินให้”
“ก็ได้ ! ”
หวังผิงยอมแพ้แล้ว เขาหยิบสมุดบัญชีที่มีหน้ากระดาษแข็งสีแดงออกมาอย่างเชื่อฟัง แล้วมอบให้เฝิงเยี่ยนหง
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่สมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารการเกษตรแห่งประเทศจีน
ดวงตาของเฝิงเยี่ยนหงเบิกกว้าง ผู้ชายคนนี้รอบคอบจริง ๆ แม้ว่าธนาคารเกษตรจะอยู่ใกล้กับร้านของพวกเขามาก แต่เขากลับวิ่งไปที่ธนาคารอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ที่อยู่ถนนอีกสายหนึ่งเพื่อเปิดบัญชีส่วนตัว
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเขากังวลกลัวจะเจอเธอตอนไปธนาคาร
เธอจ้องหวังผิงตาเขม็งแล้วพูดว่า “คุณควรเรียนรู้จากลูกพี่ลูกน้องของคุณว่าเขาปฏิบัติต่อเจียอินอย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋เฝ้าดูพวกเขาสองคนทะเลาะกันจากด้านข้าง และคิดว่ามันค่อนข้างน่าสนใจ แต่เขาไม่คาดคิดว่าจู่ ๆ เรื่องนี้จะวกวนมาเกี่ยวข้องกับเขา เขาจึงรีบพูดว่า “อย่าเอาเรื่องของฉันไปเกี่ยวกับเรื่องของพวกเธอสองคนเลย”
ขณะที่เขาพูด เขาก็แอบชำเลืองมองไปที่หลินเจียอิน
หลินเจียอินเชิดคางของเธอขึ้นราวกับหงส์ขาวที่ภาคภูมิใจ
สามีของเธอมอบเงินให้เธอด้วยความตั้งใจของเขาเอง ไม่เหมือนกับหวังผิงที่ต้องให้เฝิงเยี่ยนหง เคี่ยวเข็ญ
จากนั้น แต่ละคนก็พาภรรยาและลูกกลับบ้าน
ระหว่างทาง หลินเจียอินนั่งอยู่ในรถแล้วพูดว่า “วันนี้กลับช้าไปแล้ว พวกลุงป้าน้าอาและเด็ก ๆ ของแต่ละครอบครัวไม่ได้ดูโทรทัศน์ พวกเขาคงจะร้อนใจกันหมดแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูเวลา เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “กว่าเราจะกลับไปถึงบ้าน ละครโทรทัศน์ก็คงหยุดออกอากาศไปแล้ว ดังนั้นเราจึงทำอะไรไม่ได้”
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คนในเจียงวานมาดูโทรทัศน์ที่บ้านเขาทุกคืน บางครั้งก็มีมาทีหลายสิบคน บางครั้งมาเกือบร้อยคน ซึ่งเป็นภาพที่ครึกครื้นมาก
แต่วันนี้ เจียงเสี่ยวไป๋กลับมาช้าเพราะเคลียร์บัญชีร้าน จ่ายเงินเดือน โบนัสรวมถึงแบ่งผลกำไรกับหวังผิง
เขาไม่สามารถทิ้งงานสำคัญของตนเองเพื่อรีบกลับไปเปิดโทรทัศน์ให้ชาวบ้านดูละครตรงตามเวลาได้ !
“หากพวกเขายังมาดูละครโทรทัศน์ที่บ้านเราแบบนี้ต่อไป ฉันว่าคงไม่ไหวแน่ ! ” หลินเจียอินถอนหายใจ
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “ตอนนี้ทุกคนในเจียงวานต่างมีเงินเพียงพอแล้ว คาดว่าหลายคนคงจะซื้อโทรทัศน์ในอีกไม่นาน”
นี่เป็นเรื่องจริง
หลินเจียอินพยักหน้า
อย่างไรก็ตาม เธอส่ายหน้าและพูดว่า “ตอนนี้โทรทัศน์ยังหาซื้อได้ยาก ต่อให้พวกเขามีเงิน แต่ก็ซื้อไม่ได้”
มีเงิน แต่หาซื้อหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องการไม่ได้ นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของยุคนี้จริง ๆ
เจียงเสี่ยวไป๋จมอยู่กับความคิดชั่วขณะหนึ่ง
แต่เพื่อความสงบสุขของครอบครัวเขา เขายังคงตัดสินใจช่วยเหลือเพื่อบ้านที่ยินดีจะซื้อโทรทัศน์