ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 167 :ย้ายบ้านใหม่ พี่น้องได้พบหน้า
ตอนที่ 167 :ย้ายบ้านใหม่ พี่น้องได้พบหน้า
วันที่ 1 เดือนกรกฎาคม วันนี้เป็นวันฤกษ์ดี
เจียงไห่หยางและครอบครัวของเขาย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ของเจียงเสี่ยวไป๋
เมื่อเห็นว่าครอบครัวของเจียงไห่หยางกำลังขนย้ายข้าวของ ชาวบ้านที่เห็นก็เข้ามาช่วย และทุกคนก็อวยพรและแสดงความยินดีแก่พวกเขา
“ไห่หยาง ขอแสดงความยินดีด้วย”
“เหล่าเจียง ไม่คิดว่าคุณจะได้อยู่ในบ้านใหญ่โตแบบนี้ในชีวิต ! ”
“ลุงไห่หยาง พี่เสี่ยวไป๋มีความกตัญญูจริง ๆ พาลุงและครอบครัวพี่น้องไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ด้วย ! ”
“ป้าซิ่วจวี๋ ยินดีด้วย ! ”
“พี่เสี่ยวเฟิง พี่ก็ย้ายเข้าไปด้วยหรือเนี่ย ! ”
“……”
เมื่อเห็นสายตาอิจฉาจากเหล่าชาวบ้านที่มาแสดงความยินดีให้ เจียงไห่หยางมีความสุขมากและตอบกลับทุกคนด้วยรอยยิ้ม
“คืนนี้มาดูละครที่บ้านของฉันสิ”
“ถ้ามีเวลาว่างก็มานั่งคุยกันที่บ้านของฉันนะ”
“ว่าง ๆ มาเล่นไพ่ด้วยกันสิ”
“……”
ราวกับว่าเขาได้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ไปแล้ว
“ไห่หยาง พวกคุณกำลังย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ เมื่อไหร่จะจัดงานเลี้ยงรวมเหล้าล่ะ ? ”
หลายคนถามคำถามที่พวกเขาสนใจ เพราะพวกเขาต้องให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับงานเลี้ยงรวมเหล้าของเจียงเสี่ยวไป๋
ของขวัญจากครอบครัวอื่นมักจะเป็นบะหมี่สองกำมือหรือข้าวโพด 2-3 ชั่ง หากเป็นคนที่สนิทช่วยเหลือกันเป็นประจำก็ต้องเลือกของดี ๆ ให้หน่อย ยิ่งญาติพี่น้องร่ำรวย ทางเลือกก็จะมีมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีคนที่ตัดปัญหา โดยการมอบซองแดงให้ไม่ 5 เหมาก็ 1 หยวน
หากพวกเขามอบเงินให้มากกว่า 1 หยวน เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นการแสดงถึงน้ำใจที่เหลือล้น
แต่เมื่อพวกเขาพิจารณาว่าต้องมอบของขวัญแทนน้ำใจให้กับเจียงเสี่ยวไป๋ พวกเขาต่างเกิดความรู้สึกลำบากใจ เพราะหากให้พวกเขาต้องควักเงินคนละ 5-10 หยวน พวกเขาทำใจควักออกมาไม่ได้จริง ๆ
หากไม่ให้ มันก็ดูจะไม่รักษาน้ำใจกัน
แต่หากให้ พวกเขาก็คงจะเสียดายจนต้องเจ็บปวดใจ
“เสี่ยวไป๋และเจียอินบอกว่าครั้งนี้พวกเขาจะไม่จัดงานเลี้ยงย้ายเข้าบ้านใหม่ พวกเขาสองคนรับรู้ได้ถึงความปรารถนาดีของพ่อแม่พี่น้องทุกท่าน แต่ช่วงนี้พวกเขาเพิ่งขยับขยายธุรกิจในเมือง พวกเขาจึงยุ่งมากจนไม่มีเวลามาจัดเตรียมงานเลี้ยง”
ทุกครั้งที่มีชาวบ้านถามเกี่ยวกับงานเลี้ยงรวมเหล้า เจียงไห่หยางจะตอบแบบนี้
นี่คือสิ่งที่เขาและเจียงเสี่ยวไป๋พูดคุยกันไว้แล้ว
บางครั้ง ชาวบ้านในชนบทก็มักจะแปลกจนทำให้คนไม่เข้าใจ
เวลาคนอื่นเขาจัดงานเลี้ยง พวกเขาคิดว่าต้องมอบของขวัญแทนสินน้ำใจ แต่ก็เสียดายเงิน
พอคนเขาไม่จัด พวกเขาก็มักจะคิดว่าโดนดูถูก คิดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นหัวตัวเอง
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเจียงเสี่ยวไป๋ที่จะพูดคำเหล่านี้ด้วยตัวเขาเอง แต่เขาก็มีไหวพริบมากเช่นกัน เพราะเขาให้เจียงไห่หยางพูดแทนเขา
ไม่อย่างนั้น หากชาวบ้านเห็นว่าเขามีกำลังทรัพย์ในการจัดงานเลี้ยง แต่เขาไม่จัด ชาวบ้านจะคิดว่าเขาดูถูกชาวบ้าน เลยไม่ต้องเชิญพวกเขา
แม้ว่าจะไม่มีงานเลี้ยงรวมเหล้า แต่ในปัจจุบัน บ้านของเจียงเสี่ยวไป๋ก็ยังคงมีชีวิตชีวามาก
ไม่ใช่มีแต่ครอบครัวของลุงเจียงไห่เทียนมาเท่านั้น แต่เจียงเสี่ยวเฟิงยังไปที่หมู่บ้านไป๋หยางเพื่อรับครอบครัวของพี่สาวคนโตเจียงเสี่ยวเยว่มาด้วย
เจียงเสี่ยวไป๋มีความสุขมากเช่นกันที่ได้พบเจียงเสี่ยวเยว่พี่สาวของเขา
ตั้งแต่เขากลับมาเกิดใหม่ คนในครอบครัวที่เขายังไม่เคยได้เจอหน้าเลยก็คงจะมีแต่พี่สาวแท้ ๆ ของเขาแล้ว
“พี่ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เรียกพี่สาวอย่างตื่นเต้น
พวกเขามีกันหกคนพี่น้อง เจียงเสี่ยวไป๋เป็นลูกคนรอง อีกสี่คนที่เหลือเป็นน้องชายและน้องสาว ดังนั้นเขาจึงมีศักดิ์เป็นเหมือนลูกชายคนโตของบ้าน เขาต้องทำหน้าที่พี่ชายมาตั้งแต่เด็ก คอยดูแลน้องชายและน้องสาวของเขา
มีแค่เจียงเสี่ยวเยว่เท่านั้นที่แก่กว่าเขา ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ได้รับการดูแลจากพี่สาวในฐานะน้องชาย
ดังนั้น เมื่อเทียบกับน้อง ๆ อีกสี่คนของเขา เจียงเสี่ยวไป๋ค่อนข้างรักและเคารพพี่สาวของเขามาก
และในชาติที่แล้ว พ่อกับแม่ตัดขาดจากเขา น้องสามเจียงเสี่ยวเฟิงประสบอุบัติเหตุ น้องห้าเจียงเสี่ยวเหลยกลายเป็นคนไม่เอาไหน ส่วนน้องสาวของเขาเจียงเสี่ยวชิงและเจียงเสี่ยวอวี่ไปทำงานต่างเมืองหลังจากเรียนจบจากมหาวิทยาลัย พี่สาวคนโตที่แต่งงานออกไปแล้วจึงคอยเป็นคนดูแลพ่อแม่ที่บ้าน
ดังนั้นสำหรับเจียงเสี่ยวเยว่พี่สาวคนโตของเขา เจียงเสี่ยวไป๋จึงมีความเคารพนอกเหนือจากความรักในครอบครัว
เมื่อเจียงเสี่ยวเยว่เห็นเจียงเสี่ยวไป๋ เธอเข้ามาจับมือของเขาและมองเขาอย่างเพ่งพินิจอยู่นาน
ตอนที่เธอกลับบ้านมาอวยพรปีใหม่ น้องชายคนนี้ยังเป็นคนไม่เอาไหนอยู่เลย ตอนนั้นครอบครัวของเขายากจนข้นแค้น เธอไม่คิดว่าไม่เจอเขาแค่ครึ่งปี น้องชายของเธอจะเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ เขาไม่เพียงแต่สามารถสร้างบ้านหลังใหญ่โตได้เท่านั้น แต่เขายังซื้อรถยนต์เป็นของตัวเองด้วย
“เสี่ยวไป๋ นายมีอนาคตที่สดใสแล้ว ! ”
“ในที่สุด น้องรองของพี่ที่ฉลาดและเป็นเด็กดีเมื่อครั้นวัยเด็กคนนั้นได้กลับมาแล้ว ! ”
หยาดน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลออกมาจากมุมตาของเจียงเสี่ยวเยว่ เธอมีความสุขมากกว่าใคร ที่น้องชายคนนี้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนดีและรู้จักกตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว
“พี่ ก่อนหน้านี้ผมทำตัวแย่ ก่อปัญหาให้พี่และพี่เขยแล้ว”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ
ตลอดช่วง 2 ปีที่เขาเป็นคนไม่เอาไหน เขามักจะไปบ้านพี่สาวของเขา และทุกครั้งที่ไปก็มักจะหลอกเอาเงินของพี่สาวมาทีละ 2-5 หยวนเป็นประจำ
นี่ยังไม่นับเงินที่เขายืมมาจากเฉินหยวนเฉา พี่เขยของเขาอีก
เจียงเสี่ยวเยว่ยิ้มและพูดว่า “อดีตก็คืออดีต ตอนนี้นายกลับตัวกลับใจก็ดีแล้ว แค่นี้พี่ก็ดีใจแล้วล่ะ”
ว่ากันว่าพี่ชายคนโตเป็นเหมือนพ่อ พี่สาวคนโตเป็นเหมือนแม่
เจียงเสี่ยวเยว่มีอายุมากกว่าเจียงเสี่ยวไป๋ 3 ปี อีกทั้งเธอยังเป็นพี่สาวคนโตในครอบครัวด้วย เธอขยันและเป็นคนมีเหตุผลมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่ทุ่มเทมากที่สุดเพื่อให้น้อง ๆ ของเธอได้เติบโต และสิ่งที่เธอปรารถนาที่สุดนั้นคือการเห็นน้อง ๆ สามารถเติบโตไปสู่ความสำเร็จได้
ตอนนั้นที่เจียงเสี่ยวไป๋ถูกไล่ออกจากโรงเรียนที่เขาทำงาน กลายเป็นคนไม่เอาไหน เธอยังกลับไปบ้านพ่อแม่ของเธอโดยเฉพาะเพื่อดุด่าเขา เผื่อเขาจะสำนึกได้บ้าง
แต่น่าเสียดายที่เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ยอมฟังใครในเวลานั้น จนถึงขั้นกับทะเลาะกับเธอด้วยซ้ำ
ฉากในอดีตแวบขึ้นมาในจิตใจของเจียงเสี่ยวไป๋ เขารู้สึกผิดและรู้สึกขอบคุณในเวลาเดียวกันชายหนุ่มพยักหน้าพลางพูดว่า “พี่ ต่อไปนี้ผมจะมีชีวิตที่ดี ผมจะใช้ชีวิตอย่างมีสติและจะไม่ทำตัวแย่ ๆ อีกแล้ว”
เจียงเสี่ยวเยว่พูดอย่างมีความสุขว่า “พี่เชื่อในตัวนาย”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม เหมือนกับตอนที่เขาได้รับคำชมจากพี่สาวของเขาเมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก เขามีความสุขมาก
ในขณะนี้ พี่น้องได้มาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
“พี่เขย ! ”
หลังจากพูดคุยกับพี่สาวของเขาแล้ว เจียงเสี่ยวไป๋ก็หันไปหาเฉินหยวนเฉาซึ่งอยู่ข้างเจียงเสี่ยวเยว่ เขาทักทายพี่เขยและยื่นบุหรี่จงฮว๋าให้หนึ่งมวน
เฉินหยวนเฉาตอบรับ “อืม” เขาหยิบบุหรี่มาและไม่ได้พูดอะไรมาก
เขายังคงโกรธเจียงเสี่ยวไป๋ที่เคยทำให้เขาเดือดร้อน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นหนี้คนอื่นอยู่
เจียงเสี่ยวไป๋รู้ว่าพี่เขยโกรธเขา ซึ่งมันเป็นความผิดของเขาเอง ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจท่าทีที่พี่เขยมีต่อเขาในตอนนี้ เขาหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดบุหรี่ของเฉินหยวนเฉาและกล่าวว่า “ผมขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่ผมทำให้พี่เขยต้องเดือดร้อน”
เฉินหยวนเฉาพ่นควันบุหรี่ออกมา กลิ่นหอมของบุหรี่จงฮั๋วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติดีกว่ายี่ห้อต้าเฉียนเหมินที่เขามักจะสูบอยู่เป็นประจำ ตอนนี้อารมณ์ของเขาดีขึ้นบ้างแล้ว เขาโบกมืออย่างไม่ถือสาพลางพูดว่า “อย่าย้อนกลับไปเดินทางเดิมก็พอ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “ครับพี่เขย ! ”
เขารู้ว่าพี่เขยของเขามักจะเป็นคนที่ยากจะคาดเดา แต่การที่เขาสามารถพูดออกมาได้นั้น แสดงให้เห็นว่าเฉินหยวนเฉาหายโกรธเขาแล้ว
มันทำให้เขามีความสุขมาก
เขามองดูเด็กสองคนที่ยืนอยู่ข้างพี่เขย คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายอายุประมาณ 8 ขวบ อีกคนเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 6 ขวบ เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มแล้วพูดว่า “ปิงปิง เสี่ยวหง ไปเล่นกับน้องชานชานสิ”
เฉินปิงและเฉินหงเป็นลูกของเฉินหยวนเฉาและเจียงเสี่ยวเยว่ เด็กทั้งสองมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าพูดอะไร
เจียงเสี่ยวเยว่เตือนลูก ๆ ของเธอ “การไม่ทักทายผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่เสียมารยาทนะ ! ”
“สวัสดีครับอา ! ”
“สวัสดีค่ะ ! ”
เด็กทั้งสองถูกผู้เป็นแม่ตำหนิ จึงทักทายอาของพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“อื้ม ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มอย่างมีความสุข และพูดว่า “มาบ้านอาแล้วก็เหมือนกับบ้านของพวกหนูได้เลย ไปเล่นกับพวกน้องชานชานเถอะ”
เฉินปิงและเฉินหงมองย้อนกลับไปที่เฉินหยวนเฉา เฉินหยวนเฉาจึงพูดว่า “ถ้าอยากไปเล่นก็ไปเถอะ”
จากนั้น เด็กทั้งสองจึงกล้าวิ่งออกไป
เจียงเสี่ยวไป๋อดหัวเราะไม่ได้ เด็กส่วนใหญ่ในวัยนี้กลัวพ่อแม่ แม้ว่าพวกเขาจะอยากเล่น แต่ก็ไม่กล้าหากพ่อแม่ไม่อนุญาตก่อน ต่างจากคนรุ่นหลังตรงที่พ่อแม่หวงลูก และดูแลลูกเป็นอย่างดี เกรงว่าลูกจะลำบาก คอยเอาอกเอาใจลูก ซึ่งทำให้ลูกไม่เคารพพ่อแม่และไม่เกรงกลัวพ่อแม่
วันนี้ในบ้านมีเด็ก ๆ อยู่กันหลายคน นอกจากเจียงชานกับเจียงถิงแล้ว ยังมีเจียงซงและเจียงอิง ลูกชายลูกสาวของเจียงเสี่ยวจี๋ รวมไปถึงเจียงเสียนและเจียงฮุ่ย ลูกชายลูกสาวของเจียงเสี่ยวโจว
มีเด็กเจ็ดถึงแปดคน เด็กอายุโตสุดประมาณ 10 ขวบและเด็กสุดคือ 4 ขวบกว่า พวกเขาอายุห่างไม่มาก ทั้งหมดจึงเข้ากันได้อย่างรวดเร็ว
เจียงเสี่ยวไป๋จำได้ว่ามีการฉายละครโทรทัศน์ซ้ำในระหว่างวัน เขาจึงชวนเจียงเสี่ยวเยว่และเฉินหยวนเฉาไปที่ห้องโถงด้านข้าง