ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 501-2 ครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ! (2)
บทที่ 501 ครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ! (2)
……….
ในบรรดานี้มีบางส่วนเป็นคนคุ้นเคยของสวี่ชิง
จำนวนรวมๆ ถึงสองล้านกว่าตน
นี่เป็นจำนวนน่าหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของเผ่าต่างๆ ในทะเลต้องห้ามกับมณฑลรับเสด็จราชัน
กระทั่งว่าในบรรดานี้ยังมีผู้บำเพ็ญระดับรวมปราณด้วย จินตนาการได้ว่าสำหรับมณฑลรับเสด็จราชันและเผ่าต่างๆ ในทะเลต้องห้าม การปิดผนึกครั้งนี้ ถือว่าทุ่มกันสุดตัวแล้ว
พวกเขา ล้วนกำลังร่ายคาถา
“ข้าผสานซึ่งพลังแห่งฟ้าดิน มรรคาสาปสะกดผี
“สาปทองผุกร่อนเอง สาปไม้ให้หักโค่นเอง สาปน้ำให้แห้งเหือดเอง สาปไฟให้มอดดับเอง สาปขุนคีรีถล่มลงมาเอง
“ผนึกผีผีปลิดชีวินเอง ผนึกคำอธิษฐานคำอธิษฐานตัดขาดเอง ผนึกฝีร้ายฝีร้ายฝ่อเอง ผนึกเทพเจ้าเทพเจ้าพันธนาการเอง
“วิถีหยินหยางผนึกสูงสุด ห้ามมิให้ขัดขืน”
เสียงของคนสองล้านกว่าดังพร้อมกัน กลายเป็นเสียงร่ายคาถาสั่นสะเทือนฟ้าดิน ดังก้องท้องนภา กังวานกว่าระฆัง
ราวอัสนีนับไม่ถ้วนฟาดผ่าขึ้นในอาณาบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งละม้ายกับเมื่อเปล่งวาจาก็มีกฎเกณฑ์ตามมา ทำให้อำนาจเทพเบาบางลงเอง
ทำให้สามจิตเจ็ดวิญญาณที่ได้เห็นภาพนี้ต่างหน้าเปลี่ยนสี สวี่ชิงก็สีหน้าประทับใจเช่นกัน
ขณะเดียวกันระหว่างฟ้าดินนี้ ยังมีค่ายกลที่ทรงพลังอยู่อีกสองจุด หนึ่งอยู่บนท้องฟ้า ส่วนอีกหนึ่งอยู่ที่ก้นบึ้งท้องทะเล
สิ่งที่เสริมความมั่นคงให้ค่ายกลบนท้องฟ้า คือพลังจากของวิเศษเวทต้องห้ามยี่สิบหกชิ้น มองออกว่าของวิเศษเวทต้องห้ามในมณฑลรับเสด็จราชันกว่าครึ่งล้วนเพ่งเป้ามาที่นี่
ระดับขั้นของวิเศษเวทต้องห้ามเหล่านี้ ก็เห็นได้ชัดเจน
ระดับสูงสุดพลานุภาพมากที่สุด คือระฆังทองสัมฤทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายโบราณที่ไม่รู้ว่ามีอายุมากเพียงใดใบหนึ่ง
ทุกครั้งที่มันลั่นล้วนสั่นไหวจิตวิญญาณ ทำให้หน้าตาของแดนต้องห้ามมรณะเบื้องล่างย่นคิ้ว
เห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักเซียนล้ำบารมี
และใต้ระฆังใหญ่ คือของวิเศษเวทต้องห้ามขั้นรองลงมาอีกสามชิ้น ในบรรดานี้มีรูปสลักอยู่ในท่าทางกอดอกมีกระบี่คมทิ่มแทงอยู่ทั่วร่างรูปหนึ่ง ขณะที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดก็แฝงความเคารพเลื่อมใสไว้ด้วย
ยังมีหอกยาวสีเขียวอีกเล่มหนึ่ง แผ่ความคมกริบถึงขีดสุดออกมา ปราณพิฆาตเข้มข้น
ในชั้นนี้ของวิเศษเวทต้องห้ามชิ้นสุดท้าย คือกระจกโบราณขนาดยักษ์ของเจ็ดเนตรโลหิต เวลานี้ดวงตาทั้งเจ็ดลืมตื่นในนั้น นัยน์ตาเปล่งประกายประหลาด
ส่วนของวิเศษเวทต้องห้ามในชั้นรองลงมามีจำนวนมากที่สุด ในบรรดานี้รวมผนึกต้องห้ามของแปดพันธมิตรและผนึกต้องห้ามอื่นในสำนักเซียนล้ำบารมีและลัทธินอกวิถีด้วย
แต่สิ่งเหล่านี้ ล้วนไม่สู้ตัวค่ายกลบนฟากฟ้านี้
ค่ายกลนี้เป็นของวิเศษเวทต้องห้ามเช่นเดียวกัน มาจากโถงครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชัน เป็นขุมพลังของโถงครองกระบี่มณฑลนี้ ทั้งหมดเป็นหยินหยางสองค่ายกล ฟ้าเป็นหยาง ที่ก้นบึ้งใต้ทะเลเป็นหยิน
ค่ายกลทั้งสองส่งเสริมกัน สะกดอย่างต่อเนื่อง
มองผ่านผืนน้ำลงไปก็จะเห็นใบหน้าสีทองอยู่ในค่ายกลหยิน มีผู้บำเพ็ญมหาขั้นหวนสู่อนัตตาของมณฑลรับเสด็จราชันกว่าแปดสิบชีวิตนั่งขัดสมาธิอยู่
ในบรรดานี้นอกจากพันธมิตรแปดสำนักแล้ว ยังมีสำนักเซียนล้ำบารมีและลัทธินอกวิถี อีกทั้งบรรพจารย์ส่วนหนึ่งของเผ่าอื่นๆ อีก
ยิ่งไปกว่านั้นมีโถงครองกระบี่เป็นผู้นำ
เหล่าหวนสู่อนัตตาที่สวี่ชิงเคยเห็นที่โถงครองกระบี่อยู่ในบรรดานี้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้อาวุโสใหญ่คนนั้น ยิ่งแผ่ซ่แรงกดดันน่าสะพรึงออกมา หนึ่งคนสะกดค่ายกลเอาไว้กว่าหนึ่งส่วน
เทพวิญญาณโยวจิงนั่งอยู่ข้างเขา สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความจนใจ แต่ก็ต้องลงมือ
เสี่ยเลี่ยนจื่อ นายท่านเจ็ดรวมถึงจอมเซียนจื่อเสวียนก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
นายท่านเจ็ดทะลวงขั้นแล้ว กระทั่งมองจุดที่เขานั่งอยู่ เหมือนจะสลักสำคัญยิ่งกว่าบรรพจารย์เสี่ยเลี่ยนจื่อเสียอีก
ทั้งหมดนี้ พิสูจน์แล้วว่าการสะกดแดนมรณะนี้ ทั้งสองฝ่ายที่ต้านทานกันมาหนึ่งเดือน ก็มาถึงจุดที่ปิดผนึกเหนี่ยวรั้งไว้แล้ว
ถึงแม้พลังของแดนต้องห้ามมรณะจะน่าสะพรึง แต่เมื่องรวมพลังจากทั้งมณฑลก็ยังปิดผนึกมันได้ เพียงแต่ยังต้องใช้เวลา
และการมาถึงของพวกสวี่ชิง ก็ทำให้ระดับสูงของที่นี่จับตามองทันที ในพริบตานั้นจิตเทพนับไม่ถ้วนก็มารวมกันจากทั่วสารทิศ ปกคลุมสวี่ชิง
ตอนนี้ ไม่ใช่แค่สามจิตเจ็ดวิญญาณที่สีหน้าเคร่งขรึม กระทั่งชิงฉินยังเก็บงำความโหดเหี้ยม เห็นได้ชัดว่าพวกมันสั่นสะเทือนด้วยพลังของมณฑลรับเสด็จราชัน
ในใบหน้าสีทอง บรรพจารย์สำนักต่างๆ ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนค่ายกลหยินต่างลืมตาขึ้น มองท้องฟ้า
นายท่านเจ็ดกับเสี่ยเลี่ยนจื่ออีกทั้งจื่อเสวียน สายตาล้วนไปหยุดอยู่ที่สวี่ชิงเป็นลำดับแรก สองคนด้านหลังรู้สึกเกินคาด แต่นายท่านเจ็ดทำท่าเหมือนครุ่นคิด
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่คนนั้น หลังจากเห็นสวี่ชิง ก็กวาดตามองชิงฉินรวมถึงสองจิตปฐพีสวรรค์กับเจ็ดวิญญาณด้านหลังเขา แววตาเปล่งประกาย ไม่มีความประหลาดใจแม้แต่น้อย
เขารู้ว่าสวี่ชิงต้องมา
อันที่จริงตอนที่สวี่ชิงเข้ามาในมณฑลรับเสด็จราชัน ระหว่างทางที่ตรงไปยังเขาไตรวิญญาณสะกดมรรคา ก็ลองติดต่อกับผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่มณฑลรับเสด็จราชัน บอกแผนการของตน และบอกเรื่องวังจักรพรรดิภูตของตน ก็ได้รับการยินยอมจากอีกฝ่ายแล้ว
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็มีความเสี่ยง การมาเยือนของสามจิตเจ็ดวิญญาณมีความเป็นไปได้ว่าจะทรยศอยู่ระดับหนึ่ง
แม้ความน่าจะเป็นนี้ในทางตรรกะจะน้อยมาก แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
สวี่ชิงจึงติดต่อกับผู้อาวุโสใหญ่
และอีกฝ่ายก็ยืนยันเรื่องนี้ บอกให้เขาวางใจแล้วพามา
“ผู้ครองกระบี่สวี่ชิง คารวะผู้อาวุโสใหญ่!” สวี่ชิงยืนอยู่บนหัวขวาของชิงฉิน ประสานหมัดคารวะ
“เชิญผู้อาวุโสสองจิตปฐพีสวรรค์รวมถึงเจ็ดวิญญาณทั้งเก้าตนนี้มาลงมือครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสชิงฉินที่ยอมลงมือด้วย ผู้อาวุโสใหญ่โปรดตัดสินใจด้วยขอรับ”
ชิงฉินร้องแกว๊กเสียงหนึ่ง แสดงออกว่ายอมรับ
สวี่ชิงพูดจบ คารวะไปทางนายท่านเจ็ดและบรรพจารย์ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่
“คารวะท่านอาจารย์ คารวะท่านบรรพจารย์”
จากนั้นเขาก็มองไปทางจื่อเสวียน จื่อเสวียนยิ้มๆ ดวงตาเปล่งประกาย
นายท่านเจ็ดลูบเครา ส่วนบรรพจารย์ทางนั้นก็ยักคิ้วดูภาคภูมิใจ แต่เวลานี้พวกเขาก็ยังวอกแวกไม่ได้ สะกดสุดกำลัง
ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ทางนั้นก็ไม่เสียเวลา เอ่ยทันที
“สวี่ชิง สำแดงเขาจักรพรรดิภูตของเจ้าออกมาเสีย!”
สวี่ชิงได้ยินก็พยักหน้า ครั้งที่แล้วเขาไปยังแดนมายาได้ยันต์ปีศาจมามากมาย เพียงพอที่จะสำแดงร่างจักรพรรดิภูตได้หลายครั้ง
ตอนนี้เขาจักรพรรดิภูตก็จำแลงออกมาด้านหลังเขาฉับพลันจากการบีบยันต์ปีศาจ
เงาจักรพรรดิภูตสั่นสะเทือนฟ้าดิน ตั้งตระหง่านบนฟากฟ้า ขณะที่ดูเหมือนมีชีวิตก็แผ่พลานุภาพบ้าคลั่งออกมา โดยเฉพาะเสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะบนเข่าทั้งสองก็เปล่งแสงประกายเจิดจ้า
ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือใบหน้าของมัน นั่นเป็นใบหน้าของสวี่ชิง
เมื่อจักรพรรดิภูตปรากฏ ผู้บำเพ็ญเผ่าต่างๆ นอกทะเลและมณฑลรับเสด็จราชันสองล้านกว่าคน ก็พากันใจสั่นสะท้าน ตื่นตะลึงกันหมด
พวกเขาย่อมรู้ถึงตัวตนของเขาจักรพรรดิภูต ดังนั้นเวลานี้เมื่อเห็นว่าสวี่ชิงจำแลงมันออกมา ย่อมตื่นตะลึงอยู่แล้ว
แต่ในบรรดาคนที่ตื่นตะลึงที่สุด นายท่านเจ็ดคือหนึ่งในนั้น
เขามองเขาจักรพรรดิภูต รู้สึกไม่อยากเชื่อ ในสมองก็ปรากฏภาพสวี่ชิงก่อนหน้าจะไปเมืองหลวงเขตปกครอง ที่ตนสอนวิธีจำแลงให้กับเขา
อันที่จริงนั่นสิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นทฤษฎี ในใจก็คาดไม่ถึงว่าจะทำสำเร็จจริงๆ แต่ตอนนี้…เขาเห็นเขาจักรพรรดิภูตนี้กับตา คิดไม่ถึงว่าจะจำแลงออกมาได้จริงๆ
แม้ว่าจะแตกต่างกับสิ่งที่เขาบอกไว้ในตอนนั้น แต่สุดท้ายก็จำแลงออกมาได้จริงๆ
‘สำเร็จแล้วจริงหรือ’ นายท่านเจ็ดงุนงง
ตอนนี้เอง ผู้อาวุโสใหญ่โถงครองกระบี่ก็เอ่ยขึ้น
“เทพวิญญาณไถกวง เทพวิญญาณเจวี๋ยหยาง แล้วก็สหายเต๋าเจ็ดวิญญาณ ข้ารู้ว่าพวกท่านเจรจากับสวี่ชิงไว้ วันนี้ที่นี่ ข้าเป็นพยานได้ ดังนั้นการลงหมากยามว่างนี้ของพวกท่าน จงวางใจเถิด
“และในเมื่อลงมือได้เพียงครั้งเดียว เช่นนั้นพวกท่านที่รวมกันอยู่ในเงาเขาจักรพรรดิภูตจำแลงนี้ สามจิตเจ็ดวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวในช่วงเวลาสั้นๆ ครั้งหนึ่ง ก็ถือเป็นการลงมือเช่นกัน เชิญ!
“มณฑลรับเสด็จราชันและเผ่าต่างๆ ที่ช่วยเหลือทั้งหมด ถัดจากนี้พวกเราจะสนับสนุนเงาจักรพรรดิภูตสุดกำลังไม่ให้มันหายไป อีกทั้งผู้อาวุโสชิงฉิน โปรดแผ่แสงเทพดวงชีพ พวกเราร่วมกันช่วยทำให้เงาจำแลงจักรพรรดิภูตไม่สลายหายไป อย่างน้อยยืนหยัดไว้สักหนึ่งอึดใจ
“สวี่ชิง สัมผัสให้ดีๆ นี่เป็นโอกาสวาสนาในการสนับสนุนมณฑลรับเสด็จราชันของเจ้า!”
ผู้อาวุโสใหญ่เสียงดุจน้ำหลาก ดังก้องไปทั้งฟ้าดิน
สวี่ชิงหายใจหอบถี่ เห็นนายท่านเจ็ดพยักหน้า จึงไม่ลังเล สัมผัสไปรอบด้านทันที
เทพวิญญาณเจวี๋ยหยางครุ่นคิด คนแคระวิญญาณสวรรค์บนหัวเขา เมื่อได้ยินก็เหลือบตามองผู้อาวุโสใหญ่ผาดหนึ่ง เงื่อนไขที่อีกฝ่ายเสนอมาแม้จะเกินกว่าที่เขาคาดไว้ แต่ก็สมเหตุสมผล
เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นแผนร้ายอะไร ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่อยากให้จักรพรรดิภูตคีรีฟื้นคืนชีพอยู่แล้ว ขั้วอำนาจฝ่ายต่างๆ ของมณฑลรับเสด็จราชันก็ไม่อยากเช่นกัน โดยเฉพาะวิกฤตที่แนวหน้าสนามรบในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นผนึกของแดนต้องห้ามมรณะก็อยู่ในช่วงสำคัญด้วย
นอกจากนี้หากโป้กด เขาก็มีวิธีแก้ไข จึงพยักหน้ากับคนแคระวิญญาณสวรรค์ จากนั้นก็มองสวี่ชิง
“วังครองกระบี่ให้ความสำคัญกับเจ้ามากจริงๆ เอาเถอะ แม้จะเป็นแค่หมากยามว่าง แต่ก็หวังว่าอนาคตของเจ้าจะทำสำเร็จจริงๆ!”
เมื่อพูดออกมา ร่างของเขาก็กลายเป็นแสงขาวสายหนึ่ง พุ่งไปเหนือจักรพรรดิภูตที่สวี่ชิงจำแลงออกมา เขาจักรพรรดิภูตสั่นไหวอย่างรุนแรงจากการผสานเข้าไป กลิ่นอายฟุ้งกำจาย ไปถึงระดับหวนสู่อนัตตาขั้นสาม รอบด้านก่อร่างโลกใบเล็กนับไม่ถ้วน
เทพวิญญาณเจวี๋ยหยางดวงตาเผยประกายประหลาด ประสบการณ์เช่นนี้ เขาไม่เคยพานพบมาก่อน เวลานี้ก็ก้าวออกไป กลายเป็นแสงขาวสายที่สองไล่ตามไป
หลังจากผสานเข้าไปในพริบตาที่ กลิ่นอายของเขาจักรพรรดิภูตปะทุขึ้นอีกครั้ง โลกใบเล็กที่ปรากฏขึ้นรอบด้านเหล่านั้น ก็เริ่มพังทลาย วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏจักร
ถัดจากนั้น เจ็ดวิญญาณก็แปรเป็นสายรุ้งยาวเจ็ดสาย ผสานเข้าไปในเงาเขาจักรพรรดิภูตอย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่าเงาจักรพรรดิภูตไม่อาจทานทนได้ กำลังจะสลายหายไป ชิงฉินทั่วร่างเปล่งแสงเจิดจ้าสีแดงม่วง สนับสนุนมัน
ยิ่งมีผู้บำเพ็ญสองล้านคนในที่แห่งนี้ใช้พลังค่ายกลร่วมสนับสนุนด้วย
ฉับพลันเงาจักรพรรดิภูตก็ชัดเจนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งมีแรงกดดันที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน แผ่ออกไปทั่วสารทิศ
ราวกับจักรพรรดิภูตคีรีจุติ!
ขณะที่โลกใบเล็กนับไม่ถ้วนรอบๆ กำลังก่อตัวและถล่มทลาย ก็เริ่มรวมกันเป็นหนึ่งอยู่ในโลกใบใหญ่ที่บ่าซ้ายของจักรพรรดิภูต ทำให้โลกใบใหญ่เปล่งประกายจ้า จากความหม่นหมองแต่เดิม แสงเทพบางส่วนก็ฟื้นกลับคืนมา
กลิ่นอายที่ใกล้เคียงกับเตรียมสู่เทวะไร้ที่สิ้นสุด ประทับที่เหนือทะเลต้องห้ามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในพริบตา
ท้องฟ้าปริแตกกเมฆหมอกสั่นสะเทือน กลิ่นอายนี้ไร้ที่เปรียบ ราวกับข้าคือผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว!
ทะเลต้องห้ามผืนใหญ่เว้าแหว่งในพริบตา มารวมตัว ราวกับทะเลต้องห้ามก้มหัวให้!
ไม่ว่าจะมณฑลรับเสด็จราชันหรือว่าทะเลต้องห้าม ไม่ว่าจะผู้บำเพ็ญเผ่าต่างๆ หรือว่าตัวตนมหัศจรรย์ที่อยู่ใต้ท้องทะเลเหล่านั้น เวลานี้ทั้งหมดใจสั่นสะท้าน สัญชาตญาณจากการดำรงชีวิต ความยำเกรงจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ปะทุขึ้นพร้อมกัน
และสร้างความสั่นกลัวถึงขีดสุดขึ้นมา กลายเป็นความหวาดกลัวระคนตกตะลึงไม่อาจยับยั้งได้ แผ่ไปรอบทิศ
เจตจำนงน่าพรั่นพรึงที่ไม่อาจต่อต้าน ไม่อาจหลบเลี่ยง ทำได้เพียงศิโรราบวูบหนึ่ง ประทับลงมาจากฟากฟ้าในเวลานี้
ราวกับสรรพชีวิตที่อยู่เบื้องหน้ามันล้วนต้องคุกเข่าคารวะทันที ดั่งเช่นจักรพรรดิ
ราวกับหมื่นเผ่าที่อยู่เบื้องหน้ามันล้วนต้องก้มหัวภาวนา ราวกับจักรพรรดิ
เผด็จการไร้ขอบเขต
กระทั่งเสียงร่ายคาถายังถูกสะกดในพริบตา ค่ายกลรอบด้านสั่นคลอน กระทั่งใบหน้าสีทองก็ยังหยุดดิ้นรน สัมผัสได้ถึงพลังคุกคามที่ยิ่งใหญ่ ดวงตาเหมือนจะลืมตื่นขึ้น
นี่ ก็คือครึ่งก้าวเตรียมสู่เทวะ
ขาดเพียงหนึ่งจิตโยวจิง ก็กลายเป็นเตรียมสู่เทวะได้แล้ว
แต่ว่าผู้อาวุโสใหญ่ไม่ได้ปล่อยจิตนี้ออกมา นี่คือการตรึงเอาไว้
ส่วนแสงเทพขอแค่ชิงฉินหายไป จักรพรรดิภูตก็จะสลายหายไป นี่ก็เป็นการตรึงเอาไว้
การสนับสนุนของผู้บำเพ็ญสองล้านในที่แห่งนี้ เป็นการตรึงเอาไว้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเงาจักรพรรดิยังมาจากสวี่ชิง ดังนั้นความสัมพันธ์ลึกลับของสวี่ชิงกับมัน เป็นการตรึงเอาไว้เช่นเดียวกัน
“จักรพรรดิภูต เจ้ามีพลังการโจมตีเพียงครั้งเดียว ยังไม่สะกดแดนต้องห้ามมรณะอีกหรือ!” ผู้อาวุโสคำราม
จักรพรรดิภูตที่เหมือนสลายหายไปได้ทุกเมื่อบนท้องฟ้า ในดวงตาเผยประกายมึนงง แต่ก็ยังยกมือขวาขึ้น กดแดนต้องห้ามมรณะเบื้องล่าง
เมื่อกดลงไปเช่นนี้ ฟ้าถล่มดินทลาย
ปรากฏรอยแตกและกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนออกมา
ในความว่างเปล่ากระทั่งมีกลิ่นอายวิถีสวรรค์แผ่ออกมาด้วย ประทานพรเพิ่มพลานุภาพให้กับมัน
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดต่างๆ นานา ปรากฏขึ้นมาระหว่างฟ้าดิน มีรูปปั้นตั้งตระหง่าน มีสัตว์ยักษ์ร้องคำราม มีเทพธิดาโปรยดอกไม้ มีเงาจักรพรรดิโบราณคอยเฝ้าดู
จากนั้นฝ่ามือก็วาดลง ราวกับมาแทนที่ท้องฟ้า กดลงมา
เสียงครืนครันดังสนั่นขนาดคนหูหนวกยังได้ยิน!
อำนาจสวรรค์ ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
กึกก้องไปทั่วสารทิศ จนทะเลต้องห้ามพังถล่ม