ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 608 รบกวนเสียแล้ว ข้ามาซื้อยาลูกกลอนน่ะ
บทที่ 608 รบกวนเสียแล้ว ข้ามาซื้อยาลูกกลอนน่ะ
ตอนนี้ ในร้านยา จากการที่ประตูใหญ่ด้านหลังปิดลง บรรพจารย์ชุดคลุมสีทองเผ่าคุ้มครองวายุที่ยืนนำมือไพลหลัง เงยหน้ามองไปรอบๆ อย่างเรียบนิ่ง
ร้านยาไม่ใหญ่ ดูธรรมดามาก เตาไฟข้างๆ มีกาเหล็กกำลังต้มน้ำ ไอร้อนลอยออกมา
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดผ้าปอหยาบๆ นั่งแหกแข้งแหกขาอยู่ข้างๆ
ชายหนุ่มคนนี้สีหน้าเปลี่ยนไปมา ประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว ประเดี๋ยวก็ครุ่นคิด ประเดี๋ยวก็ภูมิอกภูมิใจ ทั้งยังพำพึมบทกลอนบางอย่างมั่วซั่วซึ่งไม่ได้มีสัมผัสคล้องจองอันใด
อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะสนใจการมาเยือนของตน
บรรพจารย์กวาดสายตา มองออกว่าเป็นแค่แก่นลมปราณตัวจ้อย จึงไม่สนใจ มองคนที่สองที่ยืนกอดกระบี่ยาวอยู่ข้างๆ คนนั้น
คนผู้นี้ก็ยังเป็นชายหนุ่ม ตอนนี้กำลังยิ้มตาหยีมองตน
“ท่านลูกค้า อย่ามองข้าเลย ข้าก็แค่องครักษ์ ถ้าท่านจะซื้อของก็เดินเข้าไปด้านในเลยขอรับ”
พูดพลาง ชายหนุ่มก็ตะโกนไปที่โต๊ะคิดเงิน
“หลิงเอ๋อร์ มีลูกค้ามาแล้ว!”
หลิงเอ๋อร์ที่กำลังทำบัญชีด้านหลังโต๊ะรับแขกได้ยินก็เงยหน้าขึ้น
โต๊ะรับแขกใหญ่มาก ร่างเล็กๆ ก้มหน้าดีดลูกคิดอยู่ตลอด ยามนี้โผล่ศีรษะออกมาพลัน หลังจากสังเกตเห็นบรรพจารย์ ดวงตาหลิงเอ๋อร์ก็เป็นประกาย ร้องทักทายอย่างกระตือรือร้น
“ท่านลูกค้าต้องการจะซื้ออะไรเจ้าคะ ลูกกลอนขาวของพวกเรามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งเทือกเขาทนทุกข์ หนึ่งเม็ดหนึ่งเหรียญวิญญาณ ถ้าซื้อเป็นจำนวนมากลดราคาให้ได้อีกเจ้าค่ะ”
บรรพจารย์เผ่าคุ้มครองวายุเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองชายหนุ่มที่กอดกระบี่อย่างเย็นชา จากนั้นก็มองหญิงสาวคนนั้น หลายปีมานี้ผู้ที่ทำตัวสบายๆ ได้เช่นนี้เวลาอยู่ต่อหน้าเขามีไม่กี่คน
ปฏิกิริยาของคนที่นี่แตกต่างกับที่ตนคิดไว้เล็กน้อย โชคดีที่ทุกคนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผู้บำเพ็ญตัวจ้อยคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก ตอนนี้กำลังมองตนด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
ถัดมา สายตาของบรรพจารย์ก็ไปหยุดอยู่กับคนสองคนที่กำลังขัดถูพื้น
คนหนึ่งเป็นเจ้าอ้วนน้อย อีกคนหนึ่งเป็นชายชรา พวกเขาทั้งสองกำลังง่วนกับงาน ขัดๆ ถูๆ โดยเฉพาะเจ้าอ้วนน้อยซึ่งหันหน้ามาตะโกนใส่ตน
“พื้นที่เพิ่งถูไปยังเปียกอยู่ ท่านอย่าเดินย่ำมั่วซั่วเล่า!”
สายตาบรรพจารย์เย็นชา คนที่กล้าเอ่ยเช่นนี้กับตนส่วนใหญ่ตายกันหมดแล้ว ทว่าเขาก็ไม่ได้ลงมือทันที แค่มดปลวกที่บีบทิ้งได้ตลอดเวลา อีกประเดี๋ยวค่อยจัดการก็ได้
จากนั้นเขาก็หันหน้ามองชายชราที่กำลังเล่นกับนกแก้ว ชายชราคนนี้เป็นมนุษย์สามัญ ท่าทางเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง
หลังจากบรรพจารย์ยืนยันอย่างละเอียด ก็ถอนสายตากลับมา
สำหรับเขา ไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีที่พึ่งใด นับตั้งแต่ที่เห็นตนแล้วแสดงท่าทีเช่นนี้ ไม่เห็นตนอยู่ในสายตา แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขามือไพล่หลัง เอ่ยเสียงราบเรียบ
“ยาลูกกลอนข้าไม่ซื้อหรอก ชีวิตของพวกเจ้าราคาเท่าไร ข้าจะซื้อ”
พูดพลาง กลิ่นอายครึ่งก้าวสู่หวนสู่อนัตตาปะทุขึ้นมาจากร่างเขา ยกเท้าขวาขึ้นย่างไปบนพื้น
ในสัมผัสของเขา เมื่อเหยียบย่างก้าวนี้ลงไป ที่แห่งนี้จะราบเป็นหน้ากลองทันที ดังขี้เถ้าที่ปลิวหายมลายสิ้น คนที่อยู่ตรงหน้าพวกนี้ก็จะแปรสภาพจากมีชีวิตเป็นดับดิ้น กลายเป็นซากศพชั่วพริบตา
โดยเฉพาะเจ้าอ้วนน้อยนั่นที่จะสลายกลายเป็นฝุ่นผง
แต่พริบตาต่อมา ชายชราก็ตกตะลึง ก้มหน้ามองบนพื้น
ร้านยาแห่งนี้ไม่มีปฏิกิริยาใด ทุกอย่างเป็นปกติ เหมือนกับว่ากลิ่นอายของเขาที่ปะทุออกมารวมถึงพลานุภาพของย่างก้าวเป็นดั่งก้อนหินที่ร่วงลงไปในมหาสมุทร ไร้ซึ่งร่องรอยหรือระลอกคลื่นใด
มีเพียงกาน้ำชาในเตาไฟใกล้ๆ ที่โยกไปมา ร่วงลงมาบนพื้นเสียงดัง น้ำร้อนหกรดกระจายไปทั่ว
เจ้าอ้วนน้อยที่ถูพื้นก็โมโหทันที เงยหน้ามองอย่างขุ่นเคือง
“ตาแก่นี่ ตรงนั้นข้าเพิ่งจะถูเสร็จไปเอง!!”
ชายชราสับสนระคนแปลกใจ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แผ่ประสาทสัมผัสเทพออกมาทันที สังเกตใต้เท้าอย่างละเอียด จากนั้นก็มองกาน้ำชาที่ร่วงลงพื้นใบนั้น
เขารู้สึกผิดปกติ ม่านตาหดเล็กลง มั่นใจว่ากลิ่นอายที่ตนปะทุขึ้นมาก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหา พลังใต้เท้าก็แผ่ออกมาแล้ว
ตามหลักการ ย่างก้าวนั้นไม่ใช่แค่ร้านยาที่จะกลายเป็นดังขี้เถ้าปลิวมลายหายสิ้นเท่านั้น กระทั่งทั้งเมืองดินยังกลายเป็นซากปรักหักพังถึงจะถูก
แต่ตอนนี้ กลับแค่ทำให้กาน้ำชาใบหนึ่งร่วงลงมา
ใจบรรพจารย์เกิดระแวดระวังและอยู่ไม่สุขขึ้นมา ตอนนี้เอง เขาหันหน้าไปมองห้องข้างๆ อย่างรวดเร็ว จู่ๆ ที่นั่นก็มีร่างเงาหอบฟืนเดินออกมา
เป็นสตรีที่แต่งตัวเป็นสาวใช้ ใบหน้าตอนนี้เปี่ยมไปด้วยโทสะ จิตสังหารรุนแรง ทั้งตัวราวกับเป็นภูเขาไฟที่ใกล้ระเบิดเต็มทน ดั่งรนางมีความแค้นขั้นอยู่ร่วมโลกกับตนไม่ได้
“ตาแก่หนังเหนียวนี่ มารดาแค่ออกไปเอาฟืนนิดเดียว เพิ่งจะต้มน้ำเดือด เจ้ากลับทำคว่ำอย่างนั้นรึ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าไม่ใช่พลังบำเพ็ญต้มน้ำมันยากลำบากเพียงใด!!”
สาวใช้คนนี้ตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว คลื่นพลังบำเพ็ญสมบัติวิญญาณขั้นบริบูรณ์ที่ใกล้เคียงหวนสู่อนัตตาพลันปะทุขึ้นมาทั่วร่าง ทำเอาบรรพจารย์ทางนี้จริงจังยิ่งกว่าเดิม มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที รู้ว่าทำไมที่ตนย่ำลงไปก่อนหน้านี้จึงไม่เป็นผล
ขณะเดียวกันเขาก็รู้อีกว่าทำไมปฏิกิริยาคนเหล่านี้จึงไม่เหมือนกับที่ตนจินตนาการไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพราะหญิงสาวตรงหน้า
ทั้งที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น แต่กลับแต่งตัวเป็นสาวใช้ จุดนี้ทำให้เขาสงสัยยิ่งกว่าเดิม แม้ผู้แข็งแกร่งมากมายจะมีนิสัยแปลกๆ แต่ที่แปลกแบบนี้เขาไม่เคยเห็น
ตอนนี้เขาเก็บความหยิ่งผยองในตอนแรก พยายามทำให้ใจสงบที่สุด เมื่อโบกมือกาน้ำชาก็ลอยกลับไปอยู่ที่เดิม จากนั้นก็เอ่ยเสียงเรียบ
“ข้ามาที่นี่ด้วยเรื่องที่วัตถุศักดิ์สิทธ์ของเผ่าข้าหายไป มาเรียกร้องความเป็นธรรม ในเมื่อสหายเต๋าอยู่ที่นี่ เช่นนั้นพวกเราก็พูดคุยกันได้”
“ข้าไม่สนวัตถุศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นของพวกเจ้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า เจ้ารีบต้มน้ำเสีย ไม่เช่นนั้นข้าจะกินเจ้า!”
สาวใช้เอ่ยพลางแค่นหัวเราะ
บรรพจารย์เลิกคิ้ว เดิมเขาคิดจะเกรงใจสักเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายกลับไร้มารยาทเช่นนี้ คิดว่าตนหวาดกลัวจริงๆ จึงแผ่ประสาทสัมผัสเทพออกไป หลังจากสำรวจอย่างละเอียด พบว่าที่นี่ไม่มีผู้วิเศษหวนสู่อนัตตาอยู่ สายตาเขาจึงเปลี่ยนเป็นเย็นชา มองไปยังห้องด้านหลัง
“เจ้าหัวขโมย ไสหัวออกมาหาข้าเสีย!”
ขณะที่พูด บรรพจารย์ก็เดินตรงไปที่ห้องด้านหลัง เขาไม่คิดจะเสียเวลากับที่นี่แล้ว ตอนนี้เมื่อไหววูบ ก็มาถึงด้านหน้าม่านบังแดดห้องด้านหลังที่ประสาทสัมผัสเทพสัมผัสได้ถึงตำแหน่งที่สวี่ชิงอยู่
เขายกมือขวาขึ้นคว้าไป ม่านบังแดดเบาบางนั้นพริ้วไหว และพริบตาต่อมา สีหน้าบรรพจารย์ก็เปลี่ยนไป เขาสัมผัสได้ว่าระหว่างที่ม่านพริ้วไหว พลังมหาศาลวูบหนึ่งสะท้อนกลับมาจากด้านในทันที ยังไม่ทันตอบสนองก็ปกคลุมเขาทั้งร่าง
ท่ามกลางเสียงครืนครัน บรรพจารย์สั่นไปทั้งตัว ถอยหลังไปหลายก้าว อวัยวะภายในกำลังบิดเกลียว เขาพลันหันหน้าไปมองสาวใช้ ดวงตาแผ่จิตสังหาร เอ่ยด้วยเสียงเย็นชา
“เจ้าจะปกป้องเขารึ”
สาวใช้กลอกตาใส่เขา เอ่ยอย่างหมดความอดทน
“ถ้าเจ้าสังหารเขาได้ก็สังหารไป ทางที่ดีสังหารเจ้าคนที่กอดกระบี่หน้าประตูนั่นด้วย ข้าจะขอบคุณเจ้ามาก”
พูดพลาง กาเหล็กเหนือเตาไฟก็ส่งเสียงหวีดแหลม น้ำเดือดแล้ว
สาวใช้คนนั้นเดินไปทันที ยกกาเหล็กขึ้น ตรงไปหาชายชราที่กำลังเล่นกับนกแก้ว ตอนที่เดินเข้าไปใกล้ฝีเท้าก็เปลี่ยนเป็นแผ่วเบาลง ภาพนี้ ทำให้บรรพจารย์อึ้งตะลึงอีกครั้ง
เขาเห็นสหายเต๋าที่พลังบำเพ็ญระดับเดียวกับตนผู้นั้น ยามนี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน สีหน้าดื้อรั้นหายไป ฉายแววว่านอนสอนง่ายขึ้นมาแทน เข้าไปชงชาให้กับชายชราคนธรรมดาผู้นั้น
ภาพนี้ ทำให้บรรพจารย์ใจเต้นตุบตับ ขณะที่ประหลาดใจ ก็แอบล้วงแผ่นหยกออกมาชิ้นหนึ่ง เพ่งสมาธิสำรวจชายชราคนนั้น
แผ่นหยกนี้เป็นสมบัติของเผ่าพวกเขา สามารถประเมินคลื่นพลังบำเพ็ญที่อยู่ต่ำกว่าเตรียมสู่เทวะทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ และยามนี้ปฏิกิริยาตอบสนองของแผ่นหยกก็ปกติดี
บรรพจารย์ไม่เข้าใจ แต่สัญชาตญาณเขาบ่งบอกว่าร้านยานี้ไม่ธรรมดา ผิดปกติอย่างมาก ขณะที่ลังเล เขาก็มองไปยังคนสองคนที่ถูพื้น จากนั้นมองชายหนุ่มที่กอดกระบี่ อีกทั้งผู้บำเพ็ญที่พูดพึมพำอยู่ผู้นั้น
จากนั้นก็กวาดตาไปยังโต๊ะรับแขก พวกเขาเป็นปกติทุกอย่าง
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
บรรพจารย์ลังเล และตอนนี้เอง จู่ๆ เขาก็เห็นว่าชายชราคนนั้นไม่ได้เล่นกับนกแก้วแล้ว แต่ยกชาจอกชาขึ้นมาจิบ
ในมือซ้ายที่โผล่ออกมาเหมือนจะถือไข่มุกเม็ดหนึ่งเอาไว้ พอมองอย่างละเอียด ในไข่มุกนั่นมีใบหน้าที่ตื่นกลัวอยู่ดวงหนึ่ง เขารู้จัก นั่นคือจอมคนเนตรดำ
แม้จอมคนผู้นี้จะมีพลังบำเพ็ญไม่สูงนัก แต่ตอนนี้อยู่ในกำมือของผู้อื่น ความน่าตกตะลึงของภาพนี้ ทำให้บรรพจารย์รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบทันที ก้าวถอยหลังช้าๆ
เขาอยากจะออกไปแล้ว เขารู้สึกว่าร้านยานี้น่ากลัว เพราะเขาคิดถึงอีกความเป็นไปได้ที่แผ่นหยกของตนไม่มีปฏิกิริยา
แม้ความเป็นไปได้นี้จะต่ำอย่างยิ่ง แต่มองไปรอบๆ ตอนนี้ เขารู้สึกว่าเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้นี่ คล้ายจะ…ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ถึงเพียงนั้น
ความคิดนี้ ทำให้หน้าผากเขามีเหงื่อซึม ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ หัวใจเต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของเขาเป็นเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของคนในร้านยาเมื่อเห็นตนที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้
ความรู้สึกตึงเครียดเช่นนั้น ทำใหห้เขานึกเสียดายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขารู้สึกว่าตนประมาทเกินไป เลินเล่อเกินไป ไม่ควรบุ่มบามเข้ามาในร้านยานี้
‘หากที่ข้าเดาไว้เป็นจริง ที่นี่จะเป็นแค่ร้านยาเล็กๆ ได้อย่างไร นี่แม่งนรกทั้งเก้าขุมชัดๆ!’
ขณะที่บรรพจารย์ตัวสั่น หลิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจ
“ท่านจะไม่ซื้อยาลูกกลอนจริงหรือเจ้าคะ ยาลูกกลอนที่พวกเราขายดีมากเลยนะ”
ชายชราเงียบนิ่ง ล้วงถุงเก็บของออกมา ยื่นไปบนโต๊ะรับแขก เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“ซื้อ!”
หลิงเอ๋อร์ดีใจ เก็บถุงเก็บของไป หยิบลูกกลอนขาวเม็ดหนึ่งออกมายื่นไปให้
บรรพจารย์รับไปเงียบๆ ค่อยๆ ถอยหลังไป เหยียบลงบนพื้นที่ตนเองเดินเข้ามาก่อนหน้านี้ พยายามไม่ทำให้สกปรก ยิ่งกวาดตามองไปยังชายชราคนธรรมดาที่กำลังจิบชาผู้นั้นตามสัญชาตญาณ
ชายชราคนนี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองมาทางเขา
สายตาทั้งสองคนสอดประสานกัน พริบตาต่อมา หัวสมองของบรรพจารย์ก็พลันครืนครัน ราวกับอัสนีสวรรค์หมื่นสายฟาดผ่า ทำให้ร่างกายเขายิ่งสั่นเทามากขึ้น เหงื่อทั่วร่างอาบชุดคลุมสีทองจนชุ่มในพริบตา
“เตรียมสู่…เทวะ…”
ความพรั่นพรึงในใจบรรพจารย์กลายเป็นคลื่นมหึมาเก้าชั้นฟ้า สาดซัดโครมจิตใจ ท่วมทับสมอง เลือดเนื้อทุกชุ่น กระดูกทุกข้อทั่วร่างราวกับกำลังกรีดร้อง บอกเขาอย่างสั่นเทาว่าอันตรายๆ
การรับรู้ถึงอันตรายแต่ละครั้ง ราวกับมีชีวิตเป็นเอกเทศ กำลังกัดกินเลือดเนื้อ จิตวิญญาณ การรับรู้ทั้งหมดของเขา
เขาสำนึกเสียใจ สำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง สำนึกเสียใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขารู้สึกว่าสิ่งผิดพลาดที่สุดในชีวิต ก็คือการเดินเข้ามาในร้านยาธรรมดาแห่งนี้
‘ไยจึงเป็นเช่นนี้…’
เหงื่อบรรพจารย์หลั่งไหลราวกับสายฝน ทิ้งตัวลงคุกเข่าโดยสัญชาตญาณ
ขณะเดียวกัน ท่านปู่รัฐทายาทก็เอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบา
“มาสิ”