ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 616 เป้าหมาย : สายตาเทพเจ้า
บทที่ 616 เป้าหมาย : สายตาเทพเจ้า
ชีวิตนี้ของสวี่ชิง ผ่านความยากลำบากมามาก มีทั้งที่แก้ไขได้และไม่ได้
แต่ในความทรงจำสวี่ชิง สำหรับการฝึกบำเพ็ญนั้นติดขัดน้อยมาก โดยเฉพาะในด้านการสัมผัสรับรู้ ไม่ว่าจะเคล็ดคีรีสมุทร หรือว่าวิชาต่างๆ หลังจากนั้นก็ตาม
เขาล้วนฝึกบำเพ็ญได้อย่างราบรื่น
ต่อให้เป็นการสัมผัสรับรู้เขาจักรพรรดิภูตก็เป็นเช่นนี้ กระทั่งการจำแลงออกมาในตอนหลังก็ไม่พบกับอุปสรรคมากนัก และวิหคเพลิงก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน แม้จะลำบากบ้าง แต่ความคิดที่ลื่นไหลทำให้เขาเข้าใจมันได้อย่างรวดเร็ว
การชี้แนะจากคนรอบข้างย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก แต่จากแก่นแท้แล้ว เป็นการตระหนักของสวี่ชิงเอง
การตระหรักรู้ของเขาน่าตื่นตะลึงมาตลอด
แต่ครั้งนี้ เขาไม่มีทิศทาง และไม่มีเบาะแสเช่นกัน
จะแปรพิษต้องห้ามให้อยู่ในสายตาอย่างไร เรื่องนี้พูดเหมือนง่าย แต่หากปฏิบัติจริงก็เป็นเรื่องที่เพ้อฝันเกินไป สามวันนี้สวี่ชิงทดลองไม่หยุด ก็ยังทำไม่สำเร็จ
สวี่ชิงผสานพิษต้องห้ามเข้าไปในดวงตาได้ เพราะพิษต้องห้ามผสานกับเขาอยู่แล้ว จึงมองข้ามการกัดกร่อนของพิษต้องห้ามได้ ต่อให้จะผ่านไปเนิ่นนาน ก็มีผลึกวารีสีม่วงคอยฟื้นฟู
ดังนั้นอันที่จริงเขาสามารถทำให้พิษอยู่ในดวงตาได้ตลอดในระดับหนึ่ง
แต่ก็เพียงทำให้ดวงตามีพิษ ไม่สามารถแผ่ออกมาจากสายตาได้
‘สายตา…’ สวี่ชิงเงียบนิ่ง
เขาไม่ค่อยเข้าใจ ว่าเป็นสายตาแบบใด แล้วทำอย่างไรจึงจะผสานพิษเข้าไปได้ ทำให้สิ่งที่มองทั้งหมดติดพิษในพริบตา
“เทพเจ้าทำได้อย่างไร”
สีหน้าสวี่ชิงเหนื่อยล้า สัมผัสได้ว่าผนึกต้องห้ามรอบๆ ของรัฐทายาทหายไปแล้ว เขาลุกขึ้นยืน เดินไปร้านยาเงียบๆ จนตอนที่ใกล้จะเข้าไปในเมืองดิน สวี่ชิงก็สะกิดใจ
“หรือเพราะข้ายึดติดกับดวงตาทั้งสอง?”
สวี่ชิงชะงักฝีเท้า หลับตาทั้งสอง สัมผัสเงียบๆ แต่ทุกอย่างเป็นปกติ เหมือนเปลือกตาที่ปิดลงไม่ได้ทำให้เขาเข้าใจมากขึ้น
เพราะความมืดมิดเบื้องหน้า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากหลับตาลง หรือก็คือสิ่งที่เห็น
“เช่นนั้น ถ้าไม่มีดวงตาล่ะ”
เดิมเขาก็เป็นคนที่เข้มงวดกับตัวเองอย่างมาก ยามนี้จึงยกมือขึ้นอย่างไม่ลังเล ออกแรงทิ่มแทงลงไปที่ตาทั้งสอง
ความเจ็บปวดรวดร้าวรุนแรงปะทุ เลือดสดไหลมาตามขอบตา ตาของเขามืดบอดแล้ว
ความเจ็บปวดเช่นนี้ หลั่งทะลักเข้าไปในสัมผัสรับรู้ของสวี่ชิงเป็นระลอก แต่เทียบกับความเจ็บปวดในอดีต เรื่องนี้ไม่นับเป็นอะไร
ดวงตาที่บอดไป จะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมาด้วยพลังของผลึกวารีสีม่วง
ทว่าสวี่ชิงสะกดพลังฟื้นฟูของผลึกวารีสีม่วงเอาไว้ เขาอยากจะสัมผัสให้มากกว่านี้
และความมือมิดเบื้องหน้า แตกต่างกับความมืดมิดตอนหลับตาก่อนหน้านี้!
สวี่ชิงร่างสะท้านเฮือก
นี่เป็นจุดที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าตาบอดจะแตกต่างการหลับตา
การหลับตาก่อนหน้านี้ เป็นการที่สายตาถูกบดบัง สิ่งที่มองเห็นคือความมืดมิด
แต่ครั้งนี้ คือไม่มีสายตา จึงไม่มีการมโนภาพว่าเป็นสีดำอยู่อีก
“นั่นไม่ใช่สีดำ…”
สวี่ชิงพึมพำ เขาไม่ค่อยแน่ใจว่าความรู้สึกนี้คืออะไร ก็เหมือนกับคนปกติที่ปิดตาข้างหนึ่ง สิ่งที่เห็นก็จะแคบลง เหมือนกับขาดไปส่วนหนึ่ง
แต่ส่วนที่ขาดไป ไม่ใช่สีดำ มันไม่มีสี ไม่มีการประมวลผลข้อมูลภาพใดๆ คล้ายกับถูกลบหายไป
“ความว่างเปล่า…”
สวี่ชิงเอ่ยเบาๆ
ในสมองเขามีคำนี้ผุดขึ้นมา นี่เป็นภาพที่เขาสัมผัสได้หลังจากตาบอดไป
สิ่งทำให้สวี่ชิงปรับตัวไม่ค่อยได้
สวี่ชิงแผ่ประสาทสัมผัสเทพของตนออกไปนานพอควร โลกก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมองของเขาอีกครั้ง
ทุกสิ่งอย่างนี้ไม่ได้มองผ่านสายตา แต่เป็นกลิ่นอาย เป็นสัมผัสของสายลม เป็นเสียงสะท้อนของจิตวิญญาณ และการปกคลุมของจิตเทพ
จิตเทพเป็นดั่งตาข่ายที่มองไม่เห็น เกิดจากคลื่นนับไม่ถ้วนแผ่ออกมาโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง เมื่อสัมผัสกับสิ่งใดจะมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับบางอย่าง ส่งผลกระทบกับตาข่ายนี้ต่อไปเป็นระลอก
จากนั้นในหัวสมองเขา ก็มีการรับรู้อย่างหนึ่งปรากฏขึ้น
การรับรู้ ไม่ใช่ภาพ
ภาพที่มองเห็นได้ ตอบสนองได้โดยตรง แต่การรับรู้เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง เป็นการสัมผัสประเภทหนึ่ง
บางครั้งสำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว เนื่องจากการคงอยู่ของจิตเทพ จึงยากที่จะแยกแยะภาพและการรับรู้ออก ทำให้พวกเขาคิดไปโดยสัญชาตญาณว่าจิตเทพก็คือระยะสายตาขยายกว้างออกไปอย่างหนึ่ง
แต่ในตอนนี้ สวี่ชิงเข้าใจจริงๆ แล้วว่ามันไม่ใช่
ในการรับรู้ของสวี่ชิง โลกภายนอกรอบๆ ที่ผุดขึ้นมาในสมอง ล้วนเป็นสิ่งที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส เป็นสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้น
จะเมืองดินก็ดี จะท้องฟ้าก็ช่าง อีกทั้งผืนแผ่นดิน รวมถึงบ้านเรือนทั้งหมดที่อยู่รอบๆ คนที่เดินสัญจรไปมาบนถนน รวมถึงยอดเขาไกลๆ
เขาล้วนสัมผัสได้ ‘มองเห็น’ ทุกอย่างได้
เพียงแต่บ้างมีสีสัน บ้างไม่มีสีสันใดๆ เป็นเพียงโครงสร้างเท่านั้น
สักพัก สวี่ชิงก็ก้าวเดินเข้าไปในเมืองดินเงียบๆ เข้าไปในร้านยา
ระหว่างทาง เขาสัมผัสทุกสิ่งอย่างในสภาวะนี้ สัมผัสสายตาที่ไม่ใช่สายตา
“มีวาสนานับพันลี้มาซื้อยาลูกกลอน ไร้วาสนาก็ต้องลองยลดู”
เสียงของอู๋เจี้ยนอูลอดเข้ามาในหูสวี่ชิงจากที่ไกลๆ สวี่ชิงเงยหน้า ในการรับรู้ของเขา ร่างของอู๋เจี้ยนอูผุดขึ้นมา เขามีสีสัน เสื้อผ้า เส้นผม รวมถึงสีหน้าก็เช่นเดียวกัน
“เจ้าๆๆ…เจ้าเป็นอะไร”
อู๋เจี้ยนอูเบิกตากว้าง เขาเห็นสวี่ชิงที่เดินมาหลับตาอยู่ และเห็นเลือดที่ไหลออกมา ขณะที่ใจสั่น เสียงของเขาก็ดงดูดความสนใจจากคนที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ไม่นานนักนายกองรวมถึงหลี่โหยวเฝ่ย ทั้งหลิงเอ๋อร์ก็สังเกตเห็นสวี่ชิงที่เดินมา
“พี่สวี่ชิง!”
หลิงเอ๋อร์ร้อนรน รีบวิ่งออกไป กอดสวี่ชิงไว้
สวี่ชิงลูบหัวหลิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม หลิงเอ๋อร์ก็มีสีสันเช่นกัน
“ไม่เป็นไร ข้ากำลังฝึกบำเพ็ญ”
“แต่…ฝึกบำเพ็ญอะไรไยต้องทำลายดวงตาด้วยเล่าเจ้าคะ” หลิงเอ๋อร์ร่ำไห้
สวี่ชิงปลอบนาง เดินเข้าไปในร้านยา ภาพที่ผุดขึ้นมาในตอนนี้ นายกองทำหน้าไม่อยากเชื่อ สีหน้าหลี่โหยวประหลาดใจ หนิงเหยียนเบิกตากว้าง
โยวจิงต้มน้ำต่อ รัฐทายาทที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักมองมาทางตนเอง
สวี่ชิงตบแผ่นหลังหลิงเอ๋อร์เบาๆ เดินไปเบื้องหน้ารัฐทายาท นั่งลงข้างๆ ไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง
ครู่ต่อมา สวี่ชิงเอ่ยเสียงแผ่ว
“ผู้อาวุโส ข้ายังทำไม่ได้ขอรับ ต่อให้ทำลายดวงตา แต่ข้ายังทำให้พิษแผ่ออกมาจากสายตาไม่ได้ ต่อให้เป็นโลกที่สัมผัสอยู่นี้ ก็ไม่สามารถทำให้พิษแผ่ออกไปตามจิตเทพของข้าได้”
รัฐทายาทยกจอกชาขึ้นมาจิบ ขณะที่กำลังจะชี้แนะให้ลึกซึ้งเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ แต่หลังจากคิดๆ เขาก็มองดวงตาที่บอดทั้งคู่ของสวี่ชิง ตัดสินใจว่าครั้งนี้จะบอกอย่างตรงไปตรงมาเล็กน้อย
“เจ้าทำให้ตาบอดนั้นถูกแล้ว!
“เจ้าต้องคิดหาวิธี สัมผัสด้วยสายตาของเทพเจ้า มองโลกที่แท้จริง”
“สายตาของเทพเจ้า? โลกที่แท้จริง?” สวี่ชิงพึมพำ
“ถูกต้อง” รัฐทายาทกระตุ้นความสนใจ
สวี่ชิงเงียบนิ่ง ครู่ต่อมาเขาก็ลุกขึ้นคารวะ ขณะที่หลิงเอ๋อร์กำลังกลัดกลุ้มกังวล สวี่ชิงก็กลับไปในห้องด้านหลังที่คุ้นเคย นั่งลงขัดสมาธิ ครุ่นคิดในใจ
‘เพราะอะไร ในโลกที่ข้าสัมผัส จึงมีทั้งที่มีสีและไม่มีสี…’
สวี่ชิงครุ่นคิด เขารู้สึกว่านี่อาจจะเป็นจุดสำคัญ
เช้าตรู่วันถัดมา สวี่ชิงเงยหน้าขึ้น เขามีคำตอบขึ้นมาในใจรางๆ จึงสัมผัสไปรอบๆ ทุกสิ่งอย่างล้วนมีสีสัน ครู่ต่อมา จู่ๆ สวี่ชิงก็ส่งกระแสจิตให้นายกอง
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมีของอะไรที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนหรือไม่ขอรับ”
นายกองที่กำลังจ้องโยวจิงเขม็งอยู่ที่โถงใหญ่ เมื่อได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เดินมาที่ห้องด้านหลัง หลังจากเห็นสวี่ชิง เขาก็ยกมือขวาขึ้นค้นข้าวของ ล้วงของสิ่งหนึ่งออกมา
สวี่ชิงใช้ประสาทสัมผัสเทพกวาดผ่าน ใช้จมูกดม นั่นเป็นยาลูกกลอนเม็ดหนึ่ง ยาลูกกลอนคลายคำสาป
“เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเถิดขอรับ”
ดวงตานายกองเปล่งประกายประหลาด ยิ้มอย่างเลศนัย จากนั้นก็คิดๆ ล้วงของอีกอย่างออกมา
“เจ้านี่ล่ะ”
สวี่ชิงมองไปเห็นเป็นเสื้อชั้นในสตรีตัวหนึ่ง หลังจากเงียบนิ่งก็ส่ายหน้า
นายกองเริ่มสนใจ ล้วงสิ่งของออกมาไม่หยุด สวี่ชิงเห็นของสัพเพเหระเหล่านั้น ก็ค่อนข้างจนคำพูด จนผ่านไปครู่หนึ่ง เขาสัมผัสได้ว่านายกองเหมือนหยิบของบางอย่างออกมา
แต่ของชิ้นนี้ ในสัมผัสรับรู้ของเขา ไร้ซึ่งสีสัน
สวี่ชิงเงยหน้าขึ้นพลัน
“สิ่งนี้คือ…”
สายตานายกองหยุดอยู่ที่ฝ่ามือตัวเอง บนนั้นมีรูปสลักขนาดเล็กสีน้ำเงินตัวหนึ่ง เขาได้ของสิ่งนี้มานานแล้ว เป็นของที่ใช้สักการะของเผ่าเล็กๆ เผ่าหนึ่ง ไม่มีอะไรน่ามหัศจรรย์ เขาเก็บไว้ในถุงเก็บของมานานหลายปีจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำ
“รูปสลักน่ะ” นายกองมองสวี่ชิง
สวี่ชิงพยักหน้า ในสัมผัสเขามือนายกองมีเค้าโครงของรูปสลักจริงๆ
“สีอะไรหรือขอรับ” สวี่ชิงถาม
“สีแดง” นายกองสายตาล้ำลึก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ในสัมผัสของสวี่ชิง รูปสลักในมือนายกองก็กลายเป็นสีแดงในชั่วอึดใจ
“เอ๊ะ ข้ามองผิดไปอาชิงน้อย เจ้านี่สีขาว”
สวี่ชิงขมวดคิ้ว
นายกองยิ้ม วางรูปปั้นสีน้ำเงินไว้เบื้องหน้าสวี่ชิง เอ่ยด้วยเสียงต่ำทุ้ม
“อาชิงน้อย เนื่องจากเหตุผลบางอย่าง ข้าจึงชี้แนะเจ้าไม่ได้ แต่รูปปั้นนี้ข้าให้เจ้าแล้วกัน หลังจากตาเจ้าหายดีแล้วก็ลองหยิบมาดูนะว่ามันสีอะไรกันแน่”
พูดจบ นายกองก็จากไป
สวี่ชิงในใจปั่นป่วน ขณะที่ความคิดมากมายตีกัน เขาก็ปล่อยพลังฟื้นฟูของผลึกวารีสีม่วง ให้มันทะลักไปที่ดวงตาทั้งสอง เฝ้ารอเงียบๆ
หลายวันผ่านไป สวี่ชิงลืมตาขึ้น มองรูปสลักสีน้ำเงินตรงหน้า
พริบตาที่เห็นรูปสลัก สมองสวี่ชิงก็ครืนครัน
สีแดงกับสีขาวในความรู้ความเข้าใจของเขา ตอนนี้สลายหายไป กลายเป็นสีน้ำเงิน
ระหว่างนี้ ทำให้เขาสั่นสะเทือนอย่างยิ่งไม่มีที่สิ้นสุด
‘หลอกเรื่องสีได้…เช่นนั้นสิ่งที่ข้าเห็นตอนนี้ เป็นความจริงหรือไม่
‘สภาวะของข้าก่อนหน้านี้ สาเหตุที่สรรพสิ่งในโลกที่บ้างมีสีบ้างไม่มีสี ก็เพราะสิ่งที่มีสีล้วนเป็นสิ่งที่ข้าเคยเห็นหรือเคยมีในความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นข้าจึงสร้างภาพของพวกมันขึ้นมาเอง
‘แต่สิ่งที่ข้าไม่เคยเห็น ข้าไม่สามารถสร้างภาพขึ้นมาได้ จึงมีแค่โครงร่าง ไม่มีสี…
‘ส่วนคำพูดของนายกอง ทำให้ในสัมผัสรับรู้ของข้าเปลี่ยนสีไป นี่บ่งบอกว่า…ต้นกำเนิดที่ตัดสินซึ่งสิ่งที่สายตามองเห็นรวมถึงองค์ประกอบของโลกนั้น ไม่ใช่ดวงตา
‘สำหรับคนธรรมดา เป็นสมองที่ตัดสินว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร
‘สำหรับผู้บำเพ็ญ ใช้จิตวิญญาณเป็นตัวนำ ตัดสินสิ่งที่เห็นสิ่งที่สัมผัส’
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ดวงตาฉายแววกระจ่างแจ้ง
‘ดวงตา เป็นแค่หน้าต่างบานหนึ่ง
‘ก่อนหน้านี้ข้าเดินผิดทาง ต่อให้ข้าผสานพิษต้องห้ามเข้าไปในหน้าต่างบานนี้ ก็เป็นแค่สะสมไว้ที่นั่นเท่านั้น
‘หากจะผสานพลังพิษต้องห้ามเข้าไปในสายตา…
‘ข้าต้องผสานพิษเข้าไปในจิตวิญญาณ เมื่อจิตวิญญาณมีพิษ ก็จะแผ่ออกมาทางหน้าต่าง เช่นนั้นสรรพสิ่งที่เห็นทั้งหมด ล้วนจะถูกสายตาของข้าโจมตี!
‘ไม่รู้ว่าตอนนั้น โลกใบนี้ที่ข้าเห็นทั้งหมด จะเป็นโลกที่แท้จริงดังที่รัฐทายาทพูดไว้หรือไม่’