ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 622 พระจันทร์ม่วงเปลี่ยนเป็นสมบัติเทพ!
บทที่ 622 พระจันทร์ม่วงเปลี่ยนเป็นสมบัติเทพ!
ทะเลทรายคราม
ลมเหมือนอาวุธคมกริบที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า ฟาดฟันทำลายเม็ดทรายแต่ละเม็ดๆ แหลกละเอียด ส่งเสียงร้องหวีดแหลมพัดผ่านระหว่างสวี่ชิงกับนายกองไปอย่างรุนแรงทรงพลัง
สวี่ชิงที่สูญเสียสติสัมปะชัญญะ เหลือเพียงความบ้าคลั่ง พุ่งมาอย่างรวดเร็วจากที่ไกล เพียงพริบตาก็มาถึงห่างไปจากนายกองสิบลี้
จากเสียงดังสะท้อนคำว่าศิษย์น้องเล็ก ฝีเท้าของสวี่ชิง ณ บริเวณที่ห่างออกไปสิบจั้งพลันหยุดชะงัก
ดวงตาของเขาแดงก่ำ เต็มไปด้วยความปั่นป่วนว้าวุ่น จ้องเงาร่างข้างหน้าเขม็ง และภาพสะท้อนของเงาร่างนี้ก็ทำให้การดิ้นรนที่ปรากฏในดวงตามีแววได้สติกลับคืนมาในชั่วเสี้ยวพริบตาหนึ่ง
การต่อต้านของความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพ ในเสี้ยวขณะนี้ก็รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ร่างของสวี่ชิงสั่นสะท้าน เขาจำศิษย์พี่ใหญ่ได้ แต่เขาไม่อาจควบคุมความหิวในร่างของตัวเองได้
“ศิษย์พี่ใหญ่…”
สวี่ชิงเสียงแหบแห้ง และทันทีที่คำพูดดังขึ้น ห้วงหุบเหวลึกที่เกิดจากการต้านทานกันของความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพ ก็กลืนกินเขาไปในนั้นอีกครั้ง สวี่ชิงส่งเสียงครวญครางอย่างเจ็บปวด หันหลังทะยานไปยังที่ไกล!
เขาควบคุมไม่ให้เข้าไปใกล้ศิษย์พี่ใหญ่ได้!
ภาพนี้ทำให้เฉินเอ้อร์หนิวซาบซึ้งใจเช่นกัน
เขารู้จักสวี่ชิงดี และยิ่งรู้ดีถึงความเจ็บปวดที่สวี่ชิงได้รับในเวลานี้ เขาจึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ภายใต้สภาวะเช่นนี้ยังเลือกที่จะควบคุมตัวเอง…
นี่ทั้งเป็นการบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของสวี่ชิง และเป็นการบ่งบอกว่าตัวเองสำคัญกับอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง
ใจของเฉินเอ้อร์หนิวเกิดความอบอุ่นเอ่อขึ้นมา
“เจ้าเด็กโง่”
เขายิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นก็สูดลมหายใจลึก เสี้ยวขณะต่อมา ในดวงตาของเขาก็มีใบหน้าปรากฏขึ้น ดวงตาของใบหน้าลืมขึ้น ในดวงตานั้นก็มีใบหน้า
ใบหน้าดวงหนึ่งซ้อนทับดวงหนึ่ง ภายใต้จำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน แสงสีฟ้าแถบหนึ่ง ก็พวยพุ่งขึ้นจากร่างนายกอง ร่างของเขาเพียงไหววูบก็หายตัวไปทันที
ในยามที่ปรากฏ ก็มาอยู่ข้างหน้าสวี่ชิงแล้ว
สวี่ชิงสีหน้าบิดเบี้ยว เฉินเอ้อร์หนิวเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ศิษย์น้องเล็ก หิวแล้วก็กิน”
เขาพูดพลางยกมือขึ้นไปไว้ข้างหน้าสวี่ชิง
สวี่ชิงร่างสั่นสะท้าน เงยหน้าจ้องศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ความปรารถนาจากสัญชาตญาณชีวิต คลื่นวนที่มาจากการต่อต้านของความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพ ปะทุขึ้นโดยสมบูรณ์ในเสี้ยวขณะนี้
เขาพลันอ้าปากกว้าง แล้วกัดลงไปบนแขนของนายกองทันที
เลือดสดๆ ไหลริน กลืนกินเลือดเนื้อ
สวี่ชิงกินไปพลางเกิดความรู้สึกโล่งสบาย แต่ในใจของเขากลับเจ็บปวด เขาอยากควบคุม เขาไม่อยากเป็นเช่นนี้
แต่การปกคลุมจากหุบเหวลึกทำให้เขาทำไม่ได้ ดังนั้นสีหน้าของเขาจึงเหี้ยมเกรียม ยิ่งบ้าคลั่ง ปากส่งเสียงสะอึกสะอื้น
นั่นคือการต่อต้านของความเป็นมนุษย์!
นายกองหัวเราะ เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“อาชิงน้อย ไม่ต้องกลัว”
นายกองพูดพลางปล่อยให้สวี่ชิงกัดกินแขนซ้ายของตัวเอง ส่วนมือขวายกขึ้นลูบผมของสวี่ชิง กอดร่างของเขาเอาไว้ในอ้อมแขน
“กินเถอะ กินให้เยอะหน่อย เรื่องนี้เดิมตาแก่ควรจะคนเป็นที่มาทำ แต่ว่าใครใช้ให้ข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเล่า ข้าทำเองก็ได้
“กินเถอะ กินให้อิ่มสักหน่อย พวกเรายังมีการใหญ่ที่ต้องไปทำ”
สวี่ชิงร่างสะท้านเฮือก แววดิ้นรนในดวงตายิ่งรุนแรง ในใจของเขาเกิดความคิดที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งขึ้นมา
เขาอยาก…กลืนกินศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าคนนี้ลงไปให้หมดเกลี้ยง ไม่ให้เหลือแม้แต่น้อย อยากจะกินเขาให้หมด
ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้นคือ ในหลายวันนี้ ในยามที่ความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพผสานรวมจนถึงวันนี้ เป็นครั้งแรกที่นอกจากหิวแล้วเขายังสัมผัสได้ถึงความปรารถนาอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
เขาอยากดูดเลือดนายกองให้แห้งผาก!
การผุดขึ้นมาของความคิดนี้ทำให้ในใจสวี่ชิงเกิดความเจ็บปวดอย่างมหันต์
เขาไม่อยาก!
การกัดกินในเสี้ยวขณะนี้พลันหยุดชะงักลง
ปากของสวี่ชิงส่งเสียงสะอึกสะอื้นออกมา หลังจากนั้นหลายอึดใจ แสงสีม่วงทั่วร่างของเขาพลันปะทุขึ้น ก่อเป็นพลังถล่มภูเขาล่มมหาสมุทร ใช้แรงผลักร่างของนายกองออกไปไกลหลายสิบจั้ง
มองแขนของนายกองที่ถูกตนกัดกินไปครึ่งหนึ่งแล้ว ในดวงตาสวี่ชิงฉายแววดิ้นรนยิ่งขึ้นไปอีก เขายกมือขวาขึ้นแล้วล้วงลึกเข้าไปในปากของตัวเอง ล้วงเอาเลือดเนื้อออกมาทีละชิ้นๆ
ส่วนพวกที่กลืนลงไปในท้องพวกนั้น สวี่ชิงผ่าท้องของตัวเองอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือซ้ายล้วงลึกลงไป เอาออกมาทีละก้อนๆ
เลือดสดๆ สาดกระเซ็น เจิ่งนองไปทั่วพื้น
และที่แปลกประหลาดก็คือ เลือดสดๆ เหล่านั้น…อยู่บนพื้นเป็นเหมือนกับลูกปัด กลิ้งเป็นเม็ดๆ และทุกเม็ดล้วนมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมของสวี่ชิงปรากฏออกมา
สวี่ชิงล้วงเนื้อที่ตัวเองกลืนลงไป สายตาพลางฉายแววดิ้นรนอย่างแรงกล้า การปะทะกันของความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในเสี้ยวขณะนี้
นายกองยืนอยู่ที่ไกล มองสวี่ชิง สีหน้าฉายแววปวดใจ แต่เขาก็ไม่ขยับ
เขารู้…มีเพียงปลุกความเป็นมนุษย์ของสวี่ชิงขึ้นมาถึงจะทำให้ผ่านพ้นความรู้สึกในการสัมผัสเทพครั้งนี้ไปได้อย่างแท้จริง
“ข้าในตอนนั้น…” ในสมองนายกองมีเรื่องราวในอดีตที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นผุดขึ้นมา ดวงตาฉายแววเจ็บปวด
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง จากการกระทำของสวี่ชิง เลือดไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเลือดสดๆ เหล่านี้อยู่นอกกายเขาจับกลุ่มกันเองเป็นภาพสัญลักษณ์ภาพหนึ่ง
มองไปบนฟ้าจะเห็นว่าภาพสัญลักษณ์นี้เป็นใบหน้าดวงหนึ่ง
ใบหน้าดวงนั้นปิดป้องดวงตา สีหน้าเจ็บปวด ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยสีเลือด เหมือนว่าเลือดกำลังไหลไม่หลุด
รูปร่างเหมือนชื่อหมู่
แต่หน้าตาคือสวี่ชิง!
ทว่าตรงกลางภาพสัญลักษณ์ สวี่ชิงที่กำลังล้วงเนื้อชุ่มเลือดไม่หยุด การดิ้นรนในใจของเขายังคงรุนแรงเช่นเดิม เพราะเขาพบว่า ความคิดที่อยากกลืนกินศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้หายไป
และแขนซ้ายแหว่งวิ่นของศิษย์พี่ใหญ่ทำให้ความเจ็บปวดปะทุขึ้นไม่หยุด
สุดท้าย ในปากสวี่ชิงก็ส่งเสียงคำรามที่ไม่เหมือนเสียงมนุษย์ออกมา หันหลังพุ่งไปยังที่ไกลด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี
เขาคิดจะฉวยโอกาสในตอนที่ความเป็นมนุษย์กลับคืนมาไปจากที่นี่ เขาใกล้จะสะกดการกลืนกินเอาไว้ไม่ได้แล้ว ความรู้สึกหิวแบบนั้นทำให้เขาคลุ้มคลั่ง เขาอยากไปให้ไกลจากที่นี่ ไปที่อื่น ไปกลืนกินทุกสิ่ง
ข้างหน้าของเขารางเลือน โลกของเขาบิดเบี้ยว ความเป็นเทพบอกเขาอย่างเฉยชา ทุกอย่างล้วนมีผลดีต่อการพัฒนา ล้วนต้องทำทั้งนั้น
ส่วนความเป็นเดรัจฉานก็คืออาวุธ ปลดปล่อยภายใต้การขับเคลื่อนของความเป็นเทพ
แต่ความเป็นมนุษย์เตือนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเกียรติและขีดจำกัดในฐานะที่เป็นมนุษย์
เรื่องบางเรื่องทำไม่ได้
คนบางคนทอดทิ้งไม่ได้
เจตจำนงบางอย่าง ต่อให้ตายก็ต้องยืนหยัดต่อไป!
สวี่ชิงจากไปไกลอย่างรวดเร็ว
จากการจากไปของเขาภาพใบหน้าที่ก่อขึ้นจากเลือดสดๆ แต่ละหยดๆ บนพื้นนั่นก็ลอยขึ้น จากนั้นก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แผ่พลังอำนาจเทพออกมา
นายกองมองเงาแผ่นหลังของสวี่ชิงอย่างเงียบๆ ก้าวเท้าตามไป
เวลาไหลผ่านไป การวิ่งทะยานของสวี่ชิงไม่หยุดลง การปรากฏตัวของนายกอง จุดระเบิดความดิ้นรนในใจของเขา ท่ามกลางการผสานรวมกันของความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพ ความบ้าคลั่งของเขามากกว่าที่ผ่านมาอย่างมหาศาล
“ข้าเป็นใคร…ไม่สำคัญ”
“ไม่ นี่สำคัญมาก ข้าคือสวี่ชิง!”
“อดีตของข้าก็ไม่สำคัญเหมือนกัน”
“คนที่ข้าเคยได้พบพานในชีวิตพวกนั้นก็เป็นแค่อาหารเท่านั้น”
“ไม่ใช่!!”
ในใจของสวี่ชิง ท่ามกลางการดิ้นรนและการคำรามนี้ค่อยๆ เกิดความรู้สึกที่แตกต่างออกไปสองอย่าง ความรู้สึกทั้งสองนี้ หนึ่งคือความเฉยชา หนึ่งคือความเจ็บปวด
ความรู้สึกเฉยชาคือความเป็นเทพ สื่อกลางคือใบหน้าเลือดสดๆ ข้างหลังสวี่ชิง
ความเจ็บปวดคือความเป็นมนุษย์ สื่อกลางคือการไม่ยอมจำนนในใจของสวี่ชิง
และในขั้นตอนนี้ ปราณอื่นๆ ของเขาไม่เปลี่ยน แต่พลังพระจันทร์สีม่วงบนร่างปะทุอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ทันรู้ตัว ปราณพระจันทร์สีม่วงก็มาถึงระดับบริบูรณ์สามทัณฑ์ และทัณฑ์ลิขิตสวรรค์ก็ยังไม่ลงมาเยือน ปล่อยให้ปราณพระจันทร์สีม่วงเพิ่มพูนไม่หยุด จวบจนกระทั่งถึงสี่ทัณฑ์ จนมาถึงระดับบริบูรณ์สี่ทัณฑ์
และยังดำเนินต่อไปจนถึงห้าทัณฑ์
และยังคงปะทุต่อไป จนถึงระดับบริบูรณ์ห้าทัณฑ์
ก็ยังไม่หยุดยั้ง ยังคงทะลวงขั้นส่งเสียงคำรามก้อง
ปราณพระจันทร์สีม่วงของเขาก้าวเข้าสู่ขั้นหล่อเลี้ยงมรรคา!
ที่นอกร่างสวี่ชิง ท่ามกลางแสงสีม่วงที่ทอประกายแสงสอดประสาน คลังสมบัติลับสีม่วงมายาคลังหนึ่ง ประเดี๋ยวเลือนรางประเดี๋ยวปรากฏประทับลงมา
หรือจะพูดว่า นี่ไม่ใช่สมบัติลับ นี่เป็นสิ่งที่ก่อขึ้นจากพลังเทพ…เป็นสมบัติเทพ!
เสี้ยวขณะนี้ ท้องฟ้าไร้สี ทะเลทรายปั่นป่วน
และการขยายของพลังพระจันทร์ การดิ้นรนของสวี่ชิงก็เริ่มอ่อนแรงลง ความเป็นมนุษย์ของเขาหมองหม่นลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกหิวแทนที่ซึ่งทุกสิ่ง ความปรารถนาในเลือดสดๆ จะเอาชนะซึ่งทุกสิ่งแล้ว
ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นจากเลือดสดๆ ข้างหลังสวี่ชิงเหมือนกำลังยิ้ม ยิ้มอย่างเฉยชา
องค์ท่านจะชนะแล้ว
ฝีเท้าของสวี่ชิงหยุดชะงัก เขายืนอยู่ตรงนั้น มองไปยังข้างหน้าที่ห่างออกไปสิบจั้ง ทั่วทั้งร่างเหมือนขนลุกตั้งชัน แผ่ลามไปไม่หยุด แปรเปลี่ยนเป็นการสั่นสะท้าน
จิตใจของเขาเกิดคลื่นซัดโหม ระลอกคลื่นอารมณ์เกิดขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เหมือนว่าสิ่งที่เห็นห่างออกไปสิบจั้งนั่นดึงดูดความคิดทุกอย่าง ความเข้าใจและการรับรู้ทุกอย่างของเขาไปหมด
นั่นเป็นกล่องเหล็กใบหนึ่ง
ในกล่องเหล็กบรรจุดินสีเลือดจำนวนหนึ่งเอาไว้ และในดิน…
มีดอกไม้ดอกหนึ่งบานอยู่!
นี่เป็นดอกหญ้าที่ดูแล้วไม่มีอะไรแปลกประหลาดน่าอัศจรรย์ มีเพียงฟันเลื่อยที่ขอบใบที่ค่อนข้างชัดเจน มีใบทั้งหมดสิบเจ็ดใบ กลางใบทุกใบล้วนมีอักขระแปลกประหลาดที่เกิดจากเส้นเส้นหนึ่ง
ลักษณะของอักขระนี้เหมือนใบหน้า บ้างกำลังร้องไห้ บ้างกำลังหัวเราะ
เป็นเพียงต้นหญ้าที่ธรรมดาๆ เช่นนี้ หลังจากที่สวี่ชิงเห็น ในสมองเหมือนว่าในขณะที่มีสายฟ้านับแสนนับล้านฟาดผ่า ก็ทะลักไปทั่วทั้งร่าง วิญญาณเหมือนกำลังถูกฉีกทึ้ง
ภาพนับไม่ถ้วน ความทรงจำมากมาย จากในที่ที่ไม่สำคัญในใจของเขา ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เข้าครอบครองทุกสิ่ง
“ดอกลิขิตฟ้า มีอีกชื่อว่าเพลิงต่อชะตา สมุนไพรแห่งเทพเจ้า เป็นการกลายพันธุ์ประหลาดมาจากพืชตระกูลไม้ซ้อนอันมหัศจรรย์ การเปลี่ยนแปลงนี้มีบันทึกไว้เจ็ดสิบสามชนิด แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาได้ เติบโตอยู่ในเขตพื้นที่ต้องห้ามทุกที่อย่างไม่มีกฎเกณฑ์ จำนวนมีอยู่น้อยถึงน้อยมาก
“สรรพคุณสามารถรักษาอวัยวะที่ขาดหายให้งอกใหม่ ฟื้นคืนชีวิต นอกจากบาดแผลทางจิตวิญญาณแล้ว ยังใช้กับการแพทย์ทั่วไปได้ทุกแขนง”
สวี่ชิงเดินไปอย่างสั่นสะท้าน คุกเข่าอยู่ข้างหน้าต้นหญ้าต้นนั้น ยกมือขึ้น สัมผัสอย่างแผ่วเบา
“ดอกลิขิตฟ้า…”
เขาหามานานหลายปี แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็หาไม่เจอ…ดอกลิขิตฟ้าที่สามารถยืดชะตาชีวิตของหัวหน้าเหลยในตอนนั้นได้
“หัวหน้าเหลย…”
สวี่ชิงน้ำตาไหลรินจากดวงตา อาบผ่านแก้ม หยดลงไปในทรายบนพื้นเป็นหยดๆ กลายเป็นรอยหมึกซึมกระจาย
นี่คือน้ำตาของความเป็นมนุษย์
ใบหน้าสีเลือดข้างหลังเขา ในเสี้ยวขณะนี้ก็พลันถล่มครืนลงมา แปรเปลี่ยนเป็นเลือดสดๆ มหาศาล ไหลทะลักย้อนกลับเข้าไปตามบาดแผลบนร่างกายสวี่ชิง
นายกองยืนอยู่ตรงนั้นที่ไกลๆ มองทุกอย่างนี้อย่างเงียบๆ ใจที่ตึงเครียดในที่สุดก็โล่งอก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
ข้างกายของเขา มีคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง เป็นรัฐทายาทนั่นเอง
“ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วว่าอาจารย์ของพวกเจ้าไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน”
รัฐทายาทมองสวี่ชิงที่อยู่ที่ไกลเอ่ยเสียงเบา
“หากเขาไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งในยุคข้ายุคนั้นกลับชาติมาเกิด ก็คงเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งอัจฉริยะเลิศล้ำที่สุดของชนรุ่นหลังหลังจากที่จักรพรรดิโบราณจากไป
“แค่ตาแก่ธรรมดาๆ ไม่อาจเทียบกับผู้อาวุโสได้เลย หากผู้อาวุโสท่านรับลูกศิษย์ ข้าน้อยจะเป็นคนแรกที่สมัครเลยขอรับ” นายกองกลับมาสรรเสริญเยินยออีกครั้ง เอ่ยประจบประแจง
รัฐทายาทมองหน้าตาท่าทางของนายกอง สำหรับคำพูดทุกอย่างของคนคนนี้ เขานั้นไม่เชื่อเลย
“ข้าแค่สงสัยเรื่องหนึ่ง เจ้ากับสวี่ชิงเป็นฝ่ายที่ไปหาอาจารย์ของพวกเจ้า หรือเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าเป็นฝ่ายมาหาพวกเจ้ากันแน่”