ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 625 วันวานที่งดงาม รับพรจากสวรรค์
บทที่ 625 วันวานที่งดงาม รับพรจากสวรรค์
“ร่วงลงไปอีกแล้ว”
รัฐทายาทนั่งยองๆ อยู่นอกหลุม เอ่ยเสียงราบเรียบ
สวี่ชิงอยู่ในหลุม กลัดกลุ้มไม่ส่งเสียง ก้มหน้ามองที่ที่ตนเองอยู่
ที่นี่เป็นด้านในของถ้ำพำนักแห่งหนึ่งที่ร้างแล้ว
มีถ้ำพำนักเช่นนี้ในเทือกเขาทนทุกข์ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเหล่าผู้บำเพ็ญนับตั้งแต่อดีตที่ลงมือขุดกันเองเป็นที่หลบภัย
มองจากด้านนอกเทือกเขาจะมองไม่เห็น และมีเพียงสวี่ชิงที่มีน้ำหนักตัวเช่นนี้ ถึงสัมผัสชั้นผิวถ้ำเหล่านี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักได้ด้วยตัวเอง
“ในเทือกเขานี้มีสิ่งที่คล้ายถ้ำพำนักอยู่ไม่น้อย เส้นทางนี้ มีบางจุดที่เจ้าต้องปีน”
รัฐทายาทมองสวี่ชิงผาดหนึ่งจากนอกหลุม รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมา ราวกับว่าได้เห็นสวี่ชิงหน้ามอมแมมเช่นนี้ เขาถึงรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
นี่ทำให้เขานึกถึงตัวเองตอนที่เสด็จพ่อนำดวงอาทิตย์มาล่ามไว้ที่เอว เดินไปล้มลุกคลุกคลานไปตอนเด็กๆ
‘ยังขาดหมวก’
รัฐทายาทพึมพำในใจ ตอนเขาเด็กๆ ไม่ได้แค่ล่ามดวงอาทิตย์ไว้ที่เอว แต่ศีรษะยังมีหมวกที่เพิ่มน้ำหนักให้กับจิตวิญญาณอีกใบ
เห็นว่าสวี่ชิงไม่มี รัฐทายาทก็รู้สึกนึกเสียใจ
สวี่ชิงที่อยู่ในหลุมลึกเงยหน้าขึ้นมามองรัฐทายาท โคจรปราณก่อกำเนิดอื่นนอกจากพลังพระจันทร์สีม่วงในร่างกาย แบ่งเบาแรงกดดันรวมถึงน้ำหนักที่มาจากดวงอาทิตย์
ค่อยๆ ปีนออกมา
ความรู้สึกนี้เหมือนกับตนอยากจะล่องลอยอยู่บนฟ้าสุดชีวิต แต่การปกคลุมของของพลังดวงอาทิตย์ ทำให้ตนมีภาระหนักอึ้ง ต่อให้ทุ่มสุดกำลัง ก็ทำได้เพียงรักษาสมดุลไว้เท่านั้น
ประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ สวี่ชิงพบเจอบ่อยครั้ง
ตอนนั้นที่เขาอยู่ในกรมปราบพิฆาตเขตปกครองผนึกสมุทร เขาก็เหมือนเคยได้สัมผัสประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้ เพียงแต่ตอนนั้นคือการแบกรับแรงกดดันของโลกใบเล็กใบหนึ่ง
มองจากชื่อ โลกใบเล็กคล้ายจะหนักกว่าลูกเหล็กดวงอาทิตย์ แต่ความจริงแล้วจากการที่สวี่ชิงได้สัมผัสมากับตัว ทั้งสองอย่างเป็นขั้วตรงข้ามกันพอดี
นี่ทำให้เขานึกถึงที่มาของลูกเหล็กดวงอาทิตย์ซึ่งนายกองเคยพูดถึง
ในแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรานี้ ดวงอาทิตย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นดวงแรกมาจากยุคสมัยของเจ้าเหนือหัว ห่างจากตอนนี้ถือว่าข้ามผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน กระทั่งว่าใครเป็นคนสร้างก็ไม่มีบันทึกแล้ว
“ตั้งใจฝึกประสบการณ์จากแรงกดดันของของเล่นชิ้นนี้นะ นี่เป็นของเล่นที่จักรพรรดิโบราณมอบให้ข้าในตอนนั้น” รัฐทายาทมองสวี่ชิงที่ปีนขึ้นมาอย่างลำบาก เอ่ยเสียงเรียบ
สวี่ชิงได้ยินก็ก้มหน้ามองลูกเหล็กที่เอวผาดหนึ่ง
“ผู้อาวุโส ของสิ่งนี้นอกจากแรงกดดันกับน้ำหนักแล้ว ยังมีพลังอย่างอื่นด้วยใช่หรือไม่ขอรับ”
รัฐทายาทลุกขึ้นยืน เดินไปด้านหน้า เสียงลอยมาตามลม
“ตอนนั้นที่มันยังเป็นแค่ดาวดวงหนึ่ง มีพลังอย่างอื่นอยู่ สามารถใช้ตาข่ายเซียนที่ปกคลุมทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ปลดปล่อยพลังทำลายล้างได้ ส่วนตอนนี้…จากการจากไปของจักรพรรดิโบราณ ตาข่ายเซียนสลายหายไป มันจึงไร้ค่า”
น้ำเสียงเจือการย้อนรำลึกบางอย่าง แฝงการผ่านห้วงเวลามาเนิ่นนาน
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด เดินตามอยู่ด้านหลัง ส่งเสียงครืนครัน…ตลอดทาง
ลมกำลังพัดหวีดหวิวตามทั้งสองที่เดินไปไกลๆ พัดเสียงของพวกเขาไปรอบด้าน ซึมซาบเข้ามาในร่างกาย
“ผู้อาวุโส ข้าได้ยินมาว่า สถานที่ที่จักรพรรดิโบราณอยู่ เรียกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์หรือขอรับ”
“สถานที่ที่พวกขี้ขลาดรวมตัวกันคู่ควรที่จะเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์หรือ จักรพรรดิโบราณน่ะ…แก่แล้ว และเมื่อคนแก่ตัวลง ก็ยิ่งรักตัวกลัวตาย”
“อ้อ เช่นนั้นสถานที่ที่พวกขี้ขลาดนั่นอยู่ที่ใดหรือขอรับ”
“ฮ่าๆ จากประวัติศาสตร์เผ่ามนุษย์ข้า วันที่สิบสองเดือนหกของทุกปี เจ้าเงยหน้ามองไปบนฟากฟ้าทางทิศเหนือ ตรงนั้นจะมีดาวแปลกประหลาดอยู่ดวงหนึ่ง ที่นั่นคือสถานที่ของพวกขี้ขลาดซึ่งอยู่ใกล้กับต้องประสงค์มากที่สุด
“สถานที่ของพวกขี้ขลาด มีกี่แห่งหรือขอรับ”
“ตอนนั้นมีเจ้าเหนือหัวจักรพรรดิโบราณหนีออกไปกี่พระองค์ ก็มีเท่านั้นนั่นแหละ นับๆ แล้ว ถ้ารวมทุกเผ่า น่าจะได้มากกว่าหนึ่งร้อย ตอนนั้นจักรพรรดิโบราณก็ให้เสด็จพ่อของข้ามาดวงหนึ่งเช่นกัน แต่พวกเราปฏิเสธ”
ม่านราตรีประกอบเสียงครืนครันสอดประสานกับเสียงสนทนาของหนึ่งแก่หนึ่งหนุ่ม ค่อยๆ จางหายไป
ยามรุ่งอรุณมาถึง
การแผ่ขยายของพระจันทร์สีชาดที่ขอบฟ้า แม้จะเป็นการนับถอยหลังเวลาตายของใต้หล้า แต่สุดท้ายก็ทำให้ม่านฟ้าของแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรามีแสงที่แตกต่างกับที่อื่น
ต่อให้เป็นแสงเลือดก็ตาม
ดังนั้นเทือกเขาทนทุกข์ในตอนเช้าตรู่ หลังจากที่ต่างๆ มีต้นกำเนิดแสงที่เกิดจากเวทลอยขึ้นมา ทำให้สีเลือดจางลงระดับหนึ่ง
ด้วยแสงเบาบางผืนนี้ทำให้มองเห็นชายขอบของเทือกเขาทนทุกข์ได้ ตรงนั้นมีภูเขาที่โดดเด่นอยู่แห่งหนึ่ง
ภูเขาลูกนี้สูงพอๆ กับเขาทนทุกข์ เชื่อมต่อกัน แต่จากการเข้าใกล้ สวี่ชิงก็สังเกตเห็นว่าเขาลูกนี้เหมือนจะไม่ใช่ภูเขา
มันยิ่งเหมือนเป็นต้นไม้ขนาดยักษ์ที่แปรสภาพเป็นหินจนกลายเป็นภูเขาต้นหนึ่ง
ด้านล่างยอดไม้ลงไป จมเข้าไปในทะเลทราย ส่วนยอดไม้ก็ถูกทรายปกคลุม และกลายเป็นยอดเขา
“ต้นไม้ต้นนี้ชื่อว่าต้นไม้ท่องสำราญ ถือเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประหลาดบรรพกาล” รัฐทายาทมองภูเขาที่แปรมาจากต้นไม้ยักษ์ลูกนั้น เอ่ยราบเรียบ
“ต้นไม้เช่นนี้ ในแผ่นดินใหญ่มีอยู่มากมาย และไม่มีใครให้ความสำคัญ น้อยคนที่รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้คือต้นที่พี่หญิงสามของข้าแอบปลูกไว้ ตอนนั้นข้าติดตามนางมาที่นี่เพื่อเป็นสักขีพยาน แต่ตอนนี้…ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ต้นไม้ต้นนี้ก็เฉาตายไปหลายปีแล้ว”
สวี่ชิงเงยหน้า มองไปที่ภูเขาไกลๆ สังเกตเห็นว่ารอบๆ ภูเขานั้นมีร่างพวกผู้บำเพ็ญชุดคลุมแดงวนไปวนมาเหมือนแมลงวัน คล้ายกำลังตรวจสอบอะไร
ในนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็นปราณก่อกำเนิด หล่อเลี้ยงมรรคามีอยู่หนึ่งตน และยังมีสมบัติวิญญาณอีกหนึ่งตน
พวกเขามาจากตำหนักเทพพระจันทร์สีชาดของเทือกเขาทนทุกข์
“เดิมมีทูตเทวะหวนสู่อนัตตาด้วย แต่น่าจะถูกพี่หญิงสามกินไปแล้ว
“ที่เหลืออยู่พวกนี้ เหลือไว้ให้เจ้าทดสอบอำนาจร่างของตัวเอง
“รอยามที่ข้ากับพี่หญิงสามออกมา หวังว่าเจ้าจะสามารถจัดการจนเกลี้ยงได้”
รัฐทายาทกล่าวจบ ร่างกายก็เลือนรางหายไปจากข้างกายสวี่ชิง เข้าไปในภูเขาเบื้องหน้า
สวี่ชิงมองลูกเหล็กที่เอวผาดหนึ่ง หลับตาลง พริบตาต่อมาก็โคจรพลังพระจันทร์สีม่วง เลือดสดกระจายออกมาจากร่างเขาหยดแล้วหยดเล่า แผ่ปกคลุมไปรอบด้าน ไม่นานสวี่ชิงทั้งคนก็กลายเป็นคลื่นวนสีเลือดวงหนึ่ง
ขณะที่คลื่นวนนี้โคจรครืนครัน กลืนร่างของเขาไว้ด้านในก็กลายเป็นทะเลสาบสีเลือด แผ่ลามไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ทุกจุดที่แล่นผ่าน หินภูเขาแต่ละก้อนถูกกลืนหาย ต้นหญ้าแต่ละต้นถูกย้อมเป็นสีแดง ทะเลสาบสีเลือดแผ่ความแปลกประหลาดและความอัปมงคล จากการแผ่ลามออกไป ก็ค่อยๆ น่าสยดสยองพรั่นพรึง ดึงดูดความสนใจของผู้บำเพ็ญตำหนักพระจันทร์สีชาดเหล่านั้น
“นี่คืออะไร!”
พริบตาที่ผู้บำเพ็ญพระจันทร์สีชาดแต่ละคนมองไป ร่างกายของพวกเขาก็เริ่มสั่นเทาในระดับที่แตกต่างกัน
การสั่นเทาเช่นนี้ มาจากสัญชาตญาณของชีวิต มาจากความศรัทธา ยิ่งมาจากการไหลเวียนของโลหิต
เลือด ไม่อาจควบคุมได้!
ราวกับในร่างกายพวกเขามีเจตจำนง มีชีวิตขึ้นมา และแย่งกันจะพุ่งออกไป
หากอวัยวะภายในขวางอยู่ เช่นนั้นก็ทะลวงอวัยวะภายในออกไป หากเลือดเนื้อขวางอยู่ เช่นนั้นก็ทำลายเลือดเนื้อ หากจิตวิญญาณขัดขวาง เช่นนั้นก็ทำลายจิตวิญญาณ
ราวกับว่า สวี่ชิงในตอนนี้ไม่สามารถจ้องมองตรงๆ ได้!
ดังนั้นตอนที่เห็นเขาตั้งแต่แวบแรกก็มีผู้บำเพ็ญปราณก่อกำเนิดพระจันทร์สีชาดสิบกว่าคนส่งเสียงกรีดร้องออกมาทันที ร่างกายระเบิดเป็นชิ้นๆ เลือดสดนับไม่ถ้วนซ่านกระเซ็นออกมาจากด้านใน
เหมือนกำลังกู่ร้อง พุ่งไปหาทะเลสาบสีเลือดบนพื้น
ภาพนี้ ทำให้ผู้บำเพ็ญพระจันทร์สีชาดแต่ละคนที่รับผิดชอบตรวจตราที่แห่งนี้พรั่นพรึงถึงขีดสุด ถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ ลองสะกดโลหิตในร่างกายตน แต่กทำไม่ได้ ขณะที่ถอยหลัง ก็แตกสลายอย่างต่อเนื่อง
มองไกลๆ ม่านฟ้าเหมือนมีดอกไม้สีเลือดเบ่งบาน
ชายชราหล่อเลี้ยงมรรคาที่อยู่ท่ามกลางผู้บำเพ็ญเหล่านั้น ตอนนี้ก็สีหน้าประหลาดใจ ร่างของเขาสั่นเทิ้มขึ้นเช่นกัน เลือดกำลังคุ้มคลั่ง
อีกทั้งทาสเทวะกลางคนที่มีสมบัติลับหนึ่งคลังบริบูรณ์ผู้นั้น ใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และในพริบตาที่พวกเขาถอยหลัง จู่ๆ ทะเลสาบสีเลือดในเทือกเขาก็โหมคลื่นขึ้นมา
ระหว่างที่เสียงครืนครันดังกึกก้อง ทะเลสาบสีเลือดสาดซัดอยู่กลางอากาศ
เลือดสดทุกหยาดหยดล้วนมีใบหน้าของสวี่ชิงปรากฏอยู่ในนั้น และใบหน้ามากมายมหาศาลนี้ก็รวมกันเป็นใบหน้ามนุษย์ขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง ขณะที่สีหน้าเย็นชา สมบัติลับหนึ่งคลัง ก็ลอยขึ้นมาจากด้านใน
พลันสะกดผู้บำเพ็ญพระจันทร์สีชาดกลุ่มนั้น
ทุกจุดที่แล่นผ่าน เสียงร้องระงมดังไม่ขาดสาย ผู้บำเพ็ญปราณก่อกำเนิดเหล่านั้นก็ไม่สามารถสะกดโลหิตในร่างกายได้อีก
เลือดปริมาณมหาศาล พวยพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ดรวมถึงรูขุมขนทั่วร่างของพวกเขา อีกทั้งกลายเป็นคมเลือดที่แปรพักตร์อยู่นอกร่าง
ระหว่างที่ดอกไม้สีเลือดเบ่งบาน ทะเลเลือดก็พาคมเลือดนับไม่ถ้วนพุ่งไปตีวงล้อมรอบชายชราหล่อเลี้ยงมรรคารวมถึงสมบัติวิญญาณกลางคนผู้นั้น
จิตใจทั้งสองต่างส่งเสียงครืนครัน ความตื่นกลัวที่มาจากสัญชาตญาณของชีวิตทำให้พวกเขาล่าถอยอย่างรวดเร็ว
แต่หล่อเลี้ยงมรรคารวมถึงสมบัติวิญญาณหนึ่งคลังบริบูรณ์นั้นไม่เหมือนกัน พริบตาต่อมาร่างกายของสมบัติวิญญาณกลางคนผู้นั้นก็ครืนครัน พลันจำแลงสมบัติลับของเขาออกมาด้านนอก วิถีสวรรค์ในร่างกายส่งเสียงคำรามต่ำทุ้ม ส่งผลกระทบกับกฎเกณฑ์รอบด้าน พุ่งออกมาอย่างโหดเหี้ยม
เสียงดังจนหูแทบดับ สมบัติวิญญาณกลางคนผู้นี้พุ่งออกมาก่อนที่วงล้อมของสวี่ชิงจะสมบูรณ์
แต่ชายชราหล่อเลี้ยงมรรคาคนนั้น ช้ากว่ามาก
ถูกทะเลเลือดของสวี่ชิงห้อมล้อมในพริบตา เขาดิ้นรนสุดกำลัง จำแลงสมบัติลับต่อต้าน แต่ไม่เป็นผล
ทะเลเลือดก่อคลื่นวนขึ้นด้านนอกร่างกายเขา ขณะที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว ก็โหมบ่าไปทั่วร่าง จะแทรกซึมเข้าไปด้านใน
ชายชราสีหน้าตื่นกลัว ทำปางมือสำแดงพลังวิเศษอย่างต่อเนื่อง ยิ่งล้วงอาวุธเวทออกมาต้านทาน
แต่ไม่มีประโยชน์!
ทะเลเลือดไร้ที่สิ้นสุด ท่วมทับร่างเขาไว้ แทรกซึมเข้าไปตามร่างกายทั้งร่างอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดที่มากับขั้นตอนนี้ ทำให้เขาส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
มองไกลๆ ภาพนี้น่าสยดสยองอย่างยิ่ง!
จนพริบตาต่อมา ทะเลเลือดหายไป ทั้งหมดแทรกซอนหายเข้าไปในร่างกายชายชราหล่อเลี้ยง ชายชราผู้นั้นร่างสั่นระริก ขณะที่แววตาสิ้นหวัง ร่างกายของเขาก็เหมือนจะรองรับไม่ไหว เสียงโพละดังขึ้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
ทะเลเลือดทะลักออกมา กลายเป็นใบหน้าเย็นชาของสวี่ชิง หันไปมองสมบัติวิญญาณกลางคนที่อยุ่ไกลๆ ผู้นั้น
“การต่อสู้นี้ น่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดครั้งหนึ่ง ไม่รู้ว่าข้าตอนนี้ หากเทียบกับสมบัติวิญญาณหนึ่งคลังบริบูรณ์แล้ว จะสิ้นสุดอย่างไร!”
เจตจำนงต่อสู้ในใจสวี่ชิงสาดซัด ทะเลเลือดหลั่งทะลักสะกดไปทั่วทิศ สมบัติเทพลุกโหมบดขยี้ทุกสิ่ง พุ่งไปทางสมบัติวิญญาณกลางคนผู้นั้น
ตอนนี้เอง ในภูเขาที่แปรมาจากต้นไม้ท่องสำราญ มีสองสายตา จับจ้องโลกภายนอกเขม็ง
สายตานี้มองมาจากถ้ำขนาดยักษ์แห่งหนึ่ง
รากไม้นับไม่ถ้วนชอนไชมาจากทั่วสารทิศ รวมกันอยู่กลางอากาศที่ถ้ำพำนัก ถักทอเป็นรังไหมขนาดยักษ์รังหนึ่ง
เปล่งแสงวูบวาบออกมาตามช่องว่างนับไม่ถ้วนของรังไหมนี้เป็นระลอก ทำให้มีสีสันมากมายส่องสะท้อนในที่แห่งนี้
ร่างของรัฐทายาทยืนอยู่ข้างๆ รังไหมนั้น เงยหน้ามองด้านบน
“พี่หญิงสาม ตอนนั้นท่านเคยเจออัจฉริยะฟ้าประทานมามากมาย ท่านคิดว่าศิษย์ข้าคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”
รัฐทายาทเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“นี่เป็นศิษย์ของเจ้าหรือ เขายอมรับเจ้าเป็นอาจารย์หรือยัง อายุขนาดนี้แล้ว ไยยังคิดไปแย่งศิษย์ของผู้อื่น ไม่ละอายใจหรือไร”
เสียงเย็นชา ดังออกมารังไหมแสง
น้อยคนนักที่จะมีคุณสมบัติเอ่ยเช่นนี้กับรัฐทายาท แต่เห็นได้ชัดว่าไม่รวมพี่หญิงสามผู้นี้
สำหรับคำพูดของพี่หญิงสาม รัฐทายาทรู้สึกว่าปกติอย่างยิ่ง พี่สาวของเขาก็มีนิสัยเช่นนี้ ใบหน้าเย็นชาแต่ใจร้อน
“มีการสอนสั่งจริงๆ นั่นแหละ อีกทั้งข้าก็ช่วยเขาไว้ตั้งมากมาย ทั้งยังมอบของกำนัลจากด้านนอกเหล่านี้เพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญเขาด้วย”
รัฐทายาทเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เงยหน้าสังเกตการลงมือของสวี่ชิงต่อ แววตาค่อยๆ เผยความชื่นชมที่ปกติไม่ค่อยจะเผยออกมา
“นี่เจ้าเรียกว่ามอบให้หรือ”
ในรังไหมแสงมีเสียงเย็นชาดังออกมา พริบตาต่อมารังไหมแสงนี้ก็ส่งเสียงครืนครัน ระเบิดออก ร่างเงาด้านในก้าวเดินหนึ่งก้าวออกจากตัวภูเขา อีกหนึ่งก้าวอยู่กลางอากาศที่เบื้องหน้าสมบัติวิญญาณกลางคนผู้นั้นที่ทะเลเลือดของสวี่ชิงไล่ล่า
สมบัติวิญญาณตนนี้ยังไม่ทันตอบสนอง นิ้วมือราวหยกจรดลงไปบนหน้าผากเขา
เสียงตูมดังขึ้น ร่างกายสมบัติวิญญาณกลางคนสั่นระริก กลายเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง เติบโตอย่างรวดเร็ว ออกผลมาหนึ่งลูก
ทะเลเลือดที่แปรมาจากสวี่ชิงหยุดชะงัก รวมตัวกันเป็นรูปร่าง มองสตรีที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตนอย่างสงสัย
สตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง ในความงามวิจิตรก็แฝงความกล้าหาญ งามระยับจับตา
พวงแก้มทั้งสองของนางใสกระจ่างประหนึ่งแสงอรุณที่ส่องกระทบกับธารใส บนศีรษะรวบมวยผมเซียนโบยบินไว้ลวกๆ ประดับด้วยไข่มุกกลมกลึงสองสามเม็ดอย่างตามใจนึก เปล่งประกายระยิบระยับ แต่มิสู้ความเจิดจรัสของดวงตาคู่งาม
ดวงตาพราวระยับดั่งดวงดาราคู่นั้น เป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับมหาสมุทร มีเสน่ห์เย้ายวนใจ
กล่าวได้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกราวกับดอกเหมยในฤดูใบไม้ผลิที่บานสะพรั่งท่ามกลางหิมะ จิตวิญญาณราวกับดอกกล้วยไม้ฤดูใบไม้ร่วงที่มีน้ำค้างแข็งปกคลุม เพียงพอที่จะทำให้จิตวิญญาณบุรุษหลุดออกจากร่างไปทันที
ยามนี้ นางยกมือหยกขึ้น เด็ดผลไม้จากต้นสมบัติวิญญาณ มองรัฐทายาทที่ตามมาผาดหนึ่ง ยื่นไปเบื้องหน้าสวี่ชิง
“นี่ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าของกำนัล
“เจ้าหนูน้อย ที่เจอกันคราวก่อนฉุกละหุกยิ่งนัก จึงไม่ได้เตรียมอะไรไว้ ในครั้งนี้ขอมอบของกำนัลพบหน้าสักชิ้นให้เจ้าก็แล้วกัน”