ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 645 ยามอู่มาเยือน!
บทที่ 645 ยามอู่มาเยือน!
ในคลื่นวนบนฟากฟ้า เสียงอัสนีครืนครันฟาดผ่าลงมายังรังไหมสีเลือดต่อเนื่อง
รังไหมสีเลือด กำลังหดเล็กลง
แสงของสายฟ้านับไม่ถ้วนวิ่งผ่านรังไหมสีเลือดอย่างรวดเร็วราวกับน้ำตก กลายเป็นบ่ออัสนีบนพื้นดิน กะพริบวูบวาบพร่างพราย เสียงยิ่งดังสนั่นสั่นสะเทือนโลกหล้า
พลานุภาพของมันเหนือกว่าทัณฑ์ลิขิตสวรรค์ทั้งสามครั้งที่สวี่ชิงเคยประสบ กระทั่งกล่าวได้ว่าทุกสายในตอนนี้แฝงพลังบดฟ้าขยี้ดินเอาไว้เลยทีเดียว
นี่เป็นเพราะเหล่ารัฐทายาททั้งสี่ พวกเขาบังคับใช้อำนาจของตนเองทำให้ฟ้าดินบริเวณนี้เป็นของสวี่ชิง
และสิ่งที่รวมอยู่ด้วย ยังมีพลานุภาพที่หลงเหลืออยู่ของแท่นประหารเทพเจ้ารวมถึงประวัติศาสตร์ที่ที่แห่งนี้เคยเป็นสักขีพยาน
มันหนักหนาอย่างยิ่ง จึงเหนี่ยวนำสายอัสนีที่น่าครั่นคร้ามถึงเพียงนี้
ขณะเดียวกัน ยังอาศัยสายโลหิตเจ้าเหนือหัวที่ทั้งสี่มีอยู่ ประทานคุณสมบัติครอบครองพลังวิเศษแท่นประหารเทพเจ้านี้ให้กับสวี่ชิง เป็นการยอมรับสวี่ชิงแทนหลี่จื้อฮว่าเสด็จพ่อของพวกเขาจากต้นกำเนิดพลังวิเศษนี้
ทำให้เรื่องนี้ดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล
เมื่อเป็นเช่นนี้ พลานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ย่อมยิ่งน่าสะพรึงกลัว
นี่เป็นผลลัพธ์ที่พวกรัฐทายาทต้องการ พวกเขาจะใช้ทัณฑ์สวรรค์บรรพกาลมาหลอมทุกสิ่งอย่างในอาณาบริเวณนี้ ทำให้ฟ้าดินที่นี่หดเล็กลงเรื่อยๆ ประทับไปบนร่างสวี่ชิง
นี่เป็นแรงหนุนอย่างหนึ่ง
ด้วยการหดเล็กลงและผลักดันนี้ ทำให้สวี่ชิงลงแรงน้อยแล้วได้ผลคุ้มค่า ใช้เวลาที่น้อยกว่าแต่สัมฤทธิ์ผลที่เป็นไปได้มากกว่า ควบคุมแท่นประหารเทพเจ้าได้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่ปรากฏขึ้นที่ทะเลความรู้สึก แต่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นไม้ตายของตัวเองได้ในที่สุด
เพียงแต่ขั้นตอนนี้ สำหรับสวี่ชิงแล้วเหมือนกับการหลอมร่างกายและจิตวิญญาณ
ด้านนอกมีทัณฑ์สวรรค์โจมตี ฟ้าดินในรังไหมสีเลือดพังทลาย บดขยี้ลงมาที่เขา
การปะทะกันของทั้งภายในและภายนอก ทำให้ร่างกายของสวี่ชิงแตกร้าวอย่างต่อเนื่องรวมถึงจิตวิญาณค่อยๆ เหี่ยวเฉาลง ปราณก่อกำเนิดทั้งสิบสามของเขาตอนนี้กำลังปะทุออกมาสุดแรง
ผลึกวารีสีม่วงตอนนี้ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน พลังฟื้นฟูที่มันแผ่ออกมา ราวกับหยาดน้ำทิพย์ที่หล่อเลี่ยงทุกสรรพสิ่ง และทำให้สวี่ชิงรับแรงกดดันได้มากขึ้นมหาศาล
เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเป็นไปได้ของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ตอนนี้ จากสายอัสนีที่ฟาดผ่าลงมาต่อเนื่อง จากการที่รังไหมสีเลือดหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
ร่างกายสวี่ชิงสั่นสะท้าน เห็นรอยแตกบนผิวหนังมองหลายทาง เลือดสดหลั่งริน และแสงจากสายฟ้านับไม่ถ้วนที่แล่นผ่านรังไหมสีเลือดเข้ามาเพื่อหลอมทุกสิ่งในรังไหมสีเลือด ประกอบกับแรงกดดันมหาศาลในนี้ ที่จะบดขยี้ทุกอย่างให้แหลกราญเป็นผุยผง
และเมื่อรังไหมสีเลือดหดลงทุกครั้ง ฟ้าดินด้านในก็พังทลายไปกว่าครึ่ง แท่นประหารเทพเจ้าที่เกิดจากการรวมตัวกันดาบตอนนี้ ก็เริ่มพังทลายลงมาเป็นอันดับแรกท่ามกลางเสียงครืนครัน
กลายเป็นฝุ่นฟุ้งตลบ พุ่งไปทางสวี่ชิง
จากนั้นดาบสวรรค์ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของม่านฟ้าซึ่งพาดผ่านด้านบนรังไหมสีเลือดก็ถล่มลงมาเช่นกัน กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยซ้ำยังถูกบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่นผง คลุ้งไปทางสวี่ชิงเช่นเดียวกัน
จากนั้นคือแท่นพิธีที่สวี่ชิงอยู่ แตกหักพังทลาย
ส่วนลูกเจี๊ยบที่ถูกโยนเข้าไปด้านในเหล่านั้น ตอนนี้กำลังคร่ำครวญ ดวงชะตาพวกเขาถูกเชื่อมไว้กับสวี่ชิง กลายเป็นตัวตายตัวแทนกับตัวรับทัณฑ์แทนไปแล้ว
ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้ พวกเขากำลังช่วยสวี่ชิงแบ่งเบาความเป็นความตาย ทยอยห่อเหี่ยวไปทีละตัว
จนสุดท้าย ขณะที่รังไหมสีเลือดหดตัวลง ทุกสิ่งอย่างที่นี่ก็กลายเป็นฝุ่นผง ปะปนกับแสงของสายอัสนี ปกคลุมรอบกายสวี่ชิง
ส่วนขนาดของรังไหมสีเลือด ขณะที่หดลงในยามนี้ก็เหลือไม่ถึงสามจั้ง สั่นคลอนอย่างรุนแรง ราวกับจะถล่มลงมาได้ตลอดเวลา
สายอัสนียังคงฟาดผ่าต่อไป แสงของสายฟ้ายังคงแล่นแปลบปลาบไม่หยุด
“แม้ข้าจะบอกเขาว่าต้องรอให้เขาทำให้สำเร็จ ผนึกต้องห้ามประกาศิตซีหนานถึงจะสำแดงออกมา ก็เพื่อให้เขาทำให้แท่นประหารเทพเจ้ากลายเป็นท่าไม้ตายได้มั่นคงยิ่งขึ้น
รัฐทายาททั้งสี่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ จ้องไปที่รังไหมสีเลือดเขม็ง พวกนายกองที่อยู่ไกลออกไปก็จ้องมองทั้งหมดนี้อย่างสยดสยองพรั่นพรึง
พวกเขากำลังรอ
เวลาไหลผ่านไป ครึ่งชั่วยามต่อมา คลื่นวนบนท้องฟ้าเหมือนเชื่อมกับบ่ออัสนีที่กินอาณาเขตกว้างใหญ่ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มันราวกับเป็นอุโมงค์ ทำให้บ่ออัสนีทางนั้นทะลักออกมาไม่หยุด
จนกระทั่งร่างเงาของรังไหมสีเลือดถูกสายอัสนีนับไม่ถ้วนนั้นปกคลุมจนมองไม่ชัด
มีเพียงแห้งเหี่ยววูบหนึ่งฉายออกมาจากด้านในเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเลือน ทำให้คนที่รออยู่ด้านนอก รู้สึกกังวลในระดับที่ต่างกัน
และตอนนี้เอง จู่ๆ จิตสังหารวูบหนึ่งก็ปะทุขึ้นมาจากความแห้งเหี่ยวนั้น แผ่ขยายไปรอบด้านในพริบตา สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
จิตใจของทุกคนโหมระลอกคลื่นขึ้น คลื่นวนบนท้องฟ้าก็ชะงักไป เสียงกระซิบเสียงหนึ่ง ค่อยๆ ดังออกมาจากในรังไหมสีเลือด
“เขาจักรพรรดิภูตแปรเป็นแท่นประหาร ดวงชะตาติงหนึ่งสามสองแปรเป็นร่องดาบ!”
เมื่อคำพูดดังออกมา รอยแตกของรังไหมสีเลือดแผ่ลามออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมีพลังน่ากลัววูบหนึ่งกำลังบ่มเพาะอยู่ภายใน
“วิถีสวรรค์แปรเป็นตัวดาบ พิษต้องห้ามคำสาปเทพเจ้าแปรเป็นคมดาบ แสงประกายอรุณแปรเป็นประกายดาบ!”
จากการสะท้อนก้องของเสียงพึมพำครั้งที่สอง รังไหมสีเลือดนี้ก็ส่งเสียงครืนครัน เริ่มแตกสลาย
“วิหคทองเป็นตัวประสาน พระจันทร์สีม่วงแปรเป็นตราประทับ!
“ใช้ขวดกาลแห่งเวลาบรรจุ…
“ใช้ตะเกียงชีวิตนาฬิกาแดดขับเคลื่อน…”
เสียงพึมพำยังคงก้องสะท้อน พวกอู๋เจี้ยนอูและหนิงเหยียน ยามนี้หน้าขาวซีด ถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ พวกเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่น่าตกตะลึง กำลังพวยพุ่งออกมาจากรังไหมสีเลือดนั่น
ในคลื่นพลังนี้ ราวกับแฝงพลังแห่งกฎเกณฑ์วูบหนึ่งไว้ด้วย ทำให้สายอัสนีของคลื่นวนบนท้องฟ้าเลือนรางระหว่างฟาดผ่าลงมา
จนกระทั่ง เสียงพึมพำสุดท้ายดังก้อง
“เมื่อนาฬิกาแดดถึงเที่ยงตรง ฟ้าดินจะฟาดฟันพร้อมกัน!”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าพัดโหมแผ่นดินครืนครัน โลกที่ไม่สมบูรณ์ใบนี้ยิ่งเกิดรอยแตกร้าว อสูรสมุทรบรรพกาลส่งเสียงคำราม ขณะที่ท้องฟ้าสั่นไหวก็กลายเป็นตัวดาบขนาดยักษ์
ดาบนี้แฝงความไพศาลอนันต์เอาไว้ ยิ่งมีท่วงทำนองวิถีฟาดฟัน สำเร็จดาบสวรรค์
ส่วนพลังพิษต้องห้ามก็รวมตัวด้านในเป็นคมดาบซึ่งมีพิษต้องห้ามที่ร้ายแรงที่สุดอย่างรวดเร็ว หากฟาดฟัน นอกจากพลานุภาพของมันแล้ว ยิ่งแฝงคำสาปพิษต้องห้ามไว้ด้วย
ถัดมาคือแสงประกายอรุณ กลายเป็นประกายเย็นเยียบบนคมดาบ เป็นแสงจากคมดาบซึ่งสามารถฟาดฟันสรรพสิ่ง ทะลวงหมื่นกฎหลอมหมื่นวิชา ลึกลับอัศจรรย์!
พื้นดินตลบม้วน เขาจักรพรรดิภูตและติงหนึ่งสามสองแปรเป็นตัวดาบแท่นประหารเช่นกัน เห็นได้ว่าจักรพรรดิภูตยกมือแบกคุกใหญ่ขึ้น ส่วนคุกใหญ่ก็เต็มไปด้วยพลังแห่งดวงชะตา กลายเป็นหุบเขามายา
จากนั้นวิหคทองก็โบยบินเชื่อมฟ้าดิน ส่วนพระจันทร์สีม่วงก็กลายเป็นอักขระกระจายไปทั่ว สมบัติเทพด้านในขับเคลื่อน คอยสนับสนุนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
จากนั้น นาฬิกาแดดทั้งห้าของสวี่ชิงก็จำแลงบนฟากฟ้า เข็มนาฬิกาเคลื่อนตัว กลิ่นอายกาลเวลาผันผ่าน ขณะที่แผ่ซ่านไปทั่ว เข็มทั้งห้าก็หยุดชะงักที่ยามอู่สามเค่อพร้อมกัน!
พริบตาต่อมา…
หนึ่งดาบ ตัดผ่าฟ้า!
พุ่งไปยังทัณฑ์สวรรค์ที่คลื่นวนบนฟากฟ้าฟาดลงมา
วาดผ่านท้องนภา!
ราวกับเบิกฟ้าผ่าพสุธา ภูตผีเทพเจ้าต่างตกตะลึง!
แสงสายฟ้าตัดขาด บ่ออัสนีแตกทลาย ทัณฑ์ลิขิตสวรรค์…ถูกตัดผ่า!
ฟ้าดินครืนครัน แท่นประหารเทพเจ้าเลือนราง รวมตัวอย่างรวดเร็วจนสุดท้ายกลายเป็นขวดกาลเวลาใบหนึ่ง
ขณะที่ขวดใบนี้ร่วงลงมา ก็ถูกสวี่ชิงที่เดินออกมาจากความว่างเปล่ารับไว้กลางฝ่ามือ
สวี่ชิงจ้องมองขวดใบนี้ด้วยสายตาเปล่งประกาย จากนั้นเขาก็เก็บขวดลงไปทันที ประสานหมัดคารวะไปทางพวกรัฐทายาททั้งสี่ เอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสทั้งสี่ที่ช่วยจนสำเร็จขอรับ!”
พวกหนิงเหยียนตกตะลึงพรึงเพริด ดวงตานายกองฉายประกายประหลาด รัฐทายาททั้งสี่เผยรอยยิ้ม จู่ๆ องค์หญิงหมิงเหมยก็เอ่ยขึ้น
“พลังวิเศษนี้ มีชื่อหรือไม่”
สวี่ชิงเงยหน้า มองฟ้าดินที่ห่างไกล เอ่ยด้วยเสียงเรียบสงบ
“ชื่อว่า…ยามอู่มาเยือนขอรับ!”
องค์หญิงหมิงเหมยอมยิ้มมองสวี่ชิงและพยักหน้าให้ ขณะที่ชื่นชมมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐทายาทที่อยู่ข้างๆ ก็กระแอมไอ ดวงตาเจือแววชื่นชม ค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“ไม่เลว แต่เจ้าก็ยังพึงพอใจไม่ได้ ปราณก่อกำเนิดอื่นของเจ้าหลังจากนี้ก็ยังต้องขัดเกลา มีเพียงเช่นนี้เท่านั้น งคสามารถทำให้ไม้ตายนี้ของเจ้าสำแดงพลังที่ควรมีออกมาได้
“เช่นนั้นตอนนี้ พลังแห่งเจตจำนงตั้งมั่นของสรรพชีวิตในที่แห่งนี้ เจ้าคิดบ้างหรือไม่จะผสานและแปรเป็นคมดาบของเจ้าอย่างไร”
พูดพลาง สายตารัฐทายาทก็กวาดไปที่ร่างนายกอง
นายกองกระแอมไอ ยกมือขึ้นโบก ทันใดนั้นกลุ่มแสงสีขาวหกกลุ่มก็ลอยอยู่กลางฝ่ามือของเขา
ในกลุ่มแสงสีขาวทั้งหกนี้ มาพร้อมกับการดิ้นรนและความหวังของสรรพชีวิตแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา ถ้ามองเข้าไปจะยังเห็นใบหน้ามากมายนับไม่ถ้วน
พวกมันคือพลังแห่งเจตจำนงตั้งมั่นของสรรพชีวิตที่ถูกนายกองรวบรวมเอาไว้ตอนที่สวี่ชิงผ่านทัณฑ์นี้
“ศิษย์พี่ใหญ่น่าจะยังมีวิธีใช้ประโยชน์อื่นอยู่สินะขอรับ” สวี่ชิงมองนายกอง เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
ด้วยประสบการณ์การทำการใหญ่กับศิษย์พี่ใหญ่มา เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการใหญ่ของศิษย์พี่ใหญ่ มักจะเป็นแผนที่ซ้อนอยู่ในแผนอีกที ทุกอย่างก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายล้วนทำเพื่อพลังแห่งเจตจำนงตั้งมั่นสรรพชีวิตนี้
ได้ยินคำพูดของสวี่ชิง นายกองก็ฮึกเหิม หัวเราะฮ่าๆ รู้สึกคาดหวังขึ้นมา ความจริงแล้วการใหญ่ครั้งนี้ เขารู้สึกว่าไม่ค่อยปกตินัก
แม้แต่ก่อนนี้สวี่ชิงจะโดดเด่นเปล่งประกาย แต่ตนก็ไม่ได้แย่ ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เป็นคู่หูที่ไม่มีใครเทียบเทียม
ทว่าครั้งนี้ เขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ที่ผนึกเป็นตนที่ปลดออกมา บทละครตนก็ร่วมประพันธ์ขึ้นมา อุปกรณ์ก็เป็นตนที่จัดเตรียม แต่สุดท้ายอำนาจผู้กำกับกลับถูกพวกรัฐทายาทแย่งไป ซ้ำตนทางนี้ยังต้องแสดงด้วย
ช่างเถิด แต่แสดงไปครึ่งหนึ่ง อาชิงน้อยทางนั้นก็เริ่มปะทุ…
ปะขึ้นมาก็ช่างเถิด แต่ไม่ได้ปะทุครั้งเดียวจบ กลับปะทุระลอกแล้วระลอกเล่า สายลมบรรพกาลพัดมาก่อน จากนั้นก็แท่นประหารเทพเจ้า ถัดมาเป็นความทรงจำบรรพกาล สุดท้ายมีทัณฑ์สวรรค์ฟาดผ่าลงมาเช่นนี้อีก
เอ้อร์หนิวคิดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เขารู้สึกว่าการเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของอาชิงน้อยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
‘ในที่สุดก็ถึงตาข้าแล้ว!’
นายกองสูดลมหายใจลึก สาวเท้าก้าวใหญ่ขึ้นไปกลางอากาศ ยืนอยู่ข้างกายสวี่ชิง
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าดูให้ดี จากนี้…ถึงจะเป็นการใหญ่ครั้งนี้ของพวกเรา เป้าหมายที่แท้จริง!”
สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ ทำท่าทางคาดหวัง
เห็นสีหน้าของสวี่ชิง เฉินเอ้อร์หนิวก็ยิ่งได้ใจ เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง พลันโบกมือขวาไปด้านหน้า
“พันธสัญญาตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ใช้พลังแห่งเจตจำนงตั้งมั่นสรรพสิ่ง แปรเป็นตราประทับมาเยือน ปูเป็นเส้นทางสู่ความเป็นเทพ เชื่อมโยงกับประตูจันทราคิมหันต์!
“เทพชั้นสูงเยวี่ยเหยียน ข้าขออัญเชิญท่าน!”
เมื่อนายกองกล่าวออกมา พลังแห่งเจตจำนงตั้งมั่นของสรรพชีวิตในมือเขาก็ลอยวนอย่างรวดเร็วเบื้องหน้าเขา สุดท้ายก็ผสานกัน กลายเป็นวงแหวนขนาดยักษ์วงหนึ่ง
วงแหวนนี้โคจรครืนครัน ประหนึ่งบุกเบิกเส้นทางหนึ่ง เส้นทาง…สู่ที่พักเทพชั้นสูงอีกตน!
มีกลิ่นอายน่ากลัวแตกต่างจากชื่อหมู่ แผ่ออกมาจากเส้นทางนี้วูบหนึ่ง
แม้จะเพียงวูบเดียว ก็ทำให้พวกรัฐทายาทหน้าเปลี่ยนสีในพริบตา ทั้งดินแดนปิดผนึกเลือนรางทันที ไอพลังประหลาดพลันปะทุขึ้นมาในที่แห่งนี้
ส่วนโลกภายนอก…ณ ทะเลทรายคราม เวลานี้ไอพลังประหลาดก็พลันปะทุขึ้นเช่นกัน
[1] ยามอู่ คือ ช่วงเวลาระหว่าง 11:00 น. – 13:00 น.