ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 661 เขตแดนจิตลืมเลือนของสวี่ชิง
บทที่ 661 เขตแดนจิตลืมเลือนของสวี่ชิง
ในโถงตำหนักสูงสุดตำหนักขบถจันทร์ เสียงของนายกองมีความมึนงง พร้อมกับความไม่เข้าใจ แล้วยังมีความตึงเครียด โดยเฉพาะความร้อนรนที่เด่นชัดออกมาอย่างชัดเจน
“ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ร่างกายชาติที่แล้วของข้าไม่สมบูรณ์เสียแล้ว อาชิงน้อย เจ้ารู้ไหมว่าไตของผู้ชายมันสำคัญแค่ไหน”
“ไตของข้าเอ๋ย ข้าตอนนี้กลายเป็นชายหนุ่มที่ไม่สมประกอบคนหนึ่งไปเสียแล้ว ”
“ที่สำคัญที่สุดก็คือ แล้วไอ้ที่หายไปของข้านั่น ชาติที่แล้วข้าใช้ความคิดและตั้งใจหลอมออกมาโดยเฉพาะ สำคัญอย่างมาก และล้ำค่าเอามากๆ”
บนประตูใหญ่ รูปสัญลักษณ์เล็กที่นายกองแปรมา สีหน้ามีความเศร้าโศก กัดฟันกรอด เหมือนกับสูญเสียรักที่แท้จริงไปอย่างไรอย่างนั้น
“จะต้องมีใครสักคนมาเล่นสกปรกแน่ๆ ละโมบต่อไตล้ำค่าของข้า ใส่มันไว้บนร่างกายตนเองแล้วออกสังหารไปทั่วทิศ ให้ตายเถอะให้ตายให้ตายให้ตาย!”
“เรื่องนี้ถ้าหากแก้ไขไม่ได้ ส่งผลกระทบแค่ข้ายังพอว่า แต่มันจะส่งผลกระทบกับงานใหญ่ของพวกเราน่ะสิ ร่างกายชาติที่แล้วของข้าจะหายไปส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้…”
นายกองร้อนรนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สวี่ชิงฟังถึงจุดนี้ สีหน้าก็แปลกประหลาดไป สมองเขาคิดถึงในหุบเขาแห่งหนึ่งทางตะวันตกของแผ่นดินใหญ่บูชาจันทราเมื่ออดีตขึ้นมาในพริบตา ตอนที่เจอกับจิ้งจอกดินตัวนั้น
ตอนนั้นจิ้งจอกดินเคยพูดว่ามีไตอยู่ข้างหนึ่ง แล้วยังเคยให้เขาได้เห็นด้วย…
พอคิดถึงจุดนี้ สวี่ชิงก็ลังเลไปครู่หนึ่ง เพื่อจะยืนยัน เขาจึงเอ่ยขึ้นเสียงขรึมต่ำ
“ศิษย์พี่ใหญ่ ร่างกายชาติที่แล้วของเจ้ามีไตอยู่กี่ข้างกัน”
“สองสิ ข้าเป็นเผ่ามนุษย์ ร่างของชาติที่แล้วก็เป็นเผ่ามนุษย์ มนุษย์มีไตสองข้างไม่ใช่หรือ เจ้ามีสามหรือไร” นายกองเหลือบมองสวี่ชิงผาดหนึ่ง
สวี่ชิงไม่สนใจสายตานายกอง อดทนถามต่ออีกคำหนึ่ง
“แล้วอีกข้างเจ้าสัมผัสได้ไหม”
พูดจบ นายกองก็ตั้งตัวได้ขึ้นมา ดวงตาเผยประกายแรงกล้าออกมา แล้วจึงมองไปยังสวี่ชิงด้วยอาการตุ้มต่อมและคาดหวัง
“อาชิงน้อย เจ้าถามข้าเช่นนี้ หรือเจ้าจะเคยเห็นไตของข้ากัน”
สวี่ชิงไม่พูดตอบ ลองย้อนคิดอย่างละเอียดถึงไตข้างนั้นที่จิ้งจอกดินหยิบออกมา แล้วเขาก็ครุ่นคิด ทำให้นายกองทางนี้รู้สึกกลัวเหมือนจะไม่ได้รับ ยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก
“ศิษย์พี่ใหญ่ ไตที่ท่านทำหายข้างนั้น มีสีทองใช่ไหม รูปร่างจันทร์เสี้ยว ด้านบนมีอักขระบางส่วนประทับไว้ใช่ไหม”
สวี่ชิงมองไปทางนายกอง
นายกองตื่นเต้นขึ้นมา รูปสัญลักษณ์ของเขากำลังสั่นเทา โห่ร้องขึ้นมา
“ใช่แล้วใช่แล้ว สีทอง อาชิงน้อยเคยเห็นหรือ”
สวี่ชิงคิดๆ เอาเรื่องที่เจอกับจิ้งจอกดินบอกกับนายกอง
นายกองยิ่งฟังความผันผวนของจิตใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ท้ายสุดจึงสูดปาก
“ความหมายของเจ้าก็คือ จิ้งจอกดินตัวนั้นให้เจ้ากินไตของข้าเพื่อบำรุงร่างกายหรือ”
“ข้าไม่ได้กิน”
สวี่ชิงเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
“สู้เจ้ากินไปยังดีกว่า เช่นนี้ข้ายังหยิบออกมาได้ ตอนนี้ทำอย่างไรดี…” ในใจนายกองดูสับสนซับซ้อน ถอนหายใจยาวออกมาเสียงหนึ่ง
“ยิ่งไปกว่านั้นอาชิงน้อย จิ้งจอกดินตัวนี้ก็ไม่ธรรมดานะ ไตอยู่กับนางทางนั้น แต่ทำให้ข้าสัมผัสถึงไม่ได้ นี่ก็อธิบายแล้วว่านางไม่ธรรมดา”
“ในความทรงจำชาติที่แล้วของข้า ไม่มีสิ่งนี้อยู่ จากที่เจ้าบรรยายมา นางนั่งอยู่บนแท่นบูชาเทพ นี่มันกายทิพย์ของเทพเจ้า!”
สวี่ชิงดวงตาจ้องเขม็ง สำหรับความลึกลับของจิ้งจอกดิน ตอนนั้นเขาก็สัมผัสได้แล้ว
“แล้วก็ที่นางหยิบของออกมาได้ตั้งมากมาย แล้วยังบอกว่าไตเป็นสิ่งที่คนอื่นส่งมาให้ ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริง ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ว่าจิ้งจอกดินนี้ไม่ธรรมดา ไม่แน่อาจจะเป็นเทพเจ้าตนหนึ่งก็ได้”
นายกองพูดถึงจุดนี้ ก็สั่นเทาขึ้นอีกครั้ง เผยความเศร้าสลดออกมา
“ถ้าหากเป็นเทพเจ้าจริง แล้วองค์ท่านมาจากที่ไหนกัน แล้วทำไมต้องเอาไตของข้า…เฮ้อ เรื่องนี้ต้องโทษข้านี่ล่ะ ตอนนั้นข้าหลอมไตข้าดีเกินไป จนทำให้เทพเจ้าแอบจับจ้อง!”
ในใจนายกองมีหลากรสชาติปนเปด้วยกัน ทั้งจนใจ ทั้งขุ่นเคือง แล้วยังมีความหยิ่งยโสอยู่หน่อยๆ ด้วย ท้ายสุดจึงต้องมองสวี่ชิงตาแป๋ว
“อาชิงน้อย ถ้าอย่างนั้น…”
ยังไม่ทันที่นายกองจะพูดจบ สวี่ชิงก็ตัดบทเขาทันที
“ศิษย์พี่ใหญ่ หายไปข้างหนึ่งก็หายไปเถิด ท่านไม่ใช่ว่ายังมีอีกข้างหรือ ในความคิดข้า เจ้าก็ยังเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่สมประกอบดีอยู่”
พูดพลาง สวี่ชิงก็ตั้งท่าจะออกไป เขารู้ว่านายกองจะทำอะไร
“เดี๋ยวก่อนศิษย์น้องเล็ก!”
นายกองร้อนรน รีบร้องเรียก
“ศิษย์น้องเล็ก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับงานใหญ่ของพวกเรา หรือไม่เจ้าก็เสียสละสักหน่อย จิ้งจอกดินนั่นถ้าหากเป็นเทพเจ้าจริง ข้ารู้สึกว่าเจ้าก็น่าจะไม่เสียเปรียบอะไรนัก!”
สวี่ชิงไม่สนใจ เดินตรงไปที่แท่นบูชา ตั้งท่าจะออกไปแล้ว
“อาชิงน้อย สิ่งนี้เกี่ยวกับสรรพชีวิตแผ่นดินใหญ่บูชาจันทรา!”
“ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของข้า ไตข้างหนึ่งของข้าอยู่ในมือของคนที่มีที่มาไม่ชัดเจน นี่เท่ากับเป็นอันตรายใหญ่หลวงที่แฝงเร้นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าขาดไตข้างนี้ไป ข้าก็ไม่สมประกอบ ไม่สามารถอันเชิญร่างกายมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้!”
นายกองร้อนรน น้ำเสียงเองก็ดูเร่งรีบ สภาพนี้ของเขาไม่ค่อยปรากฏออกมานัก
สวี่ชิงรู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ลนลานแล้วจริงๆ เท้าจึงชะงัก ลังเลขึ้นในใจ ย้อนคิดถึงภาพจิ้งจอกดินก่อนหน้านี้ เขามีความรู้สึกบางอย่างรางๆ เหมือนอีกฝ่ายจะจงใจหยิบไตข้างนั้นออกมาให้ตนเองได้เห็น
“อาชิงน้อย จิ้งจอกดินตัวนั้นน่าจะจงให้เจ้าได้รู้ แต่ตอนนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเจ้า คิดแล้วน่าจะกำลังรอให้เจ้าไปหานางอีก…”
“เอาล่ะๆ ถ้าเจ้าไม่อยากไปจริงๆ ก็ให้ศิษย์พี่ใหญ่อย่างข้ามาแบกรับความทรมานทั้งหมดนี้ก็แล้วกัน เพียงแต่คำสัญญาที่ศิษย์พี่ใหญ่เคยรับปากเจ้าไว้ตอนนั้น ว่าชาตินี้จะร่วมเดินทางไปกับเจ้า อาจจะทำไม่ได้แล้ว…”
นายกองถอนหายใจ สีหน้าหงอยเหงา
สวี่ชิงพอได้ยินก็พยักหน้า
พูดจบ ก็เดินขึ้นแท่นบูชา
นายกองตกตะลึง รีบยิ้มเจิดจ้าออกมา ส่งเสียงพูดออกมา
“ศิษย์น้องเล็ก อันที่จริงข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้ารู้สึกว่าข้ายังพอช่วยได้อยู่”
สวี่ชิงที่เดินไปถึงแท่นบูชา ก็เหลือบมองนายกองอย่างจำใจ
“ข้าจะไปลองดูก็แล้วกัน”
“ศิษย์น้องเล็ก น้องรัก!” นายกองตื่นเต้น เขารู้สึกในใจมั่นคงขึ้นอย่างมากต่อการเห็นด้วยของสวี่ชิง ขใจว่าแค่สวี่ชิงยินดีช่วยเหลือ เช่นนั้นก็จะนำไตของตนเองกลับมาได้แน่นอน
สวี่ชิงถอนหายใจ กลับมาสู่โลกความเป็นจริง
ตอนที่ปรากฏตัว ก็มาอยู่ที่ห้องด้านหลังร้านยาแล้ว ขณะที่กำลังขบคิดว่าจะจัดการเรื่องจิ้งจอกดินอย่างไร สายตาสวี่ชิงจู่ๆ ก็เข้าภวังค์ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ขมวดคิ้ว นวดๆ ระหว่างคิ้ว
“เขตแดนจิตลืมเลือนนี้ กระตุ้นออกมาอย่างไรกัน”
สวี่ชิงหลับตา ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงดิ่งเข้าไปในติงหนึ่งสามสองอีกครั้ง และเห็นว่าปราณก่อกำเนิดของตนเองกับนิ้วเทพเจ้า ไม่ได้สัมผัสกันแล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างเว้นระยะกัน
สวี่ชิงครุ่นคิด ตัดสินใจทดสอบดูสักหน่อย จึงควบคุมปราณก่อกำเนิดเดินออกไป หลังจากสัมผัสกับนิ้ว เข้าก็เข้าภวังค์อีกครั้ง
เป็นเช่นนี้ เวลาไหลผ่านไป สวี่ชิงยังคงค้นคว้าการลืมเลือนความทรงจำอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่ปราณก่อกำเนิดสัมผัสกับนิ้ว ดวงชะตากับเคราะห์หายนะผสานเข้าด้วยกัน สวี่ชิงก็จะมึนงงเข้าสู่ภวังค์
จนกระทั่งทั้งสองฝ่ายผละออกจากกันช่วงหนึ่ง ความมึนงงของสวี่ชิงจึงฟื้นฟูกลับมา
ทุกคนในร้านยา ดูแล้วยังคงเป็นปกติ
มีเพียงรัฐทายาทเท่านั้น ที่สีหน้าดูแปลกประหลาดขึ้นทุกวัน
เขาตอนนี้ กำลังนั่งอยู่ที่นั่น ถือแก้วชามองโยวจิง
หนิงเหยียนกำลังถูพื้น หลิงเอ๋อร์กำลังคิดบัญชี อู๋เจี้ยนอูที่หน้าประตูก็กำลังตะโกนเสียงสูง หลี่โหยวเฝ่ยกอดกระบี่ กำลังจับจ้องคนทั้งหมดที่ผ่านไปมา
โยวจิงยังคงต้มน้ำ
เพียงแต่ หนิงเหยียนเดิมทีถูพื้นวันหนึ่งเจ็ดแปดครั้งก็เพียงพอแล้ว แต่วันนี้เขาถูไปแล้วถึงสิบห้ารอบ และตัวเขาเองก็เหมือนไม่รู้ตัวเลย
การคิดบัญชีของหลิงเอ๋อร์ รายการเดียวกันแท้ๆ แต่ก็คิดไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง…
กลอนของอู๋เจี้ยนอู วันนี้มีหลายประโยคที่ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบแล้ว
หลี่โหยวเฝ่ยยืนนิ่งไม่ขยับ ดังนั้นจึงมองอะไรไม่ออก แต่เขาก็ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติทั้งหมดนี้เลยแม้แต่น้อย
ส่วนโยวจิง นางดูไม่ค่อยแน่ใจ เพราะนางพบว่าน้ำดูต้มเดือดอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้วยชารัฐทายาททางนั้น ส่วนใหญ่แล้วยังเต็มอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้ตนเองทำอะไรเลยแท้ๆ
แต่ยังแตกต่างกับคนอื่น นางทางนี้หลังจากสังเกตเห็นความไม่ถูกต้อง ในดวงตาก็เกิดอาการกระเสือกกระสน พริบตาต่อต่อมาก็สั่นไปทั้งตัว ลมหายใจหอบถี่ มองไปทางทุกคนที่อยู่รอบๆ ทันที
“นี่มันอะไรกัน!”
สีหน้าโยวจิงเผยความเคร่งขรึม จากนั้นจึงมองไปทางรัฐทายาท ท้ายสุดสายตาก็ตกไปยังห้องด้านหลังสถานที่ฝึกบำเพ็ญของสวี่ชิง
“จุดที่เจ้าเด็กคนนั้นอยู่ มีพลังประหลาดส่งออกมา ทำให้ข้าเสียความทรงจำหรือ”
ทั้งหมดนี้ ทำเอาจิตใจโยวจิงสั่นสะท้าน
“นี่เป็นการตื่นขึ้นครั้งที่เก้าสิบห้าของเจ้าในช่วงหลายวันนี้ พอยิ่งผ่านไป เวลาที่ตื่นขึ้นก็ยิ่งช้า”
รัฐทายาทเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ตื่นขึ้นเลยสักครั้ง แต่หลิงเอ๋อร์เด็กสาวคนนั้นก็ไม่ธรรมดา นางตื่นมาแล้วสิบห้าครั้ง”
โยวจิงสูดปาก เรื่องประหลาดนี้ ทำให้นางรู้สึกตกตะลึงในใจ ส่วนคนอื่นๆ พอได้ยินคำพูดนี้ก็ล้วนงงงันกันไป แต่ละคนชะงักกันหมด
หนิงเหยียนถลึงตาโต มองไปบนพื้น จากนั้นก็มองไปยังผ้าขี้ริ้วในมือ
“ข้า…ข้าหลายวันนี้เช็ดพื้นไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้วหรือ”
อู๋เจี้ยนอูเองก็ตะลึงไป รู้สึกไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะท่องกลอนซ้ำไปซ้ำมา
หลิงเอ๋อร์จิตใจสั่นสะเทือน หลี่โหยวเฝ่ยงุนงงไม่แน่ใจ
โยวจิงอดเอ่ยเสียงต่ำขึ้นมาไม่ได้
“ถูกต้อง นี่คือการปรากฏขึ้นของก้าวแรกเขตแดนจิตลืมเลือน เขาเดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว ทุกครั้งที่เขาค้นคว้า ทั้งหมดรอบด้านก็ล้วนถูกผลกระทบ จะเป็นเช่นเดียวกับเขา ปรากฏการเสียความทรงจำขึ้น”
รัฐทายาทดื่มน้ำในถ้วยชา
“และความทรงจำเวลานี้ของพวกเจ้า อีกเดี๋ยวพอสวี่ชิงเจ้าเด็กคนนั้นเสร็จสิ้นการฝึกบำเพ็ญครั้งนี้ เขาจะลืมการค้นคว้าของตนเอง พวกเจ้าเองก็จะลืมทั้งหมดนี้ไปด้วย”
ทุกคนทยอยกันสูดปาก ส่วนหลี่โหยวเฝ่ยทางนั้น ตอนนี้ก็สั่นระริก จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้น
“ผู้อาวุโส…ข้า บนตัวข้าเหมือนมีอะไรหายไปตลอด นายน้อยของข้าช่วงนี้หลอมยาอีกแล้วใช่ไหม”
รัฐทายาทมองไปทางหลี่โหยวเฝ่ย พยักหน้า
“เขาลืมไปแล้ว ตนเองคิดว่าเพิ่งจะหลอมสกัดไปครั้งแรก แต่อันที่จริง…เขาหลอมจากตัวของเจ้าไปร้อยกว่าครั้งแล้ว”
หลี่โหยวเฝ่ยพอได้ยินถึงจุดนี้ ร่างกายก็อ่อนยวบ ตอนที่ในใจมีความพรั่นพรึงมหาศาลปะทุขึ้น รัฐทายาทสายตาก็ตกไปที่นอกประตู เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“มีแขกมาแล้ว”
อู๋เจี้ยนอูที่ประตู ก็กระตุ้นกำลังวังชาขึ้นด้วยสัญชาตญาณ ตอนที่มองไปยังถนน ที่นั่นก็มีชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง
ชายชราคนนี้สีหน้าเคร่งขรึม ดูมีความเข้มงวดอย่างมาก มาพร้อมกับความหัวโบราณ หลังจากที่เดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงนอกร้านยา สีหน้าเคารพยำเกรง คารวะอย่างนอบน้อมให้กับด้านในราวกับกำลังจาริกแสวงบุญ
“เทียนหนานจื่อตำหนักขบถจันทร์ คารวะรัฐทายาท!”
เทียนหนานจื่อคนนี้ ก็คือเจ้าตำหนักสี่นั่นเอง!
นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยี่ยมเยือนที่นี่หลังจากมาถึงเทือกเขาชีพระทม เดิมทีเขาคิดจะมาที่นี่เพื่อคารวะต่อรัฐทายาท แต่ในช่วงเจ็ดแปดวันนี้ นอกจากลงหลักตั้งค่ายกับเหล่าลูกน้องแล้ว จู่ๆ เขาก็มีเรื่องเพิ่มมาเรื่องหนึ่ง
และสาเหตุของเรื่องนี้ มาจากปรมาจารย์ลูกกลอนเก้าตำหนักขบถจันทร์
ที่มาของเรื่องทั้งหมด คือเมื่อเจ็ดวันก่อน เขาไปตำหนักขบถจันทร์มารอบหนึ่ง ไปขอเข้าพบที่นอกศาลาของปรมาจารย์ลูกกลอนเก้า ในที่สุดก็เห็นรูปปั้นของปรมาจารย์ลูกกลอนเก้า
ดังนั้นเขาจึงนอบน้อมจริงใจต้องการให้อีกฝ่ายขายยาลูกกลอนลดคำสาปให้เขามากหน่อย พร้อมทิ้งวิธีสื่อเสียงของตำหนักขบถจันทร์ไว้ให้
ปรมาจารย์ลูกกลอนเก้ายอมรับแล้ว
และทุกวันหลังจากนั้น ปรมาจารย์ลูกกลอนเก้าก็ส่งสื่อเสียงให้เขาหลายต่อหลายครั้ง ให้ตนเองไปรับยา วันไหนน้อยหน่อยก็ส่งเจ็ดแปดครั้ง วันไหนมากหน่อยก็หลายสิบครั้ง…
ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมากครั้งขนาดนี้ แต่หลังจากทุกครั้งที่ได้รับยาลูกกลอน ก็ทำให้เขามีความฮึกเหิมขึ้นมาก ลูกน้องผู้บำเพ็ญที่มีคำสาปเข้มข้นก็ปลอดภัยลงมาเพราะเรื่องนี้ และทำให้อาการบาดเจ็บคงที่ภายใต้การลงมือของเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้เวลาล่าช้าไป วันนี้ในที่สุดก็มีเวลาว่าง จึงมาที่นี่เพื่อคารวะทักทาย