ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 664 น่าเกลียดเกิดไป กินไม่ลง!
บทที่ 664 น่าเกลียดเกิดไป กินไม่ลง!
“วันที่พวกเราไม่เจอกัน ข้าฝันถึงกลิ่นตัวเจ้าหลายครั้ง น่าหลงใหลไปถึงในฝันจริงๆ…พลังบำเพ็ญเช่นนี้ หรือจะปราณหยาง หาได้ยากยิ่งในโลกนี้จริงๆ
“น่าเสียดาย ที่เด็กอย่างเจ้าไม่รู้ข้อดีของพี่สาวคนนี้ ดันไปเห็นงูน้อยเป็นของล้ำค่า พี่สาวปวดใจเสียจริง”
หญิงสาวเอามือทาบเนินอกสูงเด่น น้ำเสียงเย้ายวนหวานเกินห้ามใจ ราวกับนกขมิ้นออกจากหุบเขา เสียงใสของหยาดน้ำทิพย์ เสียงธรรมชาติในแดนเซียน เป็นรสหวานติดอยู่ปลายลิ้น
เมื่อผ่านเข้ามาในหูสวี่ชิง ก็กระชุ่มกระชวยจิตใจ ทำให้เขาหายใจหอบถี่ขึ้นเล็กน้อย ถอยเว้นระยะตามสัญชาตญาณ หันหน้ามองสตรีด้านหลัง
“อย่าหนีสิน้องชาย พี่สาวให้อภัยเจ้าแล้ว
“ใครให้น้องชายตัวแสบหน้าตาเย้ายวนถึงเพียงนี้เล่า พอเห็นเจ้า พี่สาวก็สำราญยิ่งนัก”
จิ้งจอกดินเหนียวชายตาคู่งามมอง สายตาร้อนแรงราวกับจะมองสวี่ชิงให้ทะลุปรุโปร่งได้ ใบหน้างามอมยิ้มเจ้าเล่ห์ แอ่นหน้าอกเข้ามาใกล้สวี่ชิง
“ครั้งนี้เจ้าคิดได้หรือกระจ่างแจ้งแล้วล่ะ ถึงได้แอบมาหาข้าคนเดียวเช่นนี้”
สวี่ชิงถอยหลังไปตามสัญชาตญาณ เพียงแต่เมื่อเขาถอยหลัง จิ้งจอกดินเหนียวก็ก้าวมาหนึ่งก้าว ผ้าโปร่งสีแดงบนกายทำท่าจะร่วงหลุดลงมา
ภาพนี้ราวกับอันธพาลใจร้อนเห็นหญิงสาวรออยู่ในห้อง จึงถอดเสื้อผ้าพลางสาวเท้าเข้าไปหา
จนสุดท้าย สวี่ชิงไม่มีทางให้ถอยได้แล้ว เขาสูดลมหายใจลึก ควบคุมสีหน้าให้สงบราบเรียบ เอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“ผู้อาวุโส ที่ผู้น้อยมาครั้งนี้ เพราะอยากหารือเรื่องเกี่ยวกับไตครั้งก่อนกับท่านขอรับ”
จิ้งจอกดินเหนียวเลียริมฝีปาก โบกมือด้วยรอยยิ้มระรื่น
“นั่นเป็นเรื่องเล็ก แค่ไตข้างเดียวเท่านั้น พวกเราอย่าเสียเวลาเลย มา มานั่งในบ้านพี่สาวสิ เดี๋ยวค่ำๆ พี่สาวคนนี้จะตุ๋นไตชิ้นนั้นบำรุงเจ้าเองกับมือ”
พูดพลางจะพาสวี่ชิงไปยังตำหนักเทพกลับหัวกลางอากาศ
สวี่ชิงขนหัวลุก พลังบำเพ็ญทั้งร่างโคจร เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“ผู้อาวุโส ผู้น้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น ผู้น้อยเพียงอยาก…”
ไม่รอให้สวี่ชิงจะพูดจบ จิ้งจอกดินเหนียวก็หัวเราะเบาๆ ระหว่างที่ยกมือขึ้นไตสีทองรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือหยกของนาง ตอนที่ลอยอยู่กลางอากาศอยู่ แสงสีทองเรืองรองก็สาดส่องไปทั่วสารทิศ
ยิ่งคลื่นพลังน่าตื่นตะลึงที่แผ่ซ่านออกมาบนไตชิ้นนั้น เผยกลิ่นอายเก่าแก่ออกมา
พลังบำเพ็ญของสวี่ชิงตอนนั้นยังห่างชั้นกับตอนนี้ โลกทัศน์ก็เช่นกัน เมื่อเห็นไตชิ้นนี้อีกครั้งในยามนี้ ดวงตาเขาก็เปลงประกายประหลาด เห็นกลิ่นอายนายกองจากบนนั้นเลาๆ วูบหนึ่ง จริงๆ
“เจ้านี่ใช่หรือไม่” สายตาจิ้งจอกดินเหนียวหยามเยิ้ม
สวี่ชิงพยักหน้า
“ผู้น้อยอยากทำการแลกเปลี่ยนกับไตข้างนี้เล็กน้อยขอรับ”
ดวงตางามฉ่ำน้ำของจิ้งจอกดินเหนียวยิ่งหยาดเยิ้มกว่าเดิม ราวกับแปรเป็นหมอกลึกลับ แผ่ซ่านออกมาจากดวงตา ปกคลุมทั้งสี่ทิศ กลายเป็นสีชมพู
“ไยน้องชายตัวแสบต้องกล่าวออกมาตรงๆ เช่นนี้ เช่นนั้นจะไม่น่าสนใจ ถ้าแค่เจ้าไปกับพี่สาว อย่าว่าแต่ไตเลย จะอีกข้างข้าก็หามาให้เจ้าได้
“เดิมทีนี่ก็เป็นสิ่งที่ข้ารับปากว่าจะใช้บำรุงร่างกายเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่า…เจ้าจะเอาอะไรมาแลกเล่า
“ปราณหยางของเจ้าหรือ”
พูดถึงปราณหยางคำนี้ ดวงตาจิ้งจอกดินเหนียวก็ยิ่งร้อนแรง กัดริมฝีปาก มองสวี่ชิงราวกับมองสมบัติล้ำค่า
กระทั่งเสียงก็หวานกว่าเมื่อครู่มาก ปานน้ำผึ้งเดือนห้า
แม้ก่อนสวี่ชิงมาที่นี่จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่สายตาเช่นนี้ ก็ยังทำให้เขารู้สึกอยู่ไม่สุขไปตามสัญชาตญาณอยู่ดี
“ผู้อาวุโส อาจารย์ของข้าทั้งหกคนเคยกำชับกับข้าว่า…เรื่องนี้ผู้น้อยยังทำไม่ได้จริงๆ แต่ว่าข้ามีศิษย์พี่คนหนึ่ง เขาจะต้องทำให้ผู้อาวุโสพึงพอใจแน่ขอรับ”
“ข้าเข้าสำนักค่อนข้างช้า แต่ศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่มานานกว่าข้าหลายปีก็ฝึกวิชาเดียวกัน มีร่างปราณหยางเหมือนกัน ผู้อาวุโสสามารถเลือกสรรได้ตามใจเลยขอรับ”
สีหน้าสวี่ชิงจริงจัง มองจิ้งจอกดินเหนียวอย่างจริงใจ
จิ้งจอกดินเหนียวตาเป็นประกาย
“หน้าตาเป็นอย่างไร ขอข้าดูหน่อย”
สวี่ชิงหยิบแผ่นหยกออกมาจำแลงรูปร่างหน้าตานายกอง และปรับให้เขาหล่อเหลายิ่งขึ้น
เพียงแค่จิ้งจอกดินเหนียวกวาดตามอง ก็เบ้ปาก สีหน้ารังเกียจ
“น่าเกลียด! น่าเกลียดถึงเพียงนี้ต่อให้ปราณหยางจะมากเพียงใดก็กินไม่ลงหรอก”
สวี่ชิงเงียบ กำลังจะกล่าวต่อ จิ้งจอกดินเหนียวก็โบกมือ โยนไตสีทองในมือให้กับสวี่ชิง
สวี่ชิงตกตะลึง รับไว้ทันที
จิ้งจอกดินเหนียวเงยหน้า มองไปยังโลกมืดมิดที่เหมือนกับความว่างเปล่าด้านบน ยิ้มอย่างไม่แยแส จากนั้นก็มองสวี่ชิง
“เจ้าก็เลิกขบคิดให้มากความว่าจะแลกเปลี่ยนอย่างไรแล้ว
“น้องชายตัวแสบอย่างเจ้าก็รู้จักแต่ปฏิเสธข้า อันที่จริงเจ้าลองคิดดู เป็นหนุ่มรูปงามของข้า หลังจากนี้ใครจะกล้ามายุ่งกับเจ้า เจ้าปรนนิบัติข้าอย่างสบายก็ดีจะตาย
“แต่พี่สาวก็ไม่ใช่คนช่างเอาเปรียบ ใช้ไตชิ้นนี้แลกกับปราณหยางเจ้า อันที่จริงเป็นเจ้าที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง มิน่าเจ้าถึงไม่เห็นด้วย
“ช่างเถิด ใครให้เจ้ามีเสน่ห์น่าหลงใหลนี้เล่า ไตข้างนี้ถือเป็นค่ามัดจำเจ้าก็แล้วกัน รอพี่สาวหาสมบัติล้ำค่าที่ดีกว่านี้ก่อน แล้วค่อยมาแลกเปลี่ยนกับเจ้า
“ส่วนตอนนี้ เจ้าช่วยพี่สาวสักเรื่อง ไปที่ที่หนึ่งกับข้าหน่อย ใช้ร่างปราณหยางของเจ้าเปิดทางให้ข้า”
กล่าวจบ มืองามของจิ้งจอกดินเหนียวก็โบกไปด้านหน้า เบื้องหน้าก็พลันมีระลอกคลื่นปรากฏขึ้น ฉีกอากาศเอง กลายเป็นช่องทางขนาดใหญ่คล้ายอุโมงค์
ช่องทางนี้ไม่มั่นคง เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ราวกับระหว่างที่เปิดและปิดมีการดิ้นรน พลังสองอย่างกำลังต่อต้านกันด้านใน
ส่วนด้านในก็มืดมิดไปหมด มีเสียงคำรามสั่นสะเทือนจิตใจดังออกมารางๆ แผ่กลิ่นอายน่าครั่นคร้ามออกมา ยิ่งแฝงความเยือกเย็นมืดมนมหาศาลเอาไว้ หากผู้บำเพ็ญทั่วไปสัมผัสเพียงเล็กน้อย ต้องแตกดับทั้งกายและวิญญาณแน่นอน
“ไปกันเถอะ” จิ้งจอกดินเหนียวยิ้ม หันหลังเดินไป ร่างบางไหววูบ เยื้องย่างยุรยาตรเล็กน้อย ร่างสะโอดสะองที่ปกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางเดินทิ้งสะโพกเข้าไปในรอยแยกนั้นอย่างงดงาม
ยังไม่ได้เข้าไปลึกนัก ก็ยืนอยู่ตรงนั้นหันหน้ากลับมา มองสวี่ชิงด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
สวี่ชิงก้มหน้ามองไตในมือเงียบๆ จากนั้นก็มองจิ้งจอกดินเหนียวในรอยแยก หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ครุ่นคิดในใจ
สุดท้ายดวงตาก็ฉายแววแน่วแน่ ก้าวไปด้านหน้า
ลมหยินพัดเสื้อผ้าจนชายเสื้อปลิวสะบัด ระหว่างที่สวี่ชิงเดินเข้าไปในรอยแยก จิ้งจอกดินเหนียวที่รออยู่ตรงนั้นก็เดินเข้าไปในความมืดเช่นกัน
จากการที่สวี่ชิงเข้าไป รอยแยกก็หายไปอย่างรวดเร็วในที่สุด
แรงกดดันในถ้ำใต้ดินสลายไปในพริบตา ครู่ต่อมาที่แห่งนี้ก็เกิดระลอกคลื่น ร่างสองร่างจำแลงออกมา
รัฐทายาทและองค์หญิงหมิงเหมยนั่นเอง
สวี่ชิงมาที่นี่ครั้งนี้ ย่อมไม่เสี่ยงเข้ามาเพียงลำพัง ตอนที่เขามาก็แจ้งกับรัฐทายาทไว้แล้ว ดังนั้นตลอดทางมานี้ อันที่จริงรัฐทายาทกับองค์หญิงหมิงเหมยก็แอบตามมาเงียบๆ
ยามนี้พวกเขามองจุดที่รอยแยกหายไป ต่างสีหน้าเคร่งขรึม
“สิ่งที่เด็กคนนี้ประเมินไว้ถูกต้อง เป็นเทพเจ้าจริงๆ ก่อนหน้านี้องค์ท่านสัมผัสพวกเราได้ แต่ไม่สนใจ ปล่อยให้พวกเราสอดส่องต่อไป”
“แต่ที่ข้าสัมผัสได้ องค์ท่านไม่ได้มีเจตนาร้ายกับสวี่ชิง…อีกทั้งที่มาก็ไม่ใช่ร่างจริง แต่เป็นจิตเทพวูบหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่มาที่ไป ข้าไม่อาจชี้ขาดได้ทันที
“เป้าหมายก็ไม่ชัดเจน
“เมื่อครู่ข้าคิดจะขัดขวาง ไยพี่หญิงสามจึงห้ามไว้เล่าขอรับ”
รัฐทายาทมองพี่หญิงสามข้างกาย
ดวงตาองค์หญิงหมิงเหมยฉายแววครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็เอ่ยปาก
“เทพชั้นสูงของเผ่านภาคิมหันต์แบ่งออกเป็นตะวันจันทราดารา ในบรรดานี้เทพตะวันหลับใหล เทพจันทราโลดแล่น ส่วนเทพดาราลึกลับ…ลักษณะของที่นี่เกี่ยวข้องกับเทพชั้นสูงซิงเหยียนที่ลึกลับองค์นั้น
“นี่จึงเป็นสาเหตุที่ข้าห้ามเจ้า ส่วนเป้าหมายของนาง ข้าก็เดาได้เป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้เป็นวาสนาของสวี่ชิง”
รัฐทายาทได้ยินก็คล้ายครุ่นคิด
และตอนนี้เอง ในรอยแยกที่ก่อตัวขึ้นในถ้ำใต้ดินก่อนหน้านี้ สวี่ชิงกับจิ้งจอกดินเหนียวกำลังเดินไปเบื้องหน้า
จิ้งจอกดินเหนียว หิ้วตะเกียงดวงหนึ่งที่ส่องสะท้อนแสงนวลไปรอบด้านไว้ในมือ
และเมื่อมองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าแสงของตะเกียงนี้มาจากตัวสวี่ชิง
จุดแสงเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนที่ลอยออกมาจากร่างสวี่ชิงถูกจิ้งจอกดินเหนียวเหนี่ยวนำไปผสานกับตะเกียง ถึงได้กลายเป็นต้นกำเนิดแสง
ส่วนด้านนอกต้นกำเนิดแสงก็ราวกับเป็นหุบเหวลึก ยิ่งไม่มีเส้นทางใด มีเพียงลมหยินไร้ที่สิ้นสุด ตามมาด้วยเสียงคำรามโหยหวนที่สั่นสะเทือนจิตใจเป็นระยะ
แต่เห็นได้ชัดว่าแสงของตะเกียงนี้ก็มีพลังสะกด ต่อให้เสียงคำรามรอบๆ จะรุนแรงยิ่งขึ้น แต่กลับไม่มีตัวตนใดกล้าเข้ามาใกล้ และความมืดที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสองคนก็ประหนึ่งเป็นแผ่นใยสีน้ำหมึก ค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน
มองทั้งหมดนี้ ในใจสวี่ชิงก็ระแวดระวัง เดินตามไปเงียบๆ เขาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่สัมผัสได้ว่าด้านนอกต้นกำเนิดแสงมีไอพลังประหลาดอยู่เข้มข้น
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ใช่แค่ชนิดเดียว แต่ผสมกัน
ดวงตาสวี่ชิงฉายแววครุ่นคิด จากนั้นก็มองตะเกียงในมือของจิ้งจอกดินเหนียว
เขามองออกแล้ว สิ่งที่สร้างพลังสะกดที่แห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นแสงของตะเกียง แต่อันที่จริงแล้ว…เป็นตัวตะเกียงเองต่างหาก
หน้าที่ของแสงคือนำทาง
จากการเดินไปด้านหน้า ก็เหมือนแสงตะเกียงจะขานรับจุดหมายปลายทางเบื้องหน้า
“ปราณหยางนี่ บริสุทธิ์จริงๆ”
ตอนที่สวี่ชิงสังเกต จิ้งจอกดินเหนียวก็ครุ่นคิด เสียงไพเราะที่ทำให้รู้สึกสบายใจ จิตใจเบิกบานผ่อนคลายในโลกที่เหมือนความว่างเปล่านี้
สวี่ชิงถอนสายตาที่มองตะเกียงนั้นกลับมา จู่ๆ เอ่ยขึ้นว่า
“ผู้อาวุโส สิ่งที่เรียกว่าปราณหยาง น่าจะไม่ใช่สิ่งสำคัญในการเข้ามาสถานที่นี้ใช่หรือไม่ขอรับ ด้วยความสามารถของผู้อาวุโส จะที่แห่งใดก็ล้วนเข้าไปได้สบายๆ”
“ถูกต้อง ประโยชน์ปราณหยางของเจ้าคือไว้นำทาง เพราะที่ที่พวกเราจะไป เป็นที่ที่เจ้าเคยไปมาก่อน”
สวี่ชิงฟังถึงตรงนี้ สายตาก็จ้องเพ่ง
และตอนนี้เอง จู่ๆ แสงตะเกียงเบื้องหน้าก็ระเบิด ภายใต้แสงเจิดจ้า ขับไล่ความมืดมิดของความว่างเปล่าที่อยู่ไกลออกไป เผยให้เห็นรอยแยกทางหนึ่ง
“ถึงแล้ว” สีหน้าจิ้งจอกดินเหนียวเต็มไปด้วยความคาดหวัง ดวงตาคู่งามเปล่งประกายประหลาดเล็กน้อย หน้าอกยิ่งกระเพื่อมขึ้นลงอย่างฮึกเหิมกระปรี้กระเปร่า ขณะที่คลื่นกระหน่ำซัด ผ้าโปร่งก็ร่วงหลุดลงมาเล็กน้อย
“ในที่สุดข้าก็หาพบ”
จิ้งจอกสาวเท้าไปสองสามก้าว ยืนอยู่ตรงปากรอยแยก มองเข้าไปด้านใน
ในใจสวี่ชิงตอนนี้ก็เคร่งขรึม มองไปทางรอยแยกนั้น
ด้านในปกคลุมด้วยแสงสีเทา ราวกับมีลมทรายอยู่ด้านใน และส่วนลึกก็มีประตูไม้บรรพกาลตั้งตระหง่านอยู่บานหนึ่ง เดี๋ยวชัดเดี๋ยวเลือนอยู่ท่ามกลางสายลม
บนประตูบานนั้น ยังเห็นรอยข่วนที่น่าสยดสยองได้…ฉายความแปลกประหลาด อ้างว้างและเยือกเย็นมืดมนออกมา
เมื่อสวี่ชิงเห็นที่นี่ ก็ใจสั่นสะท้าน
ที่แห่งนี้ เขาเคยมา