พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว - บทที่38 ธาตุทั้งห้าขาดคุณธรรม ดวงชะตาขาดคนสั่งสอนกระมัง?
- Home
- พลิกชะตาแค้น : คุณหนูผู้ไร้ค่าแห่งจวนโหว
- บทที่38 ธาตุทั้งห้าขาดคุณธรรม ดวงชะตาขาดคนสั่งสอนกระมัง?
บทที่38 ธาตุทั้งห้าขาดคุณธรรม ดวงชะตาขาดคนสั่งสอนกระมัง?
ภายในศาลบรรพชน
ฟิ้ว—!
เสียงแส้ถูกหวดแหวกห้วงอากาศดังแสบแก้วหู ก่อนจะพุ่งทะยานฟาดเข้าใส่เรียวขาของเมิ่งซีโจวอย่างสุดกำลัง!
แรงหวดนั้นนับว่าหนักหน่วงเต็มสิบส่วน หากฟาดถูกเข้าจริงๆ เกรงว่าเนื้อหนังบริเวณนั้นคงจะถลอกแตกในฉับพลันเป็นแน่!
ทว่าเมิ่งซีโจวกลับสามารถบิดเอวเบี่ยงหลบได้ในห้วงเสี้ยวอึดใจของเวลาคับขัน เอนกายเลี่ยงหลบออกไปได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
เงาแส้จึงเฉียดผ่านชายอาภรณ์ของนางไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะฟาดลงกระแทกกับพื้นเสียงดังผัวะ ปลุกฝุ่นผงให้ลอยฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อโจมตีพลาดเป้า ซิวหลานยิ่งบังเกิดโทสะรุนแรงกว่าเดิม กัดฟันพุ่งทะยานเข้าประชิดเป้าหมาย ทำการหวดแส้ใส่ร่างของเมิ่งซีโจวอีกครา ทว่านางเพียงหมุนกายหนึ่งรอบ ก็สามารถหลบพ้นไปได้อย่างหวุดหวิดอีกครา
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ซิวหลานร้องตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความเดือดดาลและเสียหน้า ฝ่ามือกำด้ามแส้ไว้แน่น ก่อนจะสะบัดออกไปอย่างคลุ้มคลั่งครั้งแล้วครั้งเล่า! เสียงแส้ฟาดผ่านห้วงอากาศดังขึ้นต่อเนื่อง ชวนให้ผู้ที่ได้ยินถึงกับเสียวฟันไปทั้งปาก!
แต่ร่างของเมิ่งซีโจวกลับเคลื่อนหลบได้พลิ้วไหวดุจภูตพราย บนใบหน้าหาได้ปรากฏร่องรอยความหวาดกลัวให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม สีหน้าท่าทางของนางดูคล้ายกำลังหยอกเย้าด้วยความเพลิดเพลินเสียมากกว่า คล้ายกำลังเล่นสนุกกับสุนัขบ้าตัวหนึ่งที่ได้แต่เห่าและขบกัดราวเสียสติอยู่ ทว่าอย่างไรก็มิอาจทำอันตรายนางได้เลย!
ผ่านไปหลายกระบวนท่า เหงื่อของซิวหลานก็เริ่มซึมจนสองข้างขมับเปียกชุ่ม ลมหายใจหอบกระชั้น ดวงตาเปี่ยมล้นไปด้วยโทสะ อันเกิดจากการถูกอีกฝ่ายหยามอย่างสนุกสนานเยี่ยงเป็นของเล่น
ครั้นในห้วงขณะนั้นเอง นัยน์ตาของเมิ่งซีโจวพลันหดวาบลง ประดุจมีไอเยือกแข็งพัดผ่าน นางปรายหางตามองอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆหมุนกายหลบหนีไปด้านข้าง ภายนอกอาจดูราวกับนางกำลังถูกบีบคั้นจนต้องเป็นฝ่ายถอยกรูดไม่หยุด แต่ทว่าแท้จริงแล้วนี่กลับเป็นการล่อลวงศัตรูอย่างแยบยล แสร้งค่อยๆถอยร่นหนีทีละก้าว ทีละก้าว จนกระทั่งถึงหน้าโต๊ะบูชาที่มีป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพชนตั้งเรียงรายแน่นขนัดอยู่!
ซิ่วหลานเห็นว่านางจนตรอกไร้หนทางที่จะถอยหนีได้อีกแล้ว แววตาก็พลันเปล่งประกายคลุ้มคลั่งยินดี ประหนึ่งว่าในที่สุดนางก็สามารถไล่ต้อนเหยื่อที่แสนเจ้าเล่ห์ให้เข้าสู่ทางตันได้สำเร็จ!
“ดูซิว่าเจ้ายังจะหนีไปทางใดได้อีก!”
นางร้องตวาดออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะระดมเรี่ยวแรงทั่วทั้งร่าง บรรเลงฟาดแส้ใส่เมิ่งซีโจวเต็มกำลังอย่างอำมหิต!
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่า เมิ่งซีโจวกลับฉวยจังหวะนั้นก้าวเฉียงหลบหลีกไปหลายก้าวได้อย่างฉับพลัน แส้เส้นนั้นจึงได้ฟาดผ่านโต๊ะบูชาป้ายวิญญาณบรรพชนประดุจลมหอบกรรโชก!
และในชั่วพริบตานั้นเอง ป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพชนหลายสิบป้ายที่ตั้งบูชาอยู่บนนั้น ก็พากันร่วงกรูตกลงมาดุจใบไม้ปลิดปลิว เสียงหล่นแตกกระทบกันกราวดังสนั่นลั่นขึ้นไม่ขาดสาย!
โต๊ะไม้จันทน์หักสะบั้น กระถางธูปร่วงหล่นล้มกลิ้งลงมา… และเพียงชั่วอึดใจ ที่พื้นเบื้องล่างก็ได้กลายเป็นภาพแห่งความระเนระนาดอลหม่าน!
ในเสี้ยวอึดใจนั้นเอง ฮูหยินเมิ่งก็ประหนึ่งถูกฝ่ามือเหล็กไร้รูปข้างหนึ่งตรงปรี่เข้าบีบรัดลำคอของนางอย่างแรง จนทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก ดวงตาสองข้างถึงกับพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆมืดดำและแทบเป็นลมสิ้นสติล้มพับอยู่ตรงนั้น!
ทั้งหมดล้วนเป็นป้ายวิญญาณบรรพชนที่รองรับพิธีดูดซับโชควาสนาของจวนโหวมานานนับร้อยปี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม้เพียงจะยกมือเช็ดถูยังต้องจุดธูปชำระกายใจ สองมือต้องผ่านการชำระล้างอย่างสะอาด ยามเข้าใกล้ยังต้องกลั้นลมหายใจด้วยความเคารพยำเกรง แต่บัดนี้กลับร่วงหล่นกระแทกลงกับพื้นเกลื่อนกลาดต่อหน้านาง…ซะอย่างนั้น?!
ครั้นความรู้สึกหวาดผวาในใจผ่านพ้นไป ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจนางก็คือ ความผิดโทษมหันตครานี้จำต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งออกหน้าแบกรับเสียแล้ว!
สายตาของนางพลันตวัดไปหยุดอยู่บนร่างของเมิ่งซีโจวแทบจะในทันที จากนั้นก็ลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก — นังหญิงต่ำช้าผู้นี้ มิใช่แพะรับบาปชั้นดีที่อยู่ตำตาข้าหรอกรึ?
เพราะบุตรีดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ระหว่างหลบหนีการลงโทษจึงได้พลั้งมือทำป้ายวิญญาณล้มคว่ำระเนระนาดเช่นนี้ – ดูเถิด นี่ช่างเป็นเหตุผลข้ออ้างที่แนบเนียนไร้ช่องโหว่นัก ฟังแล้วสมเหตุสมผลเสียยิ่งกว่าข้ออ้างอื่นใด!
ช่างพอเหมาะพอเจาะนัก ก่อนหน้านี้เพียงข้อหาเดียวที่มีอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะเล่นงานเมิ่งซีโจวให้ถึงฆาตได้! เช่นนั้นหากเพิ่มข้อหาประการนี้เข้าไปอีกสักกระทงเป็นไงเล่า?
ครุ่นคำนวณได้เช่นนั้นแล้ว ฮูหยินเมิ่งจึงคิดจะอ้าปากกล่าวโทษเมิ่งซีโจวในบัดดล หมายผลักความผิดทั้งมวลนี้ไปให้นางรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ทว่าผู้ใดจะคาดเล่า เมิ่งซีโจวกลับชิงลงมือได้ว่องไวกว่านัก รีบร้องตะโกนสวนด้วยเสียงอันดังขึ้นทันใดว่า
“ท่านแม่ ท่านจะตบตีข้า หรือด่าว่าข้าก็ช่างเถิด แต่ถึงกับจะต้องฟาดทำลายป้ายวิญญาณบรรพชนไปพร้อมกันด้วยรึ?”
เมิ่งซีโจวเลิกคิ้วสองข้างขึ้นเล็กน้อย วาจาที่เปล่งออกมาคมกริบประหนึ่งเข็มพิษ ที่พุ่งตรงใส่ร่างของซิ่วหลานกับฮูหยินเมิ่ง
“อย่างไรเล่า? เพราะธาตุทั้งห้าขาดคุณธรรม ดวงชะตาขาดคนสั่งสอนจนคันไม้คันมือกระมัง? หรือจะเป็นเพราะสันดานแท้จริงกำเริบ มีจิตใจที่คิดแข็งข้อมาแต่กำเนิด จึงชอบก่อการอหังการลบหลู่ฟ้าดิน ตัดรากตัดสายสกุลเยี่ยงนี้?”
ฮูหยินเมิ่งถูกถ้อยวาจาเชือดเฉือนประเคนใส่เป็นชุดดุจสายฟ้าฟาด ร่างของนางถึงกับต้องชะงักงันแน่นิ่งไปครู่หนึ่ง!
แต่หลังจากนั้น นางก็อดที่จะแสยะยิ้มเยาะออกมาไม่ได้ ภายในใจพลันคิดว่า — ใช่แล้ว เมิ่งซีโจวยังนับว่าเยาว์วัยเกินไปจริงๆ!
แม้ครานี้นางจะโชคดีสามารถตะเกียกตะกายกลับมาจากความตายได้ ทว่าก็เหลือเพียงตัวคนเดียว เสมือนอยู่ลำพังเดียวดายภายในจวนแห่งนี้ มิมีผู้ใดที่พร้อมจะยืนอยู่เคียงข้าง หรือแม้แต่จะเอ่ยวาจาแทนนางสักครึ่งประโยค
ส่วนตนนั้นเล่า มีฐานเป็นถึงฮูหยินเอกแห่งจวนโหว!
มิว่าเมิ่งซีโจวจะอาศัยปากที่คมกริบของตนพลิกคลื่นผันลมได้มากเพียงใด สุดท้ายก็ยากจะหนีพ้นได้ จำต้องกลายมาเป็นปลาสิ้นฤทธิ์บนเขียง ให้นางสับเฉือนแล่เนื้อได้ตามใจชอบ!
ฮูหยินเมิ่งคร้านที่จะต่อปากต่อคำกับนาง จึงได้สูดลมหายใจเข้าลึก และคิดจะเรียกบ่าวรับใช้ด้านนอกประตูให้เข้ามาเป็นพยานในที่เกิดเหตุ แต่ในขณะที่นางเพิ่งจะอ้าปากนั้น…
“โครม—!”
บานประตูไม้สีดำหนักอึ้งทั้งสองบานของศาลบรรพชน กลับถูกผู้คนจากภายนอกกระแทกเปิดออกอย่างแรงเสียก่อน!