พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 539 ไม่ได้
ท่านชายโจวหกที่ได้ยินข่าวคราวจึงรับตามมา แต่ก็ได้เห็น
เพียงรถม้าท่านแม่ที่แล่นจากไป เขาก็รีบหันกลับวิ่งเข้าไปทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
เขาตรงเข้าประตูไปถาม
ภายในห้องกลับมีเพียงสาวใช้สองคนที่กำลังเช็ด
ทำความสะอาด ท่านชายโจวหกที่บุกเข้ามาทำเอาพวกนาง
ตกอกตกใจยกใหญ่
“นางเล่า” ท่านชายโจวหกเอ่ยถาม
“นายหญิงกับแม่นางปั้นฉินออกไปแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้บอก
ออกไปแล้วอย่างนั้นรึ
วิ่งแจ้นไปทำไมอีก!
ท่านชายโจวหกโมโหขมวดคิ้วหันหลังไป
“ไปไหน” เขาถาม กำลังคิดว่าขืนถามไปก็ไร้ประโยชน์ สาวใช้
พวกนี้ไม่กล้าถามเรื่องของนายหญิงมาแต่ไหนแต่ไร คนอื่นไม่ถามสตรีนางนั้นก็ไม่พูดหรอก
“ไปโรงบ่มสุรานอกเมืองเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ
ท่านชายโจวหกฝีเท้าสะดุด
หญิงนางนี้ จะไปไหนมาไหนกันนักกันหนา!
คง…ตั้งใจจะบอกตนให้รู้กระมัง
ท่านชายโจวหกเดินได้สามก้าวก็กระโดดลงบันไดออกไป เขา
แย้มยิ้มออกมา สาวเท้าออกไปในดวงตานิ่งอึ้งของสาวใช้สองคน
“ว่าอย่างไรนะ”
ทางด้านฮ่องเต้ที่ได้ทราบข่าวก็พลันขมวดคิ้ว
“นะ…นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!”
“ฝ่าบาท ฮูหยินตระกูลโจวเข้าวังมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีบอก
เสียงเบา
ฮ่องเต้วางฎีกาลง
“ฝ่าบาท จะเสด็จไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีรีบถามขึ้น
….
ณ ตำหนักไทเฮา ฮูหยินโจวถวายคำนับแล้วลุกขึ้น“ที่วันนี้ข้าเรียกเจ้ามาก็เพราะเรื่องแต่งงานของเฉิงเจียวเหนียง
ตระกูลเจ้า” ไทเฮาเอ่ยเข้าประเด็น คร้านจะพูดตามมารยาทและ
ไม่ต้องการอ้อมค้อมมากความ
ฮูหยินโจวขานรับ
“เพคะ ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงห่วงใยเพคะ” นางบอก มือที่
วางอยู่บนเข่าสั่นเล็กน้อย
ในฐานะสตรีบรรดาศักดิ์ต้อยต่ำทุกปีเมื่อต้องเข้าเฝ้า
ถวายพระพรไทเฮาก็จะโดนจัดอยู่แถวสุดท้ายตลอด เป็นครั้งแรกที่
ได้อยู่ใกล้เพียงนี้ ฮูหยินโจวเคยคิดจินตนาการถึงว่าตนจะได้รับ
เกียรติเชิญจากไทเฮา ในจินตนาการนั้นนางจะต้องตื่นเต้นมากแน่
คิดไม่ถึงว่าในความเป็นจริงกับที่จินตนาการไปจะแตกต่างกันอย่าง
สิ้นเชิง ยามนี้นางตื่นเต้นจริง แต่กลับไม่ใช่เพราะสตรีที่สูงส่งที่สุด
ของแผ่นดินเบื้องหน้า
“ไม่ห่วงใยก็ไม่ได้สิ ดูเด็กๆ พวกนี้สิใจกล้ากันเสียจริง ก่อเรื่อง
ก่อราวใดกันบ้าง” ไทเฮาเอ่ย
นั่นสิเพคะ เด็กนั่นช่าง…ฮูหยินโจวพยักหน้าขานรับ
“หม่อมฉันผิดเองเพคะ” นางคำนับเอ่ยเสียงสั่น
“ไม่ใช่ผิดไม่ผิดหรอก ต้องเรียกว่าบุพเพมากกว่ากระมัง”
กุ้ยเฟยที่อยู่ด้านข้างยิ้มเอ่ยขึ้น “ไม่ทะเลาะกันก็จะไม่ได้สนิทสนม
ก่อเรื่องก็มีสาเหตุของการก่อเรื่อง แต่คราวนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ท่านชายตระกูลเกาถูกใจเจียวเหนียงตระกูลเจ้าเข้าให้แล้ว เรื่อง
แต่งงานครานี้หากสำ เร็จล่ะก็ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง”
“นั่นสิ มีเด็กก่อเรื่องสองคนก็ให้พวกเขาอยู่ด้วยกันไปเสีย
จะได้ไม่ไปก่อเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน” ไทเฮาเอ่ย
“ไทเฮา นี่ไม่ใช่ก่อเรื่องนะเพคะ นี่มันเป็นเรื่องที่เหมาะสม
ต่างหาก” กุ้ยเฟยยิ้มเอ่ย
พวกนางพูดคุยกันอย่างคึกครื้น หันไปเห็นฮูหยินโจวที่นั่ง
ก้มหน้าไม่พูดไม่จามาโดยตลอด ซ้ำ ยังสั่นเทาอยู่เล็กน้อยอีก
ฮูหยินผู้ต่ำต้อยที่ไม่เคยเห็นโลกนางนี้
ไทเฮาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์
กุ้ยเฟยแย้มยิ้มเล็กน้อย“ฮูหยินโจว เจ้าคิดว่าอย่างไร” ไทเฮาถามด้วยสีหน้าอึมครึม
ข้ารู้สึกว่าไม่ดีเลยแม้แต่น้อย เดิมทีข้าก็ไม่อยากรู้ว่าจะเป็น
อย่างไรอยู่แล้ว นี่มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลยตั้งแต่แรก!
ฮูหยินโจวตะโกนอยู่ในใจ
จะทำอย่างไร จะพูดอย่างไรดี
ปฏิเสธไทเฮาอย่างนั้นรึ นี่เป็นเรื่องที่โอหังกำเริบเสิบสานยิ่ง
เพราะมันคือการฝ่าฝืนพระราชโองการ
แต่ว่าจะให้ยอมรับรึ
พวกเขาให้ตนเข้าวังมา ทำฮูหยินรองเฉิงขาหักอย่างไม่เสียดาย
ก็ต้องให้ตนเข้าวังมาให้ได้ แต่ไม่ได้ให้ตนมาพูดเรื่องนี้
ฮูหยินรองเฉิงขาหักไปแล้ว หากตนไม่ทำตามเจตนาของเด็ก
นั่น ตนคงไม่เพียงแค่ขาหักแน่
ปฏิเสธราชโองการเนรคุณต่อไทเฮาแต่ไม่ถึงกับต้องโดน
โทษประหาร อย่างมากที่สุดก็ไล่ออกจากเมืองหลวงกลับไปบ้านเกิด
เท่านั้น แต่หากล่วงเกินเด็กนั่นเข้า เกรงว่าจะต้องตายสถานเดียว!“ทูลไทเฮา เรื่องแต่งงานครานี้เกรงว่าจะไม่ได้เพคะ” ฮูหยิน
โจวคำนับพลางทูลเสียงสั่นเครือ
ไม่ได้อย่างนั้นรึ
ไทเฮานิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของกุ้ยเฟยกลับดูเหมือน
คาดเดาเอาอยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้
ฮูหยินรองเฉิงขาหักไม่อาจเข้าวังมาได้ เช่นนั้นคนที่เข้าวังมาได้
ย่อมมาเพื่อปฏิเสธอยู่แล้ว
“เหตุใดจึงไม่ได้” ไทเฮาถามเสียงเข้ม
ฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ด้านหลังตำหนักได้ยินเข้าก็สรวลออกมา
เล็กน้อย
เหตุใดจึงไม่ได้อย่างนั้นรึ แม่นางเฉิงไม่ใช่คนบ้าเสียหน่อย
บางทีอาจจะเคยบ้ามาก่อน แต่ยามนี้นางไม่ได้บ้าแล้ว นางจะไม่รู้
เจตนาของไทเฮาเลยหรือ
ปรมาจารย์ที่สั่งสอนแม่นางเฉิงผู้นั้น จะต้องเป็นคนที่หยิ่ง
ทระนงแน่ ก็เหมือนกับกวีกิริยาเย่อหยิ่ง ใช้อำนาจล่อลวงผู้คนได้ แต่ใช้อำนาจมาบีบบังคับพวกเขานั้นไม่ได้ อดตายเป็นเรื่องเล็ก แต่การ
สูญเสียพรหมจรรย์เป็นเรื่องใหญ่
เด็กคนนี้กล้ามาท้าทายฮ่องเต้เพื่อพี่ชายบุญธรรมพวกนั้น
เรื่องแต่งงานคิดจะใช้อำนาจของราชวงศ์บีบบังคับนาง หากนาง
เชื่อฟังทำตามสิแปลก
แต่จะคิดหาวิธีใดมารับมือกันนะ
ฮ่องเต้ฟังด้วยความสนใจใคร่รู้
เหตุใดจึงไม่ได้อย่างนั้นน่ะรึ
ก็เพราะเด็กนั่นไม่ยอมอย่างไรเล่า!
ฮูหยินโจวตะโกนอยู่ในใจ แต่คำพูดพรรค์นี้ไม่อาจเอ่ยออกไป
ได้เป็นอันขาด แล้วจะพูดอย่างไรดี พูดอย่างไรจึงจะไม่โดนหักขา
“เพราะ เพราะนางได้ทาบทามไว้กับชายหกบ้านเราแล้วเพคะ”
ฮูหยินโจวสมองแล่นวาบเอ่ยขึ้น
ลูกชายข้า…แม่หมดหนทางแล้วจึงได้เอาเจ้ามาเดือดร้อนไป
ด้วย…ใช้เรื่องแต่งงานมาจัดการปฏิเสธเรื่องแต่งงานช่างเป็นเหตุผล
ที่ง่ายและเหมาะสมที่สุด ฮ่องเต้พยักหน้า ส่งสัญญาณมือให้ขันที
แล้วหันหลังกำลังจะจากไป ภายในตำหนักมีเสียงกุ้ยเฟยดังลอยมา
“ฮูหยินโจว บังเอิญเสียจริงนะ ไทเฮาเรียกฮูหยินรองเฉิงเข้าเฝ้า
ฮูหยินรองก็ขาหักตอนจะออกจากบ้าน จึงได้เรียกเจ้ามา แค่พูดเรื่อง
แต่งงาน แม่นางเฉิงก็ทาบทามกับท่านชายหกบ้านเจ้าแล้ว เหตุใด
ก่อนหน้านี้ความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อยก็ยังไม่เคยเห็นได้ยินมาก่อน
เลยเล่า การทาบทามของพวกเจ้านี้ คงไม่ได้เพิ่งจะทาบทามกัน
หรอกกระมัง”
ฮูหยินโจวร่างกายยิ่งสั่นเทิ้มมากกว่าเดิม
นั่นสิ นั่นสิ กุ้ยเฟย เจ้ารู้แน่แก่ใจถึงเจตนาของเด็กนั่นว่า
ไม่เกี่ยวกับข้า
ได้ยินประโยคนี้เข้าไทเฮาก็ยากจะปกปิดความเดือดดาลเอาไว้
ได้
“ฮูหยินโจว เป็นเช่นนั้นจริงๆ รึ” นางตวาด“มะ…ไม่ใช่เพคะ” ฮูหยินโจวรีบบอก “ความจริงได้ทาบทามไว้
ตั้ง
นานแล้ว เมื่อสองปีก่อนก็คิดจะทาบทามแล้ว…”
นางไม่ได้โกหก ตอนนั้นที่แย่งชิงสินเดิมจะใช้วิธีการแต่งงาน
นายใหญ่โจวคิดอยากจะให้ท่านชายโจวหกแต่งงานกับนางจริง
“ตัดสินใจทาบทามเมื่อสองปีก่อน จนตอนนี้ก็ยังไม่แต่งเสียที
คงทาบทามไม่สำ เร็จกระมัง หรือว่าเพราะเหตุผลอื่น” กุ้ยเฟยยิ้ม
พลางเอ่ยขัดนาง
ฮูหยินโจวใจกระตุกครู่หนึ่ง
พูดผิดไปแล้ว! พูดผิดไปแล้ว! จบแล้ว! จบแล้ว! ขาข้า! ขาข้า!
ถูกต้อง!
ทาบทามสองปีแล้วนึกไม่ถึงว่าจะไม่สำ เร็จ พอมาตอนนี้ตน
โดนเรียกมาคุยเรื่องแต่งงานจึงได้ทาบทามสำ เร็จขึ้นมา นี่มัน
เป็นการตบหน้าตนอย่างชัดแจ้งเลยมิใช่หรือไร!
รู้อยู่แล้วว่าเด็กนั่นมันโอหังอกตัญญูไม่เชื่อฟัง นึกว่าบนโลกนี้
จะไม่มีใครคุมไว้ได้หรือไรไทเฮาก็ดูหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว ทันใดนั้นก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม
“เอาละ ฮูหยินโจว เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว” นางเอ่ยด้วยสีหน้า
หมองหม่น “ไม่ว่าจะทาบทามหรือไม่ได้ทาบทาม ก่อเรื่องเช่นนี้ ข้าก็
จะตัดสินให้ เพื่อเจ้า เพื่อตระกูลเกา และเพื่อแม่นางเฉิง ข้าจึงได้
เป็นธุระให้มีการแต่งงานของตระกูลเกากับตระกูลเฉิง เจ้ากลับไป
บอกตระกูลเฉิงของพวกเจ้าว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังดี ให้พวกเขาสอง
ตระกูลหาแม่สื่อมาทาบทามเสีย”
“ไม่ ไม่ ไทเฮา ไม่ได้นะเพคะ”
ฮูหยินโจวได้ยินก็ตกอกตกใจจนขวัญกระเจิง รีบร้อนตะโกนขึ้น
โดยไม่สนใจว่าจะอยู่ต่อหน้าไทเฮา
“ถึงตายเลยนะเพคะ!”
ฮูหยินนางนี้ไร้มารยาทยิ่ง! สมกับที่เป็นคนในตระกูลของหญิงที่
ไร้มารยาทนั่นเสียจริง!
ไทเฮายิ่งเดือดดาล ตบมือลงบนโต๊ะ
“ออกไป” นางตวาด“ไม่ได้เพคะ ไทเฮา เรื่องแต่งงานหม่อมฉันไม่กล้ารับปากเพคะ
” ฮูหยินโจวตะโกนขึ้น
กุ้ยเฟยเยาะเย้ย
“ไม่กล้ารึ ดูท่าฮูหยินโจวกลับกล้าอยู่มากทีเดียวนะ” นางยิ้ม
เอ่ย
“ไล่ออกไป ไล่ออกไป!”
ไทเฮาระงับโทสะไว้ไม่อยู่อีกครั้งตวาดขึ้น ขันทีรอบด้านรีบกรู
กันเข้ามา ทั้งดึงทั้งลากฮูหยินโจวผลักออกประตูตำหนักไป
ฮ่องเต้ที่ทอดพระเนตรกลุ่มคนที่โหวกเหวกออกไป
สีพระพักตร์ก็เคร่งเครียดขึ้นมา
“ฝ่าบาท จะเข้าไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยถามเป็นการเชิญ
เสียงเบา
ฮ่องเต้ส่ายหน้าหันหลังสาวเท้าจากไป
ขันทีรีบโบกมือให้คนรอบๆ สาวเท้าตามฝ่าบาทไป ทุกคนออก
ไปกันอย่างเงียบๆ
“ท่านปู่ ฝั่งไทเฮา…”ขันทีรอบตำหนักไทเฮาที่เหมือนคนตาบอดมาโดยตลอดยามนี้
จึงได้กล้ากระซิบพูดกับขันทีชราด้านข้างเสียงเบา
ขันทีชราส่ายหน้าไปให้
“ปากของเรา ตาสองข้างของเรานี้ ไม่ใช่ของเรา ให้เราดูเรา
จึงได้เห็น ให้เราพูดจึงจะพูดได้” เขาบอก
คำพูดเขาเพิ่งจะจบ ด้านในก็มีเสียงไทเฮาลอยมา
“ดูสิ นี่คือดูได้ ฟังได้ และพูดได้” ขันทีชราเอ่ย
ขันทีน้อยหาฮ่องเต้เจอที่ตำหนักพระสนมเฟย
ร่างกายพระสนมอันเห็นได้ชัดว่าตั้งครรภ์แล้ว เหล่าหมอหลวง
ได้จับชีพจรวินิจฉัยให้ถึงสองครั้ง ยืนยันว่าเป็นองค์ชาย ฮ่องเต้จึงยิ่ง
เบิกบานพระทัย ขลุกแต่ในตำหนักพระสนมอันทุกวี่วัน
ตามหลักการแล้วพระสนมอันยามนี้ไม่อาจปรนนิบัติขึ้นเตียง
ได้ ฮ่องเต้ก็ไม่ควรพักประทับด้วยเช่นกัน ไทเฮาก็เคยเตือนไปสอง
สามหนแล้ว แต่ฮ่องเต้ยังคงทำเช่นเดิม
“เราแค่อยากจะอยู่เป็นเพื่อน อายุอานามยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งชอบ
เด็กตัวเล็กๆ” ฮ่องเต้เอ่ยบอกพระสนมอันที่นั่งอยู่ตรงข้ามหัวเราะ
“ฝ่าบาท เด็กขนาดนี้อยู่เป็นเพื่อนก็ไม่รู้เรื่องหรอกเพคะ ทรง
อยู่เป็นเพื่อนเร็วเกินไปแล้ว” นางบอก
ฮ่องเต้แสร้งทำเป็นฮึดฮัด
“เหลวไหล เด็กขนาดนี้ก็รู้เรื่องหรอก” พระองค์เอ่ยพลางยื่นมือ
ไปวางลงบนท้องพระสนมอัน “เป็นแม่เจ้าที่ว่าร้ายเจ้า พ่อไม่ได้พูด
นะ”
พระสนมอันแย้มยิ้มงดงามกอดแขนของฮ่องเต้ไว้
“ฝ่าบาทเหมือนกับฮองเฮาเลยเพคะ ต่างชอบเด็กตัวเล็กๆ”
นางเอ่ย
ฮ่องเต้นิ่งชะงักไป
จากที่ได้ยินมาระยะนี้ร่างกายฮองเฮาดีขึ้นมากแล้ว พระองค์
ทรงทราบดี
“ฮองเฮามาหาเจ้าอยู่บ่อยๆ รึ” พระองค์เอ่ยถาม
“เปล่าเพคะ หมอหลวงกำชับให้หม่อมฉันให้เดินบ้าง จึงเจอ
ฮองเฮาหลายครั้งที่สวนหลวง ฮองเฮาก็โดนหมอหลวงกำชับให้มาเดินบ่อยๆ เช่นกัน แต่หม่อมฉันไม่ได้เข้าไปหา ฮองเฮาเลี่ยงที่จะ
พูดกับหม่อมฉันไปเสียไกลลิบอยู่หลายคราทีเดียว” พระสนมเฟย
บอก
“เลี่ยงเจ้ารึ” ฮ่องเต้เอ่ยถาม
พระสนมอันพยักหน้า
“ฮองเฮาบอกว่านางยังไม่หาย จะได้ไม่แพร่โรคใส่เด็กน้อย”
นางเอ่ย “หมอหลวงบอกว่านี่มันเป็นไปไม่ได้ ฮองเฮาก็ยัง
จะหลบเลี่ยงอยู่เพคะ”
ฮ่องเต้แย้มยิ้มอย่างแจ่มแจ้ง
บรรดาสตรีในวังหลวง…
“ไม่ใช่หรอกเพคะ” พระสนมอันอ่านความคิดของฮ่องเต้ออก
นางเขย่าแขนพระองค์เอ่ยว่า “ฮองเฮาไม่ได้หลบเลี่ยงหม่อมฉัน
เช่นนั้น นางแค่กลัวเท่านั้น”
“กลัวรึ” ฮ่องเต้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฮองเฮาบอกว่าเด็กเล็กอ่อนแอมาก นางชอบแต่ก็กลัวด้วย”
พระสนมอันเอ่ย แล้วทอดถอนใจเบาๆ “แม้ว่าฮองเฮาจะมิได้เอ่ยมากมาย แต่หม่อมฉันมองออก ตอนที่นางมองท้องหม่อมฉัน มีทั้ง
ความเอ็นดู ทั้งกังวล ทั้งเป็นห่วง หม่อมฉันเห็นแล้วเจ็บปวดยิ่ง”
ฮ่องเต้เงียบงันไปครู่หนึ่ง
“ฮองเฮาเลี้ยงมาสองคน ต่างตายกันหมด คนหนึ่งยังไม่ทันได้
คลอดก็ตายเสียก่อน คนหนึ่งคลอดแล้วแต่ก็ไม่ถึงสามวัน ต่อมาจึง
มีอีกไม่ได้แล้ว จึงเลี้ยงลิ่วเกอร์ ยามนี้…” พระองค์เอ่ยอย่างช้าๆ
ยามนี้ไม่มีลิ่วเกอร์คนเก่าอีกแล้ว
สตรีนางหนึ่งผ่านเรื่องร้ายแรงมาหลายครั้งหลายคราเช่นนี้
ฮ่องเต้ถอนหายใจแผ่วเบส
“ฮองเฮา ชอบเด็กเล็กจริงๆ นั่นแหละ” พระองค์เอ่ย
พระสนมเฟยพยักหน้า
“ฝ่าบาท…” นางกอดแขนฮ่องเต้ไว้แล้วขยับเข้าไปใกล้ด้วย
ความกังวลและออดอ้อน
“อย่ากังวลไป หมอหลวงก็บอกแล้วว่าเจ้ากับลูกแข็งแรงกันดี”
ฮ่องเต้ยิ้มเอ่ย รู้ดีว่านางกำลังคิดอะไร จึงรีบยกมือไปลูบปลอบขณะที่ทางนี้กำลังรักใคร่ลึกซึ้ง ขันทีน้อยก็เข้ามาถ่ายทอด
วาจาของไทเฮา
ไม่รอให้ขันทีน้อยกล่าวจบ ฮ่องเต้ก็สรวลขัดขึ้นมา
“เรื่องแต่งงานของหนุ่มสาวพวกนี้ ไทเฮาชอบบงการเองก็
พอแล้ว เราไม่ไปถามหรอก” พระองค์เอ่ยขึ้น
ขันทีน้อยขานรับแล้วออกไป ทางด้านพระสนมเฟยตกใจอยู่
เล็กน้อย
“ฝ่าบาท นั่นเป็นเรื่องแต่งงานของแม่นางเฉิงคนนั้นนะเพคะ”
นางเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
ฮ่องเต้แย้มยิ้มบาง
“แม่นางเฉิงแล้วอย่างไร นางแต่งงานไม่ได้หรือไร” พระองค์ยิ้ม
เอ่ย
พระสนมเฟยเขย่าแขนฮ่องเต้อย่างไม่พอใจ
“ฝ่าบาท ท่านก็รู้ว่าหม่อมฉันกำลังหมายถึงอะไร นี่มันเหมาะ
สมแล้วหรือเพคะ” นางเอ่ย
ฮ่องเต้แย้มยิ้มบาง“เหมาะไม่เหมาะกลับไม่เห็นสำ คัญ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี
เสียหน่อย” พระองค์เอ่ย