พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 540 ไม่แน่
ราตรีดึกสงัด ค่ำคืนของต้นเดือน ดวงดาวกลาดเกลื่อนเต็ม
นภา
ราตรีแห่งวสันตกาลยังคงเหน็บหนาวอยู่ไม่น้อย
นายใหญ่เฉิงดื่มสุราในจอกทองสีซีดจนหมด ความอบอุ่น
แผ่ซ่าน
“ไม่นึกเลยว่าเรื่องไร้สาระในครั้งนี้จะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้” เขา
ยิ้มเอ่ยขึ้น
ฮูหยินโจวออกจากวังมา ข่าวคราวที่ไทเฮาพระราชทานสมรส
ให้ท่านชายเกากับเฉิงเจียวเหนียงก็แพร่สะพัดราวกับลม
เรื่องที่ราชสำ นักเป็นแม่สื่อแม่ชักให้นั้นมีน้อยมาก เพราะที่เห็น
ล้วนเป็นขุนนางคนสำ คัญยศสูง ความสัมพันธ์ครอบครัวของคน
เหล่านั้นซับซ้อนนัก เรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานจึงยิ่งไม่ควรเอา
มาล้อเล่น ไทเฮาก็ไม่ใช่ฮูหยินชาวบ้านที่อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ วันนี้นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้คนอื่น กระทั่งคำพูดว่าสมรส
พระราชทานก็เอ่ยออกมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าทรงกริ้วขึ้นมาแล้วจริงๆ
“เรื่องไร้สาระกลายมาเป็นเรื่องที่ดี ไม้ตายนี้ของท่านชายเกา
แม้ดูเหมือนไร้สาระ แต่ก็ดีมากเช่นกัน” นายใหญ่เฉินเอ่ยต่อ
“บางครั้งก็เป็นเช่นนี้ เรื่องไร้สาระก็ต้องทำอย่างไร้สาระ แต่ละคน
มีวิถีทางของตัวเอง”
“ดีมากอย่างนั้นรึ เกรงว่าเฉิงเจียวเหนียงคงจะไม่คิดว่าดีมาก
หรอก” เฉินเซ่าเอ่ย ยกถ้วยชาขึ้นมา แต่กลับไม่ได้ดื่ม “ฮูหยินโจว
ร้องห่มร้องไห้ออกมาจากประตูวังเชียวนะ”
นายใหญ่เฉินหลุดขำ
“ฮูหยินโจวผู้นี้ ช่างไม่ไว้หน้าให้ไทเฮาเลยแม้แต่น้อย” เขาเอ่ย
“นั่นสิขอรับ คนที่ไว้หน้าให้ก็ขาหักไปเข้าเฝ้าไม่ได้แล้ว”
เฉินเซ่าเอ่ย
นายใหญ่เฉินหัวเราะออกมายกใหญ่อีกครั้ง
“ตระกูลเฉิงนี่โหดเหี้ยมเสียจริง” เขาเอ่ย
เฉินเซ่ายกถ้วยชาขึ้นมาก็ยังไม่ดื่มเสียที“ดังนั้น นี่จึงไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้” เขาเอ่ยเนิบช้า
ครานี้ตระกูลเกายั่วโมโหแม่นางผู้นั้นเข้าแล้วจริงๆ
นึกไปถึงจุดจบของคนที่ยั่วโมโหหญิงนางนั้นเอาเถิด
ผิงอ๋องเติบใหญ่แล้ว ฎีกาคำร้องให้แต่งตั้งรัชทายาทก็ทรง
เห็นชอบด้วยแล้ว ทั้งฮ่องเต้ก็ทรงเตรียมการแต่งตั้งรัชทายาท
แล้วด้วย เช่นนั้นแล้วก็ถึงเวลาที่ครอบครัวตระกูลเกาจะต้องถูก
เชิญออกจากเมืองหลวงแล้ว
ตอนนั้นฮ่องเต้พระองค์ก่อนสวรรคตเร็ว ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้น
ครองราชย์ตอนยังชันษาได้ไม่มาก ไทเฮาจึงได้พึ่งพาอาศัยและ
ไว้วางใจคนในตระกูลไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นยามนี้เกาหลิงปอจึงได้
เป็นใหญ่เช่นนี้
เรื่องพรรค์นี้ไม่อาจให้เกิดขึ้นอีกครั้งได้แล้ว
เพราะมีไทเฮา ฮ่องเต้จึงไม่อาจจัดการอะไรกับตระกูลเกาได้
ขุนนางทั้งบู๊ทั้งบุ๋นทั่วราชสำ นักพยายามหลายครั้งหลายคราก็
หมดหนทางโจมตีตระกูลเกาให้ล้มลงได้ ยามนี้หากหญิงนางนั้น
ลงมือ…ยิ่งไปกว่านั้น หากหญิงนางนั้นแข็งแกร่งหนักแน่นไปงัดข้อกับ
ตระกูลเกา สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นตระกูลเกาหรือตัวนางเอง ล้วนต้อง
มีใครสักคนหลบหลีกออกจากเมืองหลวงไป…
แม้ว่ากล่าวเช่นนี้จะดูไร้ปรานี แต่ตระกูลเกากับแม่นางเฉิงต่าง
ทำให้ผู้คนปวดหัว
ดังนั้น นี่จึงไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้
เฉินเซ่ายกถ้วยชาขึ้นมาดื่มจนหมด
“ท่านพ่อ!”
ตระกูลฉินในยามนี้ ท่านชายฉินสิบสามและบิดากำลังมอง
ท้องฟ้าอยู่ในลานบ้าน
“เช่นนั้นแล้วฮ่องเต้ก็ทรงเห็นด้วยแล้วจริงๆ อย่างนั้นรึขอรับ”
อาลักษณ์หลวงฉินยิ้มบาง
“เหตุใดฮ่องเต้จะไม่เห็นด้วยเล่า” เขาเอ่ย “สิบสามเจ้าไม่รู้
จริงๆ หรือว่าแกล้งไม่เข้าใจกันแน่”
ท่านชายฉินสิบสามหัวเราะ“ท่านชายเกาไหนเลยจะเหมาะสมกับนาง เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง
กลับมาท่านชายเกาจึงได้ทำเรื่องบีบบังคับแต่งงานเช่นนี้ นี่มันแต่ง
มิตรหรือแต่งศัตรูกันแน่” เขาเอ่ย
“ดังนั้น นี่จึงไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้” อาลักษณ์หลวง
ฉินยิ้มเอ่ย “ฮ่องเต้เป็นพระเจ้าแผ่นดินของคนทั้งปวง ไม่ใช่พระเจ้า
แผ่นดินของคนแค่บางคนเสียหน่อย”
เขาพูดประโยคนี้พลางเงยหน้ามองฟากฟ้า
“ดาวบางดวงสว่างมากไป บดบังดาวฮ่องเต้ ก็จะไม่ดีแน่” เขา
เอ่ย
แม้ว่าจะเป็นพระญาติของราชวงศ์ แต่ตระกูลเกายิ่งใหญ่อยู่
ตระกูลเดียวก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็นเช่นกัน
ได้เวลาจัดการตระกูลเกาให้เรียบร้อยแล้ว
ท่านชายฉินสิบสามเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าหากว่านางไม่คิดแค้น แล้วแต่งงานด้วยเล่า” เขาโพล่งขึ้น
อาลักษณ์หลวงฉินหันมาด้วยความตกใจเล็กน้อย“เจ้าหมายความว่า แม่นางเฉิงอาจจะอยากแต่งกับท่านชาย
เกาอย่างนั้นรึ” เขาถาม
ถามจบตัวเองก็หัวเราะออกมา
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า”
ท่านชายฉินสิบสามยิ้มขื่น
“เฉิงเจียวเหนียง ตระกูลของนางไม่ดี เจ้าก็อย่าได้
น้อยอกน้อยใจตัวเอง”
“ข้าไม่ได้น้อยใจตัวเองเสียหน่อย”
“มีตระกูลที่ดีกว่านี้ เจ้าไม่ต้องมาเอาตระกูลไม่ดีตระกูลนี้แล้ว”
“อันที่จริงมันก็เหมือนๆ กัน”
…
“เจ้ายังจะร้องอีก! ให้เจ้าหมดเลย!”
เมื่อเทียบกับการคาดเดาและการรอดูความตื่นเต้นของตระกูล
อื่นแล้ว ตระกูลโจวกลับยุ่งเหยิงอลหม่าน
เสียงร้องไห้ของฮูหยินโจวยังไม่หยุดลงตั้งแต่เมื่อวานนี้ เสียง
หงุดหงิดของนายใหญ่โจวก็เช่นกันเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน สำ หรับท่านชายโจวหกแล้วเป็นเรื่องที่
กระอักกระอ่วนใจอย่างมาก ฝีเท้าเขาหยุดลงหน้าประตู เฉิงเจียว
เหนียงก็หยุดตามเช่นกัน
“เจียวเจียว!”
ฮูหยินโจวเห็นนางเข้าก็รีบโผไปหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เจียวเจียว ข้าพยายามสุดกำลังแล้ว ข้าพยายามสุดกำลังแล้ว
จริงๆ เป็นไทเฮาที่ไม่ยอม”
เฉิงเจียวเหนียงรีบค้อมกายคำนับ
“ฮูหยินโจวทำอะไรน่ะเจ้าคะ” สาวใช้รีบเข้าไปพยุง “นายหญิง
ของข้ายังอยากจะขอบคุณท่านที่เข้าวังไปแทนฮูหยิน รองอยู่เลย
เจ้าค่ะ”
จะขอบคุณอย่างไร
ฮูหยินโจวตกใจยกใหญ่ ถอยหลังไปด้วยความวิตก
จะทำให้ขานางหักหรือ
พร้อมกับเสียงของสาวใช้นั้นด้านนอก มีสาวใช้สองคนถือกล่อง
ของกำนัลน้อยใหญ่เข้ามา“นี่คือเหล้าสงบจิตที่นายหญิงข้าหมักเอง…”
“นี่ผ้าไหม นี่ก็เครื่องประดับ… ฮูหยินเอาไว้ให้ของขวัญคนตอน
ปีใหม่เถิดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินโจวฟังคำพูดของสาวใช้ แล้วมองไปยังกล่องของกำนัล
ตรงหน้าก็เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
นี่มัน หมายความว่าอย่างไร
ขอบคุณรึ ยังดีที่เครื่องดื่มก็ให้ของดีๆ มา เครื่องนุ่มห่มก็ยังให้
เป็นเครื่องประดับมา…
พวกนักโทษประหารในห้องขังเหล่านั้นก่อนจะโดนประหารต่าง
ได้กินแต่ของดีกันหนึ่งมื้อ…
“เจียวเจียว!” ฮูหยินโจวพลันร้องห่มร้องไห้ออกมายกใหญ่ ก้าว
เข้าไปคว้าเฉิงเจียวเหนียงไว้ “ไว้ชีวิตข้าเถิด!”
คนภายในห้องพลันตกตะลึง
“เพ้อเจ้ออะไร!” นายใหญ่โจวตวาดอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบไป
พยุงฮูหยินออกไปเสีย”ท่านชายโจวหกเข้าไปประคองมารดาด้วยตัวเองกระซิบปลอบ
แล้วพยุงนางออกไป
“…ที่เจ้าพูดมามันจริงรึ นางไม่โทษข้าจริงๆ รึ” ฮูหยินโจวเชื่อ
ครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ท่านแม่” ท่านชายโจวหกเอ่ย “อันที่จริงนางไม่โทษคนอื่น
อยู่แล้ว”
“นางไม่โทษคนอื่น แต่นางฆ่าเลยนะสิ” ฮูหยินโจวเอ่ย
นั่นก็จริง…
ท่านชายโจวหกจนปัญญา
“แต่ครั้งนี้ท่านแม่ช่วยเหลือนางไว้ นางจึงขอบคุณด้วย
ความจริงใจ” เขาเอ่ย
“ข้าช่วยนางแล้วรึ” ฮูหยินโจวเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงน “ไม่ใช่ว่า
ยิ่งไปยั่วโมโหให้ไทเฮาออกราชโองการหรอกหรือ”
“นั่นไม่ใช่เรื่องของท่านแม่ นั่นเป็นเรื่องของไทเฮา” ท่านชาย
โจวหกเอ่ย “ท่านแม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อนางทุกอย่างแล้ว
มีน้ำใจให้แล้ว ก็เพียงพอแล้ว”ฮูหยินโจวขมวดคิ้วเห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจ
ท่านชายโจวหกรับสุราที่ส่งมาให้ รินใส่จอกเล็กใบหนึ่ง
“ท่านแม่ นี่เป็นสุราที่นางตั้งใจมอบให้ท่าน ชิมดูสิขอรับ” เขา
เอ่ยบอก
ฮูหยินโจวตกใจจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
ของที่นางมอบให้จะไปกล้ากินได้อย่างไร
“ของที่นางทำ บนโลกนี้หาได้ยากนัก” ท่านชายโจวหกยิ้มเอ่ย
มองกาสุรากาเล็กนี้ ดื่มสุราในจอกจนหมด
ฮูหยินโจวตกอกตกใจหวีดร้องออกมาแล้วรีบโผเข้าไปหา
“ชายหก ชายหก ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” นางเอ่ยเรียกทั้งน้ำตาที่
พรั่งพรู
ท่านชายโจวหกแย้มยิ้มให้มารดา
“สุรานี้ นุ่มลิ้นนัก ไม่เหมือนของเขาเม่าหยวน” เขาเอ่ย “จะว่า
ไปเหมาะจะให้ท่านแม่ดื่มนัก”
ท่านชายโจวหกปลอบมารดาเสร็จก็หันหลังสาวเท้าไปหน้า
ห้องโถง ด้านในนั้นเสียงของนายใหญ่กำลังพูดคุยกับเฉิงเจียวเหนียงดังลอยมา
“…เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่กลัว ไทเฮากล้าออกราชโองการ
พวกเราก็กล้าฝืนราชโองการเช่นกัน”
นายใหญ่โจวเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ฝ่าฝืนราชโองการก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีใครเคยทำเสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นเรื่องการแต่งงานของหนุ่มสาว หากผู้คนอยาก
จะหัวเราะก็ต้องไปหัวเราะไทเฮาโน่น”
ทำให้ท่านชายเกากลายเป็นตัวตลกทำให้เกิดความวุ่นวาย
พวกนี้เกิดขึ้น หากทำให้ไทเฮากลายเป็นตัวตลกไปด้วยอีกล่ะก็…
“กลัวอะไรกัน! ตระกูลโจวเราก็แค่เก็บข้าวเก็บของกลับ
บ้านเกิดแค่นั้น” นายใหญ่โจว
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะ
“ไม่เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าเอ่ยขึ้น “พวกเราใช้ชีวิตกันดีๆ เหตุใด
ต้องมาเสียเปรียบเองเพราะเรื่องแค่นี้ด้วย”
นายใหญ่โจวถอนหายใจ
เขาก็แค่แสดงจุดยืนให้ชัดเจน ไม่เสียเปรียบเองย่อมดีที่สุด“เจียวเจียว เจ้าอยากจะทำเช่นไร พวกเราก็ว่าตามนั้น” เขาตบ
เข่าพลางเอ่ยขึ้น “ขึ้นเขาดาบลงทะเลเพลิงก็จะไม่ถอยเด็ดขาด”
“ท่านลุง ไหนเลยจะต้องทำถึงขนาดนั้น” เฉิงเจียวเหนียงยิ้ม
เอ่ย “เรื่องแค่นี้ง่ายนัก ในเมื่อผลักออกไม่ได้ เช่นนั้นก็ตามน้ำไปสิ”
ตามน้ำไปรึ
“จะตามน้ำอย่างไร” นายใหญ่โจวเอ่ยถาม
“แต่งงานนะสิเจ้าคะ” เฉิงเจียวเหนียงตอบ
แต่งงานรึ
ท่านชายโจวหกก้าวเข้ามา
“เจ้าคิดจะทำอะไรอีกแล้ว” เขาถาม “ยังบอกอยู่หยกๆ
ไม่ใช่หรือไรว่าไม่ให้พวกเราเสียเปรียบ นี่เจ้าไม่ได้เสียเปรียบอยู่หรือ
ไร เรื่องพรรค์นี้ยังต้องยอมรับอีกหรือ”
“นี่ ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย
……
“ข้าว่าแล้วว่านางจะพูดเช่นนี้”
เสียงหัวเราะกังวานลอยมาจากด้านในห้องโถง“เจ้ายังจะหัวเราะอีก!”
ท่านชายโจวหกตะคอก ถลึงตามองท่านชายฉินสิบสามที่
หัวเราะตัวโก่งเบื้องหน้า
“เรื่องมาถึงขนาดนี้! เจ้ายังจะหัวเราะออกมาได้อีก!”
ท่านชายฉินสิบสามยิ่งขำหนักกว่าเก่า
“อย่างไรเสียข้าก็แต่งนางมาไม่ได้ เหตุใดข้าจะหัวเราะไม่ได้ล่ะ
” เขาเอ่ย
ท่านชายโจวหกถลึงตาพลางลุกขึ้น
ท่านชายฉินสิบสามรีบยกมือไปดึงเขาไว้
“อย่าร้อนใจไป นางยังไม่รีบร้อนเลย เจ้าจะร้อนไปใยเล่า” เขา
ยิ้มเอ่ย
“แน่นอนว่านางไม่รีบร้อนหรอก” ท่านชายโจวหกเอ่ยอย่าง
โมโห “ต่อให้นางแต่งงานกับหมา สีหน้านางก็ยังไม่เปลี่ยนเลย”
ท่านชายฉินสิบสามหลุดหัวเราะออกมายกใหญ่ พลางยกมือ
โอบไหล่เขาไว้
“แล้วเจ้าจะยอมเป็นหมาหรือไม่” เขาเอ่ยถาม