พ่อจอมผยอง / คุณพ่อสายเปย์ - บทที่404 คุกเข่าขอโทษ
บทที่404 คุกเข่าขอโทษ
สาวสวยคนนี้มีชื่อว่าซ่งเหม่ยลี่ เธอเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลซ่ง ในจงหยวนและเป็นคนดังในจงหยวนด้วย ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นซงเหม่ยลี่เริ่มเข้าไปคุยกับคนแปลกหน้าก่อน เพราะผู้ชายคนนั้นหล่อมาก แต่คนที่มีไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขของซงเหม่ยลี่ คงจะไม่เข้าไปอยู่ในสายตาเธออย่างแน่นอน
“ ฉันพนันได้เลยว่าซงเหม่ยลี่คงจะรู้สึกเบื่อๆ ก็เลยไปแซวผู้ชายคนนั้นเล่น”
“ ใช่ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน รอหัวเราะเถอะ”หนุ่มสาวบางคนคิดว่าซ่งเหม่ยลี่ต้องแกล้งลู่เฉินเล่น “พวกเราสามคน ของคุณแก้วเดียวจะพอเหรอครับ” ลู่เฉินเอนตัวลงบนเก้าอี้มองซงเหม่ยลี่พร้อมกับรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า ผู้หญิงคนนี้ถือเป็นผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง แต่เขาเคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ มามากแล้ว ผู้หญิงสวยคนนี้ไม่เข้าตาเขาเลย ซ่งเหม่ยลี่เลิกคิ้ว เมื่อเธอได้ยินสิ่งนี้และรู้สึกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาเป็นคนอารมณ์ขันเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรวันนี้เป็นงานหมั้นของโจวเฉินเฉินเพื่อนสนิทของฉันค่ะ มีไวน์พอดื่มแน่นอน” ซ่งเหม่ยลี่ยิ้มและนั่งลงข้างๆลู่เฉินโดยไม่สนใจหลินตงและเสี่ยวจิง หลินตงและเสี่ยวจิงยักไหล่และไม่ได้คิดจะเดินจากไป พวกเขาทุกคนรู้จักนิสัยของลู่เฉินดีและรู้ว่า ลู่เฉินไม่ได้สนใจผู้หญิงประเภทนี้
“สุดหล่อคุณชื่อว่าอะไรคะ ฉันชื่อซงเหม่ยลี่นะคะ” ซงเหม่ยลี่พูดด้วยท่าทางสนิทสนม
“เขาชื่อลู่เฉินครับ เป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉี ลูกสาวของเขาอายุสี่หรือห้าขวบแล้ว คุณควรอยู่ห่างจากเขาไว้จะดีกว่า” ในตอนนี้เสียงแหลมตอบคำถามแทนลู่เฉิน
ลู่เฉินหันกลับไปมอง ครั้งเมื่อมองไปรอบ ๆ ก็เห็นชายหนุ่มในวัยยี่สิบเดินมาหาพวกเขา ด้านหลังชายหนุ่มคนนั้นยังมีโจวเจินเฟ่ยเดินตามมาด้วย
“หือ? คุณเป็นประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีอย่างนั้นเหรอ? ประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉี ยังเด็กขนาดนี้เลยเหรอ?” ซ่งเหม่ยลี่ไม่อยากจะเชื่อและมองไปที่ลู่เฉิน
บริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีมีชื่อเสียงในระดับโลกและยังมั่งคั่งร่ำรวยมาก ในสายตาของทุกคนประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีต้องเป็นคนวัยกลางหรือคนแก่
คนที่ไม่เคยเห็นลู่เฉินเป็นการส่วนตัว อาจจะไม่มีใครสามารถเอาเข้ามาเชื่อมโยงกับเจ้าของเทคโนโลยีอี้ฉีได้
แม้ว่าหลายคนจะรู้สึกได้ว่าลู่เฉินไม่ใช่คนธรรมดา แต่ส่วนใหญ่จะคิดว่าเขาเป็นแค่คนในตระกูลใหญ่
ลู่เฉินส่งยิ้มให้ซ่งเหม่ยลี่และพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าผมเป็นคนแก่อย่างนั้นเหรอครับ?”
“แหะๆ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะคะ ฉันแค่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อเกินไป” ซ่งเหม่ยลี่ยิ้มแหย และไม่ทันได้สงสัยคำพูดของโจวเจินเฟ่ย
“ คุณใช่ไหมที่เป็นประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉี ที่จะมาหาเรื่องตระกูลโจวคนนั้น?”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างโจวเจินเฟ่ยรีบเดินมาหยุดยืนตรงหน้า แล้วมองหน้าลู่เฉินอย่างดูแคลน
“ใช่ ผมชื่อลู่เฉิน ที่มาก็เพื่อหาเรื่องตระกูลโจว”ลู่เฉินมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะยักคิ้วแล้วพูด
“เฮ้ย ถึงแม้นายจะเป็นประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉี มีชื่อเสียง ตระกูลหลินของพวกเราไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ถ้ารู้จักเจียมตัวก็รีบมาขอโทษพี่เฟ่ยเดี๋ยวนี้ หลังจากนั้นก็ออกไปจากจงหยวนซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”ชายหนุ่มมุทะลุมองหน้าลู่เฉิน โดยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
จริงสิ ที่ทำให้พวกลู่เฉินแปลกใจที่สุด คือเขาไม่ใช่แค่ไม่เห็นลู่เฉินอยู่ในสายตา แม้แต่บริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีเขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วย
ลู่เฉินย่นคิ้ว ก่อนจะมองสังเกตชายหนุ่มตรงหน้า เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีความกล้าถึงขนาดที่ไม่เห็นบริษัทของเขาอยู่ในสายตาได้
“โห นี่มันคุณชายรองตระกูลหลิน หลินโพ่ไห่นี่นา ตอนนี้พวกเขาไม่ควรจะอยู่พิธีงานหมั้นระหว่างหลินโพ่จวูนกับโจวเฉินเฉินด้านในเหรอ ทำไมถึงออกมาแบบนี้ล่ะ”ชายหนุ่มคนหนึ่งถามออกมาอย่างสงสัย
ด้านในพิธีงานหมั้นจะมีก็แต่คนใหญ่คนโตจริงๆถึงสามารถเข้าร่วมในพิธีของโจวเฉินเฉินได้ และตอนนี้ด้านนอกจึงมีเพียงวัยรุ่นหนุ่มสาวเท่านั้นที่กำลังคุยกันในห้องโถงด้านนอก แน่นอนว่ายกเว้นซงเหม่ยลี่ เธอบอกว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของโจวเฉินเฉิน แต่จริงๆแล้วเธอกับโจวเฉินเฉินไม่ได้สนิทกันเลย เธอเพิ่งได้ยินว่าวันนี้โจวเฉินเฉินจะแต่งงานกับชายชราเธอจึงจะมาดูเรื่องตลก แต่ในฐานะลูกสาวคนโตของตระกูลซ่ง ถึงแม้เธอมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าร่วมในพิธีหมั้นของโจวเฉินเฉินแล้ว แต่เธอกลังถูกลู่เฉินดึงดูดความสนใจไปจนหมด
“สมแล้วที่เป็นคุณชายรองตระกูลหลิน หลินโพ่ไห่คนนี้หยิ่งผยองมากจริงๆ แม้แต่ประธานบริษัทเทคโนโลยีอี้ฉีก็ไม่เก็บมาใส่ใจ เราได้ดูอะไรสนุกๆแน่ๆ”
ชายหนุ่มร่ำรวยนั้นกำลังมองไปทางหลินโพ่ไห่อย่าสะใจ เพราะหลินโพ่จวูนแย่งผู้หญิงที่เขาแอบชอบไปครอง ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอยู่เป็นทุนเดิม ที่จริงแล้วตอนนี้ แต่ละคนก็คงอยากจะเห็นหลินโพ่ไห่ก่อเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเองเหมือนกัน
หลินโพ่ไห่ใส่กางเกงยาว สองมือล้วงกระเป๋า ใส่แว่นกันแดดสีดำ สามารถมองออกว่าเขาอารมณ์ไม่ดีมากแค่ไหน
แต่โจวเจินเฟ่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มหวาดกลัว แต่ในใจก็มีความคาดหวังเช่นกัน
คาดหวังว่าหลินโพ่ไห่สามารถฆ่าลู่เฉินได้
หลังจากที่เคยเสียเปรียบให้ลู่เฉิน ทุกครั้งที่เขาเห็นลู่เฉิน ก็รู้สึกหวาดกลัวเหมือนคนมีปมด้อยภายในใจ
ดังนั้นเขาจึงอยากจะให้ตระกูลหลินช่วยจัดการลู่เฉินให้ตาย
ลู่เฉินเหลือบมองไปที่โจวเจินเฟ่ยและหลินโพ่ไห่พร้อมกับยิ้มบาง
“ถ้าผมเดาไม่ผิดตระกูลหลินของคุณเป็นครอบครัวที่ลึกลับใช่ไหมครับ”
จากที่เขาดูของเขามีเพียงครอบครัวที่ลึกลับเท่านั้นที่กล้าไม่สนใจเขา แต่ตระกูลเซียวที่ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เขาก็ฆ่าตายไปแล้วหลายคนนะ นี่ก็นานแล้วที่จะมีใครกล้ามีปัญหากับเขาแบนี้
จริงสิยังมีตระกูลหลัน ที่กล้าวางกล้ามต่อหน้าเขา สุดท้ายก็ต้องมอบลูกปัดมิราเคิลมาให้เขา อีกทั้งสุดท้ายเสียอำนาจทั้งหมดไปในโกก้าง
ดังนั้นตอนนี้เขาไม่มีความรู้สึกเกรงกลัวครอบครัวที่ลึกลับพวกนี้แล้ว
ในสายตาของเขา ครอบครัวที่ลึกลับเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีพลังการต่อสู้ แต่เป็นพวกไม่มีสมอง ทำอะไม่คิดเลยมากกว่า
“เฮ้ย ถ้านายยังพอจะเจียมตัวอยู่บ้าง แล้วรู้ว่าฉันเป็นครอบครัวลึกลับ ก็รีบคุกเข่าขอโทษซะ” หลินโพ่ไห่ตะโกนพูด
” คุกเข่าขอโทษ? คุณคิดว่าคุณเป็นใคร? “สีหน้าของลู่เฉินเปลี่ยนไปและเสียงของเขาก็ทุ้ม
” ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันหลินโพ่ไห่มีชีวิตอยู่มาถึง20 ปี และนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฟังอะไรที่มันตลกแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดกับฉันแบบนี้ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ อ้อ จริงสิ นายรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร นายเคยได้ยินตระกูลหลินแห่งภาคตะวันออกเฉียงใต้บ้างไหม” หลินโพ่ไห่เหมือนได้ฟังเรื่องที่ตลกที่สุดในโลก จึงมองหน้าลู่เฉินอย่างท้าทาย
“ตระกูลหลินแห่งภาคตะวันออกเฉียงใต้แข็งแกร่งมาเลยหรือไง” ลู่เฉินมองหน้าหลินโพ่ไห่นิ่ง เขาไม่รู้จักตระกูลหลินแห่งตะวันออกใต้จริงๆ ถึงแม้เขาจะรู้ เขาก็ไม่เอามาใส่ใจ
พูดตามจริง ถึงแม้เขาจะเกิดมาในตระกูลครอบครัวที่ลึกลับ แต่เขารู้เรื่องที่เกี่ยวกับของครอบครัวที่ลึกลับน้อยมาก
ถ้าบิดาของเขาไม่ถูกเซียวเป๋ฉิงบีบบังคับให้สลายตระกูล เขาคงไม่ต้องไปที่เมืองหลวง และคงไม่รู้เรื่องการมีอยู่ของครอบครัวลึกลับ
ในตอนนั้นเขาค่อนข้างเป็นกังวลกับคนกลุ่มนี้ ไม่อยากให้เซียวเป๋ฉิงรู้ถึงร่องรอยของเขา และเขาไม่อยากบอกเรื่องนี้ให้หลินอี้จุนรู้ด้วย แต่หลังจากที่เขาฆ่าเซียวเป๋ฉิงแล้ว และยังจัดการปัญหาของหลันหลิงจบ เขาก็ไม่มีความกังวลใจอะไรกับครอบครัวลึกลับอีกต่อไป
ปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปดีกว่า