ภรรยาดีสามีขยัน เบื่อแล้วตบตีกัน มิสู้ขยันสร้างเนื้อสร้างตัว [นิยายแปล] - บทที่ 68 ก่อเตา
“อ้อ อย่างนั้นหรือ” รอยยิ้มบนใบหน้าของเถียนฮวนก็ชะงักไปอีกครั้ง
เห็นท่าทางซื่อๆ ของนาง กู้ฉางสุ่ยก็อดขำไม่ได้ “เอาเถิด ในเมื่อมอบของให้เจ้าแล้ว จะใช้มันอย่างไรเจ้าก็เป็นคนตัดสินใจ ขอเพียงเจ้ามีความสุขก็พอ”
เถียนฮวนพยักหน้า “ข้าดีใจมาก ขอบคุณสามี”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เพียงเจ้าแสดงท่าทีให้ชัดเจน ต่อไปภายหน้าจะไม่เอ่ยถึงเจ้าแซ่ถังผู้นั้นอีกก็จะยิ่งดี” กู้ฉางสุ่ยเอ่ยเสียงแผ่ว
เถียนฮวนกะพริบตา “หึงอีกแล้วหรือ”
“ใช่ ข้าหึงแล้ว หึงเสียจนทนไม่ไหว” กู้ฉางสุ่ยอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ยอมรับอย่างไม่อ้อมค้อม
“ฮ่าๆ”
เถียนฮวนหัวเราะอย่างมีความสุข หัวเราะเสียจนตัวงอราวกับกุ้ง
กู้ฉางสุ่ยมองนาง ก่อนก้าวยาวๆ เข้ามา ดึงตัวนางเข้ามากอดแน่น
เถียนฮวนตกใจกับการกระทำของเขา ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็หายไปในทันที
จากนั้น นางก็ได้ยินเสียงทุ้มอู้อี้ของกู้ฉางสุ่ยดังขึ้นข้างหู “แม้ข้าจะอิจฉาเขา แต่เจ้าเป็นภรรยาของข้าแล้ว ต่อให้ข้าจะหึงจริง คนที่ควรหึงมากกว่าก็คงเป็นเขา ท้ายที่สุดก็ยังเป็นข้าที่ชนะอยู่ดี”
เอ่อ…
มุมปากของเถียนฮวนกระตุก
ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้
ชายหนุ่มได้กอดร่างอ่อนนุ่มหอมหวานของภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย ก่อนที่เถียนฮวนจะได้สติผลักเขาออกไป กู้ฉางสุ่ยรีบคลายอ้อมกอด
“ว่าแต่ คืนนี้กินอะไร ข้าหิวแล้ว”
“คืนนี้ข้าต้มโจ๊กไว้ ถั่วลิสงคั่วหนึ่งถ้วย อีกชามเป็นหมูรมควันตุ๋นผักกาดขาว” เถียนฮวนตอบอย่างเหม่อลอย
พอพูดถึงตรงนี้ นางถึงนึกขึ้นได้ว่าหมูรมควันตุ๋นผักกาดขาวยังอยู่ในหม้อ จึงรีบหันกลับไปยกชามอาหารออกมาวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับถั่วลิสงคั่ว
กู้ฉางสุ่ยล้างมือแล้วยกหม้อโจ๊กลงจากเตา ตักแบ่งให้คนละถ้วย จากนั้นเขาก็รีบคีบหมูรมควันชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนพยักหน้าไม่มีหยุด
“นี่คือขาหมูรมควันที่เจ้าขะมักเขม้นทำอยู่หลายวัน เริ่มแขวนตากแห้งไว้บนขื่อบ้านตั้งแต่เมื่อวันก่อนใช่หรือไม่ เหตุใดสีถึงดูสดกว่าขาหมูทั่วไป แถมเนื้อสัมผัสก็แน่นกว่าด้วย”
“ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าที่ข้าคอยดูแลมันตลอดหลายวันนี้ ทั้งถอนขน ตัดกีบ จากนั้นก็หมัก บ่ม แล้วตากแห้งไปตั้งหลายวัน ข้าทำไปเพื่อสิ่งใด แน่นอนว่าเพราะมันอร่อยอย่างไรเล่า” เถียนฮวนยิ้มตอบ
นางเองก็คีบมาชิ้นหนึ่งส่งเข้าปาก ทว่าคิ้วกลับขมวดแน่นขึ้นในทันที
“เป็นอะไรไปหรือ” กู้ฉางสุ่ยรีบถาม
“เหมือนว่ายังขาดอะไรบางอย่างไป” เถียนฮวนกล่าว “หมูรมควันสีต้องสด เนื้อแน่นนุ่ม มันแต่ไม่เลี่ยน กลิ่นหอมและมีรสหวานติดปลายลิ้น ตอนนี้ขาหมูรมควันที่ข้าทำได้ มีเพียงสามอย่างแรกเท่านั้น แต่ในด้านกลิ่นหอมและรสหวานนั้นยังไม่พอ คงต้องตากลมให้มากกว่านี้อีกสองวันจึงจะได้”
“เช่นนั้นหรือ ข้ากลับคิดว่าแค่นี้ก็อร่อยมากแล้ว!” กู้ฉางสุ่ยกล่าว เขารีบกินเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง จากนั้นก็ลองชิมผักกาดขาวอีกคำ “อืม หอมก็หอม สดก็สด แถมยังมีรสเนื้ออีก! เจ้าไม่ได้ใส่เครื่องปรุงลงไปเลยใช่หรือไม่”
“แค่เติมเกลือลงไปเล็กน้อยเท่านั้น” เถียนฮวนตอบ
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า “อร่อย! ข้าชอบ!”
“จริงหรือ” เมื่อเห็นว่าเขาชอบจากใจจริง เถียนฮวนก็อดยิ้มไม่ได้ “ขาหมูรมควัน พวกเรากินได้นานถึงหนึ่งเดือน ไว้คราวหน้าเราเข้าตัวตำบล ข้าจะซื้อขาหมูมาเพิ่มอีกหลายขา ทำเป็นหมูรมควันเก็บเอาไว้สำหรับฤดูหนาว วิธีปรุงรสหมูรมควันก็มีไม่น้อย จะย่าง นึ่ง ตุ๋น เอาไปต้มน้ำแกงหน่อไม้ หรือเอามาผัดผักกาดหัวไชเท้าก็ได้ทั้งนั้น…อ้อ ถ้ามีเวลา พวกเราไปขุดหน่อไม้ในป่าไผ่กันอีกสักหน่อย ข้าจะทำหน่อไม้ดองเพิ่มอีกชุด พอถึงฤดูหนาว เราก็จะได้กินหมูรมควันตุ๋นน้ำแกงหน่อไม้ดอง ปลาตุ๋นหน่อไม้ดอง เนื้อผัดหน่อไม้ดอง ผัดไก่หน่อไม้ดอง เป็ดผัดหน่อไม้ดอง หรือไม่ก็เอาหน่อไม้ดองไปเคี่ยวน้ำแกงสำหรับต้มบะหมี่ก็ดีเหมือนกัน”
พูดไปพูดมา นางเองก็เริ่มน้ำลายสอ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“หน่อไม้ดองกับหมูรมควัน เข้ากันได้กับทุกอย่างเสียจริง! ในเมื่อเรามีวัตถุดิบอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่ควรพลาด!”
“อืมๆ!” กู้ฉางสุ่ยเดิมทีก็หิวอยู่แล้ว ครั้นได้ฟังนางไล่เรียงตำรับอาหารจับคู่ขาหมูรมควันกับหน่อไม้ดองทีละอย่าง ท้องของเขาก็ส่งเสียงโครกครากขึ้นมาทันที
เขารีบถือถ้วยกินอย่างเอร็ดอร่อย พยักหน้าส่งเสียงอู้อี้ว่า “แล้วแต่เจ้า!”
แม้ขาหมูรมควันในวันนี้รสชาติจะยังไม่ถือว่าดีนัก แต่กู้ฉางสุ่ยก็ยังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ กินจนหมดไม่เหลือ กระทั่งน้ำแกงที่ได้จากการนึ่ง เขายังเทลงไปคลุกในถ้วยโจ๊ก ซดจนหมดเกลี้ยง
ส่วนถั่วลิสงผัด ในคืนนั้นทั้งสองกินไปเพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเถียนฮวนห่อไว้ด้วยกระดาษสีน้ำตาล
“ถั่วลิสงกินมากไปก็ไม่ดี หากกินไม่หมด ก็เก็บไว้กินพรุ่งนี้แล้วกัน!”
“ดี!” กู้ฉางสุ่ยพยักหน้ารัว
เมื่อกินอิ่มแล้ว ทั้งสองก็ใช้น้ำร้อนแช่เท้า จากนั้นก็เข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งสองเพิ่งจะตื่นมากินอาหารเช้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนจากไกลๆ
“สุ่ยเกอเอ๋อร์! สุ่ยเกอเอ๋อร์!”
กู้ฉางสุ่ยรีบมองไปทางนั้น ก็เห็นชายร่างใหญ่กำยำคนหนึ่งถือเครื่องมือสารพัดเดินมาทางพวกเขา
“ท่านอาเจ็ด ลมอะไรหอบท่านมาบ้านข้าหรือขอรับ” กู้ฉางสุ่ยรีบเรียกพร้อมกับเดินออกไปต้อนรับ
ท่านอาเจ็ดยิ้มแย้มตอบรับ “ก่อนหน้านี้หัวหน้าหมู่บ้านบอกข้าว่าบ้านเจ้าจะก่อเตาไฟไม่ใช่หรือ เช้านี้ข้าว่างพอดีก็เลยแวะมาก่อเตาให้พวกเจ้า”
เถียนฮวนกำลังถือรังผึ้งออกมาจะจัดการทำความสะอาดอยู่พอดี เมื่อได้ยินดังนั้น นางก็ยิ้มกว้างขึ้นทันที
“รบกวนท่านอาเจ็ดแล้ว ท่านกินข้าวเช้าหรือยังเจ้าคะ”
“กินแล้วๆ! เช้านี้ภรรยาข้าทำแผ่นแป้งทอดให้กิน ข้ากินไปตั้งสองแผ่น!” ท่านอาเจ็ดรีบตอบ
พวกเขาพูดคุยกันจนมาถึงหน้าบ้าน ท่านอาเจ็ดเดินสำรวจรอบๆ หน้าบ้านของกู้ฉางสุ่ยอยู่ครู่หนึ่งจึงเลือกจุดก่อเตาได้
“ก่อเตาไว้ตรงนี้แล้วกัน! มีลมพัด ตอนทำกับข้าวควันจะได้ไม่ลอยเข้าบ้าน”
“ท่านอาเจ็ดเชี่ยวชาญการก่อเตานัก ข้าฟังคำท่านทุกประการ!” กู้ฉางสุ่ยเอ่ย
“เช่นนั้นข้าจะก่อเตาไว้ตรงนี้!” ท่านอาเจ็ดพยักหน้าทันทีแล้วหันไปสั่งกู้ฉางสุ่ยว่า “เจ้าไปขุดทรายมาสักหลายถังหน่อย แล้วก็เอาน้ำมาสามถัง”
“ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” กู้ฉางสุ่ยคว้าถังขึ้นมาก็เตรียมจะไปขุดทรายที่เชิงเขา
เถียนฮวนกำลังจะตามไป กู้ฉางสุ่ยก็ผลักนางกลับ “งานใช้แรงแบบนี้ให้ข้าทำเองเถอะ มือของเจ้ามีค่ากว่าข้าเยอะ เมื่อคืนเจ้าบอกว่าจะแปรรูปสมุนไพรต่อมิใช่หรือ เช่นนั้นเจ้าก็ไปจัดการเถอะ ตรงนี้ข้ากับท่านอาเจ็ดจัดการได้”
ท่านอาเจ็ดเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าเพิ่งแต่งเข้าบ้านมา ยังไม่ทันได้พักหายใจหายคอ เรื่องก่อเตาเป็นงานของบุรุษ อย่าช่วยพวกเราเลย ประเดี๋ยวเนื้อตัวจะเปรอะเปื้อนเอาได้ พวกเราทำงานกัน เจ้าก็แค่ยกน้ำยกชาให้ก็พอแล้ว”
“เจ้าค่ะ!” เมื่อทั้งสองคนพูดเช่นนี้ เถียนฮวนก็ไม่ดื้อดึงอีก
อีกอย่าง นอกจากงานบ้านทั่วไปแล้ว นางก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็นจริงๆ
หากไปช่วยก็มีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้อีกฝ่าย นางอยู่เฉยๆ เสียยังดีกว่า!
ในที่สุด บุรุษทั้งสองคนก็ลงมือขุดดินก่อเตาตรงหน้าบ้าน เถียนฮวนลากเก้าอี้ไม้ตัวเล็กมานั่งข้างๆ ตั้งหน้าตั้งตาจัดการรังผึ้ง