ภารกิจขโมยใจ ผจญภัยต่างโลก - ตอนที่ 7 ฝืนชะตาคนไร้ค่า (7)
“เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นอสูรเทพระดับสิบเหรอ”
เมื่อเห็นเสี่ยวไป๋พูดจาอย่างหยิ่งผยองถึงลักษณะของตนเอง ซูหว่านอดไม่ได้ที่จะหรี่ตา นางก้าวเท้าไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวก้มลงไปยกมันขึ้นมาบนมือของตนเอง “ว่ากันว่าอสูรเทพเกิดขึ้นมาแล้วก็จะแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ มามามา เจ้าแปลงกายเป็นคนให้ข้าดูหน่อยซิ”
เสี่ยวไป๋ “…”
หากข้าเปลี่ยนร่างได้ยังจะถูกเจ้าแกล้งเช่นนี้ไหม
“ข้า ข้าเพียงโดนปิดผนึกใช้พลังวิญญาณไม่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีพลังวิญญาณย่อมไม่สามารถแปลงกายได้”
เสี่ยวไป๋พูดไปพลาง ดิ้นเพื่อออกจากมือของซูหว่านไปพลาง
“ที่แท้ก็เป็นอสูรเทพที่โดนผนึก ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริง แล้วจะมีประโยชน์อะไร”
ซูหว่านปล่อยมือ เสี่ยวไป๋พลันหล่นลงพื้น
“นี่ เจ้าช่วยเกรงใจหน่อย ตอนนี้พวกเจ้ากำลังขอร้องกับอสูรเทพอย่างข้าอยู่นะ หึหึหึ ความลับของพวกเจ้า ข้ารู้หมดแล้ว!”
ขณะที่พูดอยู่นั้น เสี่ยวไป๋ก็สะบัดฝุ่นตามร่างกายของตนออก มองดูซูจั้นอย่างหยิ่งผยอง “อยากทำข้อแลกเปลี่ยนไหม ข้าและเจ้าทำสัญญากัน เจ้าส่งมอบพลังวิญญาณที่เกินมามากมายให้กับข้า”
“ให้เจ้า?”
ซูรุ่ยยิ้มอย่างเยือกเย็น “ต่อให้เจ้าเป็นอสูรเทพจริงๆ แล้วอย่างไร ถ้าข้าให้พลังวิญญาณแก่เจ้า หลังจากที่เจ้าคลายผนึกแล้วทำตัวไม่รู้จักเจ้านายจะทำอย่างไร ข้าเคยอ่านคัมภีร์ม้วนหนึ่ง ข้างในบันทึกไว้ว่าอสูรเทพชีวิตหนึ่งจะมีเจ้านายได้แค่คนเดียว ในตอนนี้ไม่ใช่ว่าเจ้ารับซูอู่เป็นเจ้านายแล้วหรือ คิดจะหลอกข้าหรือ”
พูดถึงตอนท้าย เสียงของซูรุ่ยก็เปลี่ยนเยือกเย็นดั่งหิมะ ภายในห้องถึงกับมีพลังวิญญาณแสนเยือกเย็นรวมตัวกันหนาแน่น
“นี่ ใจเย็นนะใจเย็น ข้าไม่ได้รับซูอู่เป็นเจ้านาย”
เสี่ยวไป๋เห็นซูรุ่ยอาจจะคลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อ มันจึงอดไม่ได้ที่ชิงอธิบายก่อน
ในเวลานี้ซูอู่ยังเป็นนักอัญเชิญระดับแปด เสี่ยวไป๋เองก็ไม่สามารถรับนางเป็นเจ้านายได้
ไม่สิ เพราะซูอู่ปลุกเสี่ยวไป๋ที่หลับใหลตั้งแต่หมื่นปีก่อนขึ้นมา ดังนั้นตัวมันจึงได้แค่ใกล้ชิดกับซูอู่เท่านั้น
ตามโครงเรื่องเดิมนั้น เมื่อเสี่ยวไป๋ปลดผนึกชั้นที่หนึ่งออกแล้วก็ไม่ได้รับเจ้านายอีก จนมาถึงตอนที่ซูอู่ถูกคนใส่ร้ายและไล่สังหาร เมื่อตกอยู่ในเส้นแบ่งระหว่างเป็นตาย เสี่ยวไป๋จึงช่วยนางด้วยการรับนางเป็นเจ้านาย
หลังจากรับเป็นเจ้านายแล้วนั้น จึงรู้ได้ว่าเจ้านายของตนสามารถใช้พลังวิญญาณร่วมกับตนได้ สุดท้ายซูอู่จึงขอยืมพลังวิญญาณของเสี่ยวไป๋คุ้มกันผู้คนจำนวนมากแล้วหนีออกมา
“หือ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวไป๋ สายตาของซูรุ่ยก็วาบประกายทันใด ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “ต่อให้เป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องขอคิดพิจารณข้อเสนอเจ้าก่อน”
เสี่ยวไป๋ได้แต่นึกในใจ ขอพิจารณา? ที่รัก ข้าเป็นอสูรเทพ! อสูรเทพนะ! โอกาสที่จะได้มานั้นแสนลำเค็ญยิ่ง เจ้ายังลังเลอยู่อีกหรือ ควรจะเริ่มลงมือได้แล้วนะ!
ภายในจิตใจของเสี่ยวไป๋นั้นกังวลอย่างมาก แต่ว่าเพราะอยู่ต่อหน้าซูรุ่ยและซูหว่านจึงไม่กล้าแสดงสีหน้าออกมา
หึหึหึ สติปัญญาของข้านั้นอยู่ในระดับสูง คนตรงหน้าทั้งสองก็เป็นบุคคลอัจฉริยะ ซูจั้นผู้นั้นยิ่งเป็นอัจฉริยะที่ยากพบเจอในรอบหลายพันปีบนแผ่นดินใหญ่ตงชวน มีเขาเป็นเจ้านาย ข้าก็ว่าไม่เลวนะ~ ในอนาคตวันใดวันหนึ่ง เขาจะต้องมีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดิน ในเวลานั้นข้าเองก็จะกลายเป็นคู่หูที่คนทั้งใต้หล้าต่างเคารพนับถือแล้ว…
พันลี้มีม้ามากมายแต่คนที่รู้เรื่องม้านั้นแทบหามีไม่
ไม่เลว ข้านั้นเป็นนักสรรหาคนกล้าหาญและชาญฉลาด นายน้อยใหญ่ซู รีบมาอยู่ในกำมือของข้าแต่โดยดีเสีย~
ในตอนที่อสูรเทพตนนี้กำลังคิดถึงอนาคตอันสดใสอยู่นั้น ซูหว่านและซูรุ่ยก็สบตากันอย่างเลศนัย…
เสร็จฉันล่ะ!
บอกไปแล้วว่ากับพวกอสูรเทพอะไรพวกนี้ แม่ทัพซูมีประสบการณ์มากที่สุดแล้ว (ราชันเสือขาวกับราชันมังกรดำได้ส่งความอวยพรมาว่า เจ้าพยัคฆ์ขาวจันทร์เงินเอ๋ย อย่าเศร้าโศกไป ขอให้โชคดี~)
“ได้ ข้าจะเชื่อใจเจ้าอีกครั้ง”
ดูเหมือนว่าจะตัดสินใจได้แล้ว ซูรุ่ยลุกขึ้นยืน ยกมือวาดภาพวงเวททำสัญญากลางอากาศภายในห้อง จากนั้นก็กัดนิ้วชี้ หยดเลือดสีแดงในนิ้วชี้ของเขาไหลออกมา
ไม่ผิด การสร้างสายสัมพันธ์เจ้านายและลูกน้องกับอสูรเทพ ไม่อาจใช้การทำสัญญากับสัตว์มารแบบธรรมดาทั่วไปได้ แต่จำเป็นต้องใช้เลือดบริสุทธิ์ของเจ้านายกับอสูรเทพ และทั้งสองต่างต้องอยู่ในภาวะที่เต็มใจจะหยดเลือดบริสุทธิ์ลงบนวงเวททำสัญญาเพื่อให้วงเวทบรรลุผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ตามองดูเสี่ยวไป๋ที่นำเลือดของตนหยดลงบนวงเวท ภายในห้องก็เกิดแสงสีแดงวาบหนึ่ง สัญลักษณ์พระจันทร์สีเงินพลันปรากฏขึ้นบนหน้าผากของซูรุ่ยในทันใด จากนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทำสัญญาเป็นเจ้านายสำเร็จแล้ว!
ซูหว่านที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แผนการในขั้นแรกนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว จะว่าไปก็โชคดีที่พยัคฆ์ขาวจันทร์เงินตัวนี้หลับใหลมาหมื่นปี และยังรู้ไม่เท่าทันโลกอย่างลึกซึ้ง ความคิดก็ยังบริสุทธิ์ เมื่อโดนผนึกมายาวนานขนาดนี้ก็จะต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าปรากฏขึ้นในใจ หลังจากซูรุ่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไม่มีสิ้นสุดและคุณสมบัติที่พิเศษเหนือธรรมดาของตนเองแล้ว การเลือกที่จะตัดสินใจทำเรื่องนี้ของมัน ก็ไม่ได้ทำให้คนประหลาดใจนัก
ซูหว่านและซูรุ่ยคิดในใจว่าสำเร็จแล้ว แต่อสูรเทพบางตัวกลับไม่ได้สังเกตว่าตนนั้นจะต้องฉิบหายแน่แล้ว…
เจ้านายที่มีชื่อเสียงสะท้านแผ่นดิน ได้รับการเคารพอย่างนั้นหรือ
แม้ว่าสุดท้ายเจ้านายของมันจะมีชื่อเสียงสั่นสะเทือนใต้หล้าจริงๆ แต่อสูรเทพตนนี้กลับต้องอยู่ในรังที่ชื่อว่าเมืองเหม่ยเท่อกับเจ้านายของตนเองตลอดชีวิต….
ว่ากันว่าฟ้าของข้างนอกนั่นมีสีฟ้า หญ้ามีสีเขียว ดอกไม้มีสีแดง แม้กระทั้งสัตว์มารก็ล้วนน่ารัก
นายท่าน ข้าอยากไปดูสักหน่อย…
ซูรุ่ยก็จะตอบว่า วันนี้อย่าให้อาหารเย็นกับเสี่ยวไป๋ เขาคงจะทิพย์ไปแล้ว
เสี่ยวไป๋ก็คงจะโอดครวญว่า นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว! แม้โลกภายนอกจะงดงามอย่างมาก แต่โลกภายนอกก็ยากลำบากมากเช่นกัน~
สรุปแล้ว ในฐานะที่เป็นอสูรเทพนักกินตัวหนึ่ง ชีวิตทั้งหมดของมันล้วนขมขื่นยิ่งนัก
แน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง
ในเวลานี้ เสี่ยวไป๋ที่เพิ่งได้รับเจ้านายคนใหม่ รู้สึกว่าทั้งร่างของตนเองเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มีเจ้านายที่เป็นถึงนักอัญเชิญระดับสองมันดีอย่างนี้นี่เอง! พลังวิญญาณนี้ความอิ่มเอมนี้!
พลังวิญญาณจากร่างของซูรุ่ยผ่านไหลทะลักเข้ามาอย่างไม่สุดสิ้น เสี่ยวไป๋รีบซึมซับพลังวิญญาณเหล่านั้นอย่างสุดกำลัง รวบรวมพวกมันเอาไว้ที่จุดหนึ่งในร่างกาย เตรียมจะทะลายผนึกชั้นแรก
เมื่อปลดผนึกชั้นที่หนึ่งแล้ว มันก็สามารถใช้พลังได้อย่างอิสระและฝึกตนได้แล้ว เพราะในห้วงสำนึกของอสูรเทพทุกตัวล้วนเก็บซ่อนวิชาสืบทอดประจำเผ่าของตนเอาไว้แต่กำเนิด เมื่อผนึกชั้นที่หนึ่งคลายออก เสี่ยวไป๋ก็จะฝึกฝนวิชาของเผ่าพยัคฆ์ขาวจันทร์เงินได้แล้ว
เปรี๊ยะ
สิ่งที่ตามมาหลังจากเกิดเสียงพังทะลายดังขึ้นก็คือ ร่างของเสี่ยวไป๋กะพริบแสงสีขาววาบหนึ่ง ทั้งร่างของมันขยายขนาดใหญ่ขึ้น แม้รูปร่างของเสี่ยวไป๋จะเหมือนกับลูกผสมระหว่างหมาป่าและสุนัขอยู่เหมือนเดิม แต่มองดูแล้วเหมือนว่าจะแข็งแกร่งนิดหนึ่งมั้ง
ผนึกคลายออกแล้ว
“ผนึกชั้นแรกคลายแล้ว ผนึกคลายแล้ว!”
เวลานี้เสี่ยวไป๋ตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้นไปมาภายในห้องของซูรุ่ย ซูรุ่ยและซูหว่านมองหน้ากันทีหนึ่งแล้วหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญา…
อสูรเทพบางตัวแม้ว่าอายุจะหมื่นกว่าปีแล้ว แต่ในความจริงแล้วมันเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งหรือ
แม้ว่ามันไม่ค่อยดีนักที่ไปแกล้งเด็กน้อย แต่ว่าซูหว่านก็ทำไปอย่างไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรนัก
“อาจั้น ตอนนี้เสี่ยวไป๋ก็คิดว่าท่านเป็นเจ้านายแล้ว ถ้าเช่นนั้นน้องหญิงซูอู่จะรับมือได้อย่างไรกันเล่า”
เมื่อพูดถึงซูอู่ ซูหว่านก็แสดงสีหน้ากังวลใจขึ้นมา “หากนางรู้ว่าอสูรวิเศษที่ตนเอ็นดูมากที่สุดก็หักหลังตนเช่นกัน นางคงจะเจ็บปวดใจยิ่งนัก”
“ไม่เป็นอะไรหรอก”
เมื่อได้ยินคำพูดของซูหว่าน ซูรุ่ยยิ้มอย่างเยือกเย็น “เสี่ยวอู่ในตอนนี้ยังเป็นนักอัญเชิญระดับเก้า ห่างจากนักอัญเชิญระดับห้าอีกตั้งมาก เมื่อวันนั้นมาถึงนางก็จะเติบโตมากขึ้น และเข้าใจได้เอง”
เสี่ยวไป๋ “…”
แย่แล้ว ตนเองเหมือนจะเคยสอนวิชาบรรพกาลอันร้ายกาจให้กับซูอู่วิชาหนึ่ง ในตอนนี้ระดับของนางก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ช้าแล้ว~
เมื่อได้ยินบทสนทนาของซูหว่านและซูรุ่ย เสี่ยวไป๋ก็คิดอย่างพินิจ สุดท้ายแล้วตนจะต้องบอกเรื่องของซูอู่กับพวกเขาดีไหมนะ