มู่หนานจือ - บทที่ 410 สกุลคัง
หลี่จี้หน้าแดง และเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้า…ข้าเห็นว่าสกุลคังไม่มีแม้แต่ข้าวที่จะลงหม้อ จึงควักเงินยี่สิบตำลึงในมือให้นายหญิงคัง ใครจะรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรนายหญิ งคังก็ไม่กล้าเอา ข้าจำเป็นต้องบอกว่าพี่สะใภ้สั่งข้าไว้ นายหญิงคังก็ยังไม่ยอมเอา แต่ใต้เท้าคังกลับให้นายหญิงคังรับเอาไว้ แถมยังบอกว่าอีกสองวันจะมาขอบคุณพี่สะใภ้ด้ วยตนเอง…”
เจียงเซี่ยนอึ้งไป และเอ่ยว่า “เจ้าบอกใต้เท้าคังว่าพวกเราอยู่ที่ไหนหรือ?”
“เปล่าขอรับ เปล่าขอรับ” หลี่จี้รีบเอ่ย “ข้าบอกแค่ว่าพวกเราอยู่ชานเมือง ไกลจากเมืองหลวงมาก ให้ใต้เท้าคังไม่ต้องสิ้นเปลืองสมอง”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ากังวลอะไร?” เจียงเซี่ยนถาม
หน้าของหลี่จี้แดงมากขึ้น และเอ่ยว่า “หากใต้เท้าคังมาหาจริงๆ เงินยี่สิบตำลึงนั้นจะไม่ถูกเปิดโปงอย่างนั้นหรือ? ข้าบอกพี่สะใภ้เอาไว้ หากคนของตระกูลคังเอ่ยถึง พี่สะใภ้จะ ะได้รู้ว่ามีเรื่องนี้”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และอยากรู้เรื่องตระกูลคังขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
นางพึมพำว่า “เจ้าบอกว่าตระกูลคังจะไปฝูเจี้ยน? คนของตระกูลคังเป็นคนบอกหรือ? ทำไมถึงไม่อยู่ในเมืองหลวง? ใต้เท้าคังเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ ต่อให้เป็นการแก่งแย่งชิงดีกันของสำ ำนักราชเลขาธิการ กระทั่งเมืองหลวงแตก ก็ไม่เกี่ยวกับขุนนางเล็กๆ อย่างพวกเขาอยู่ดี ระยะทางไกลมาก ทั้งครอบครัวย้ายไปฝูเจี้ยน...”
เจียงเซี่ยนมักจะรู้สึกว่าในนี้มีบางอย่างผิดปกติ
พอหลี่จี้ได้ยิน ก็เหมือนหาเพื่อนรู้ใจเจอแล้ว จึงรีบเอ่ยว่า “ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! ข้าก็ถามใต้เท้าคังแบบนี้เหมือนกัน แต่ใต้เท้าคังบอกว่า ทางเหนือโหดร้ายและไม่มีเหตุผล ทุกคร รั้งที่มีภัยและความวุ่นวายจากสงคราม มักจะยืดเยื้อ ทว่าทางใต้ไม่เหมือนกัน พวกเขาอุดมสมบูรณ์และมีประชากรมาก กลัวตายเป็นที่สุด ดังนั้นกองกำลังทหารจึงมักจะไม่มีขวัญกำลังใจแม้แต่ นิดเดียว ตั้งแต่อดีตความจงรักภักดีต่อแคว้นกับความกตัญญูต่อบิดามารดาไม่สามารถคำนึงถึงพร้อมกันได้ ในเมื่อเขาเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ไม่ได้ ก็เป็นสามีที่ดีกับพ่อที่ดีแล้วก กัน”
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะเงียบ
ชาติก่อนมีคนที่มีอุดมการณ์และมีปณิธานแบบนี้สุดท้ายท้อแท้จนยอมแพ้ไปตั้งเท่าไร?
นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ดูเหมือนใต้เท้าคังผู้นี้จะเป็นคนที่มีความสามารถทีเดียว!”
อย่างน้อยก็มองออกว่ายุคที่ระส่ำระสายมาถึงแล้ว จึงเริ่มจัดการชีวิตหลังจากนี้ให้คนในครอบครัว
ไม่เหมือนขุนนางบางคน เห็นชัดเจนมาก ทว่ากลับไม่ยอมออกจากตำแหน่งสักที ไม่สามารถตัดสินใจออกไปได้ สุดท้ายก็ฝังไปพร้อมกับราชวงศ์นี้
คิดถึงเรื่องพวกนี้ นางก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลี่จี้รู้สึกหวาดหวั่นทันที
เขาไม่อยากทำให้พี่สะใภ้ไม่พอใจ พี่ใหญ่รู้แล้ว ยังคิดว่าเขาไม่ทำตามคำสั่งสอนของพี่สะใภ้ และอาจจะสั่งสอนเขาด้วย
หลี่จี้คิดแล้วก็เอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ใต้เท้าคังเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ ตอนที่ข้าส่งนายหญิงคังกับคุณหนูใหญ่ตระกูลคังกลับไป ถึงตอนเย็นแล้ว เดิมทีคิดว่าจะหาโรงเตี๊ยมใกล้ ๆ ค้างสักคืน แต่นายหญิงคังจะให้ข้าค้างคืนที่นั่นให้ได้ ข้าเห็นสถานที่ที่ใต้เท้าคังอยู่ทรุดโทรมมาก ของที่พวกร้านค้าที่อยู่ข้างๆ ขาย ต่างก็ธรรมดามากเช่นกัน จึงพักที่ ตระกูลคัง”
“นายหญิงคังจัดให้ข้าอยู่ห้องข้างที่อยู่ใกล้ลานบ้านของพวกเขา เปิดห้องข้างก็สามารถมองเห็นลานบ้านได้ ปรากฏว่าในลานบ้านของพวกเขามีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง บ่อน้ำนั่นไม่ได้ใช ช้มือตักน้ำ ทว่าใช้เท้าเหยียบลงบนแผ่นเหยียบก็สามารถตักน้ำได้ สาวใช้ที่อายุสิบกว่าขวบก็สามารถตักน้ำได้ ข้าประหลาดใจมาก จึงตั้งใจวิ่งไปดูโดยเฉพาะ สาวใช้คนนั้นบอกว่า า นี่เป็นสิ่งที่ใต้เท้าคังออกแบบ ใต้เท้าคังเคยรับราชการที่กรมโยธา จึงทำของเล่นแบบนี้เป็นเยอะมาก ในห้องหนังสือของใต้เท้าคังยังวางแบบจำลองของเรือสำเภาเอาไว้หลายลำด้วย ทั้งหมดเป็นของที่ใต้เท้าคังทำที่บ้านตอนที่ว่างและเบื่อ”
“ใต้เท้าเจิ้งที่ลาออกพร้อมกับใต้เท้าคัง ยังทำกล้องส่องทางไกลเป็นด้วย ใช้กล้องส่องทางไกลดูโรงน้ำชาตรงปากตรอก สามารถมองเห็นหนวดที่ขึ้นบนไฝตรงมุมปากของเถ้าแก่ได้…”
หน้าผากของเจียงเซี่ยนเต้นตุบๆ
ทำแบบจำลองของเรือสำเภาเป็น…ทำกล้องส่องทางไกลเป็น…
นี่มีความสามารถของหลู่ปันอย่างเห็นได้ชัด!
นางตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดอีกแล้ว จึงเริ่มเดินกลับไปกลับมาในห้อง
ช่างฝีมือในเวลานี้ส่วนใหญ่ไม่เคยเรียนหนังสือ บวกกับสำนักถ่ายทอดวิชาอย่างรักและทะนุถนอม และมักจะต้องกั๊กเอาไว้ส่วนหนึ่ง จนแย่ลงทุกรุ่น ต่อให้มีคนที่ทักษะงานฝีมือเลิศล้ำ หลายคน ก็เพียงแค่อาศัยพรสวรรค์ของตนเองแสวงหามาเช่นกัน เจ้าให้เขาทำง่าย ทว่าให้เขาพูดและใช้ตัวอักษรบันทึกเอาไว้กลับไม่ง่าย
มิน่าเล่าชาติก่อนกองทัพเรือของจ้าวเซี่ยวถึงร้ายกาจขนาดนั้น จนปิดล้อมน่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
คังตวนต้องไปพึ่งพาอาศัยจ้าวเซี่ยวอย่างแน่นอน
ด้วยความรอบคอบของจ้าวเซี่ยว คนอย่างคังตวนจำเป็นต้องเก็บซ่อนความสามารถเก่ง จนชื่อเสียงไม่ชัดเจน
ดังนั้นชาติก่อนนางจึงไม่เคยได้ยินชื่อของคังตวนเลย
เจียงเซี่ยนยืนอยู่หน้าหน้าต่าง พลางมองลานบ้านที่เขียวชอุ่มและเจริญงอกงาม และเกือบจะอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
นี่ตรงกับคำกล่าวที่ว่า ‘ของที่ต้องการอย่างเร่งด่วนเสียแรงไปมากมายหาไม่เจอ ทว่ากลับได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ’ จริงๆ
ชาติก่อนนางอยากรู้มาตลอดว่าพวกเรือสำเภาที่เหมือนพื้นที่ราบของจ้าวเซี่ยวนั้นสร้างขึ้นมาอย่างไร คิดไม่ถึงว่าชาตินี้นางกลับเมืองหลวงตามอำเภอใจ กลับเจอคนที่มีความสามารถโดดเ เด่นของจ้าวเซี่ยว
ชาตินี้ย่อมให้คังตวนตกอยู่ในกำมือของจ้าวเซี่ยวไม่ได้!
นางสั่งหลี่จี้ “เจ้าไปที่ตระกูลคังอีกครั้ง นำของพื้นเมืองไปด้วยเล็กน้อย บอกว่าไปส่งพวกเขา หากใต้เท้าคังถามถึงที่อยู่ของพวกเราอีก เจ้าก็บอกพวกเขาอย่างคลุมเครือแล้วกัน ยัง ต้องให้พวกเขารู้ด้วยว่า พวกเราเข้าเมืองหลวงอย่างลับๆ จึงไม่สะดวกที่จะเปิดเผยร่องรอยจะดีที่สุด”
หลี่จี้ตกใจ และเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ท่าน…ท่านจะทำอะไร?”
เหมือนหากเจียงเซี่ยนไม่บอกให้ชัดเจน เขาก็จะไม่ไป
เจ้าเด็กดื้อ นึกไม่ถึงว่าจะไม่ฟังแม้แต่คำพูดของนาง!
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “เจ้าอยากให้ข้าฟ้องเจ้าต่อหน้าพี่ใหญ่ของเจ้าหรือไม่?”
หลี่จี้บิดไปบิดมา อย่างไรก็ไม่ไป จะให้เจียงเซี่ยนบอกเหตุผลออกมาให้ได้
เจียงเซี่ยนทั้งตลกและโมโห และเอ่ยว่า “ตระกูลคังของพวกเขาฐานะยากจนมาก ข้ายังจะวางแผนอะไรกับเขาอีกอย่างนั้นหรือ?”
ใครจะรู้ว่าหลี่จี้กลับเอ่ยว่า “ก็เพราะตระกูลคังฐานะยากจนมาก พี่สะใภ้ทำแบบนี้ถึงทำให้คนรู้สึกกลัวอย่างไรล่ะขอรับ!”
นี่มันศิษย์คิดล้างครูจริงๆ
เมื่อก่อนหลี่จี้ไม่ฉลาดขนาดนี้!
“แน่นอนว่าอยากเชิญทั้งครอบครัวของใต้เท้าคังไปซานซี!” เจียงเซี่ยนเอ่ย “ใต้เท้าคังทำกังหันน้ำเป็น ใต้เท้าเจิ้งเพื่อนสนิทของใต้เท้าคังทำกล้องดูดาวเป็น คนที่มีความสามารถแบบนี ย่อมต้องเชิญไปซานซี เชิญพวกเขาไปช่วยตระกูลหลี่ทำงาน!”
หลี่จี้ไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลหลี่ต้องเชิญคนแบบนี้ไป และไม่ว่าจะใต้เท้าคังหรือใต้เท้าเจิ้ง ต่างก็เป็นบัณฑิตที่ลาออก ตระกูลหลี่จะสั่งได้อย่างไร?
แต่หากตระกูลคังไปซานซี…หลี่จี้ตื่นเต้นขึ้นมาอีก จึงไม่มีเวลาสนใจว่าในคำพูดของเจียงเซี่ยนมีช่องโหว่มากมายเช่นกัน เขาขานรับอย่างตื่นเต้นดีใจ และวิ่งไปอย่างเร็วมาก
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะมองภาพเงาด้านหลังของเขาและยิ้ม
ตอนเย็นหลี่จี้กลับมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก และเอ่ยกับเจียงเซี่ยนว่า “พี่สะใภ้ ใต้เท้าคังบอกว่า เขาทำเป็นแต่เรือ ทำอย่างอื่นไม่เป็น ไปซานซีก็ไม่สามารถแสดงความสามารถได้อยู่ ดี สู้ไปฝูเจี้ยนดีกว่า ทว่าพรุ่งนี้เขาจะมาเยี่ยมท่าน และขอบคุณท่านด้วยตนเอง ขอบคุณบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิต”
หากคังตวนตัดสินใจไปซานซีโดยอาศัยเพียงคำพูดไม่กี่คำของเด็กหนุ่มที่ยังอายุไม่ถึงยี่สิบปีอย่างหลี่จี้ เจียงเซี่ยนจะต้องสงสัยว่าตนเองหาคนผิดอย่างแน่นอน
นางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจพลางพยักหน้า แล้วสั่งให้ฉิงเค่อเตรียมอาหารโต๊ะหนึ่ง และเอ่ยกับหลี่จี้ว่า “ในบ้านก็ไม่มีผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่เช่นกัน พรุ่งนี้เจ้าก็ต้อนรับใต้เท้าคังแท ทนพี่ชายของเจ้าแล้วกัน”
หลี่จี้กระวนกระวายขึ้นมาทันที “ข้า?! ข้าไม่ไหว…ไม่อย่างนั้นเชิญคุณชายใหญ่มาเถอะ…หากไม่ได้จริงๆ เชิญท่านพี่อาจ้านมาก็ได้!”
เขาก็เรียกเจียงลวี่ว่า ‘คุณชายใหญ่’ ตามคนของตระกูลเจียงเช่นกัน