มู่หนานจือ - บทที่ 451 โกรธ
หลี่เชียนบอกเจียงเซี่ยนแล้วว่าเขาไม่คิดจะยุ่งเรื่องนี้ เจียงเซี่ยนก็ยังเตือนเขาว่านางไม่อยากเห็นตระกูลเกากับตระกูลจงแต่งงานกัน นี่ทำให้หลี่เชียนค่อนข้างประหลาดใจ แต ต่เขารู้ว่า เจียงเซี่ยนไม่มีทางที่จะพูดออกมาแบบนี้อย่างไร้สาเหตุเด็ดขาด จึงอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดครู่หนึ่ง และเอ่ยว่า “เป่าหนิง เจ้าคิดว่าให้พวกลูกน้องเก่าของท่านพ่อปะปนกั นไม่ดีหรือ?”
ไม่ใช่อย่างแน่นอน!
พวกลูกน้องเก่าของหลี่ฉางชิงอยากทำอะไรก็ทำ นางขี้เกียจที่จะยุ่ง!
ทว่านางอยากแน่ใจว่าเทพสงครามในอนาคตอย่างจงเทียนอวี่จะจงรักภักดีต่อหลี่เชียนอย่างหมดหัวใจ เช่นนั้นก็ต้องเป็นขุนนางที่โดดเดี่ยวเหมือนพวกขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ถึงจะรักษาความ มเป็นกลางได้ทุกเรื่อง ไม่ปะปนเข้าไปในการปัดแข้งปัดขากันและกัน แค่ต้องตั้งใจขอตำแหน่งที่มั่นคงและค่าตอบแทนสูงจากฮ่องเต้สักตำแหน่งก็พอแล้ว
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ถึงอย่างไรข้าก็คิดว่าแบบนี้ไม่ดี เวลานี้ตระกูลหลี่กำลังอยู่ในช่วงขยายตัว การเกี่ยวดองเป็นวิธีที่ได้ผลโดยตรงที่สุด ในเมื่อท่า านลุงจงถามความเห็นของเจ้า นั่นก็เพราะอยากจงรักภักดีต่อเจ้า พวกเจ้าไม่คิดจะแต่งคุณหนูจงออกไป กลับหมั้นกับคนกันเอง แบบนี้ต่อไป ลูกน้องเก่าของตระกูลหลี่สนิทสนมกันมาก คนข้างนอก กยิ่งแทรกซึมเข้ามาได้ยาก ความสัมพันธ์ของพวกเขาซับซ้อนจนยากที่จะจัดการได้ เจ้าทำงานก็เกรงว่าจะถูกขัดขวางเช่นกัน มีผลเสียมากมายและไม่มีผลดีแม้แต่นิดเดียว จนข้าดูไม่ออกว่าทั งสองตระกูลแต่งงานกันมีอะไรดี”
เวลานี้หลี่เชียนน่าจะยังไม่ได้คิดไปไกลมากขนาดนั้น แต่นางคิดว่านางควรคิดไปไกลขึ้นหน่อยแทนหลี่เชียน หลี่เชียนฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย และเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าต้อง คิดให้ดี”
ทว่าเจียงเซี่ยนกลับสนใจเรื่องนี้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผ่านไปสองสามวันนางถามหลี่เชียน “พ่อบ้านของตระกูลจงกลับไปแล้วหรือ?”
“กลับไปแล้ว!” หลี่เชียนรู้สึกว่าเจียงเซี่ยนไม่อยากให้ตระกูลเกากับตระกูลจงเกี่ยวดองกันจริงๆ พอคิดถึงสิ่งที่ตนเองทำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะจูบขมับของเจียงเซี่ยนอย่างสนิทสนมม มาก และเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าบอกท่านลุงจงแล้ว การแต่งงานของทั้งสองตระกูลคงจะไม่สำเร็จ แต่ข้าก็รับปากท่านลุงจงเช่นกันว่า ต่อไปเจ้าจะใส่ใจคุณหนูใหญ่จง เรื่องนี้ก็มอบให้เจ้าแล ล้ว”
เจียงเซี่ยนนึกถึงไป๋ซู่ที่ออกเรือนแล้วกับจินย่วนที่กำลังจะออกเรือน ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าใกล้จะกลายเป็นแม่สื่อแล้ว!”
“แม่สื่อดีนะ!” หลี่เชียนหยอกนางเล่น “แม่สื่อมีรองเท้าใส่!”
ตามประเพณี หากการแต่งงานสำเร็จแล้ว ตระกูลที่คุยเรื่องแต่งงานต้องมอบรองเท้าให้แม่สื่อ เพื่อขอบคุณแม่สื่อที่วิ่งเต้นทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้
เจียงเซี่ยนเม้มปากยิ้ม
หลี่เชียนหอมแก้มนางอีกครั้ง แล้วถึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าไปหาใต้เท้าซย่าแล้ว หากเจ้าอยู่บ้านเบื่อๆ ก็เชิญนักเล่านิทานหญิงเข้ามาเล่านิทาน อย่านอนอ่านนิยายของเสี่ยวเซิงอะไร นั่นอยู่บนเตียงทั้งวัน นั่นเป็นสิ่งที่แต่งขึ้นมามั่วๆ ทั้งนั้น”
มีครั้งหนึ่งหลี่เชียนพลิกไปสองสามหน้า ก็เบิกตาโตทันที เหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“รู้แล้ว!” เจียงเซี่ยนส่งหลี่เชียนออกไปข้างนอก
หนานซือออกเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว ไช่ซวงยังไม่มารับตำแหน่ง แต่พวกซย่าเจ๋อกลับผลัดกันเป็นเจ้าภาพ จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้หลี่เชียน จนหลี่เชียนต้องวิ่งเต้นอยู่ในงานเลี้ยงพ พวกนี้ทุกวัน ฮูหยินของซย่าเจ๋อถึงกับอ้างว่าดอกชาภูเขาในบ้านบานแล้ว และเชิญเจียงเซี่ยนไปชมดอกไม้ที่ศาลาว่าการด้านหลังศาลาว่าการผู้ว่าราชการมณฑลวันที่สองเดือนหน้า
นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจียงเซี่ยนปรากฎตัวต่อหน้าสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงของขุนนางซีอานเช่นกัน หลายวันนี้นางกำลังเตรียมเสื้อผ้ากับเครื่องประดับใหม่ เพื่อเตรียมไปร่วมงาน นเลี้ยง
ไป่เจี๋ยเข้ามารายงานว่า “ฮูหยิน ฮูหยินของหวังฉวินผู้ช่วยกองบัญชาการกำลังสำรองมาเยี่ยมเจ้าค่ะ!”
เจียงเซี่ยนแปลกใจเล็กน้อย
นี่ยังเป็นฮูหยินของผู้ใต้บังคับบัญชาของหลี่เชียนคนแรกที่มาเยี่ยมนาง
เจียงเซี่ยนถามไป่เจี๋ย “ฮูหยินหวังผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร?”
หลี่เชียนแอบลงแรงไปมาก ไม่เพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง แม้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกซย่าเจ๋อกับหวังเฉิง เขาก็รู้หมดแล้ว และยังให้เจียงเซี่ยนชุดหนึ่งด้วย
เพียงแต่หลายวันนี้เจียงเซี่ยนยุ่งอยู่กับเสื้อผ้าและเครื่องประดับใหม่ จึงยังไม่ได้อ่านอย่างละเอียด
เวลานี้มีคนมาเยี่ยมนาง นางก็ต้องถามไป่เจี๋ยที่เก็บรักษาและดูแลหนังสือพวกนี้เช่นกัน
ไป่เจี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ใต้เท้าหวังผู้นี้เป็นลูกชายคนโตของหวังหลู่อดีตแม่ทัพซานตง มาจากการสอบเข้ารับราชการทหาร ส่วนฮูหยินแซ่หลิ่ว บิดาเคยเป็นเจ้าเมืองรื่อจ้าว เวลาน นี้มีลูกชายสามคนลูกสาวหนึ่งคน ค่อนข้างมีชื่อเสียงดี และไปมาหาสู่กับฮูหยินซย่าและฮูหยินหวังอย่างสนิทสนม”
มิน่าเล่าถึงกล้ามาเยี่ยมนางเป็นคนแรก
แสดงว่าสองคนนี้ค่อนข้างมั่นใจในฐานะของตนเอง
เจียงเซี่ยนคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็เชิญคนไปดื่มชาที่ห้องอุ่นเถอะ!”
ไป่เจี๋ยขานรับและจากไป
ส่วนเจียงเซี่ยนก็ให้อิ้นไฉ่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า และไปที่ห้องอุ่น
ฮูหยินหวังอายุประมาณสามสิบปี หน้าเหลี่ยม คิ้วเรียว แลดูอ่อนโยนและสงบนิ่ง ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกชอบ
นางคารวะเจียงเซี่ยนด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลางขอให้เจียงเซี่ยนอย่าตำหนินางที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ และเอ่ยว่า “ได้ยินว่าท่านหญิงมาถึงซีอานแล้ว หลายวันก่อนท่านพ่อตั้งใจเ เขียนจดหมายมาโดยเฉพาะ ให้ข้ากับท่านพี่รีบมาเยี่ยมใต้เท้าหลี่กับท่านหญิง บอกว่าตอนเขาหนุ่มๆ เคยอยู่ที่ค่ายทหารภูเขาตะวันตกกับบิดาของท่าน ตอนหลังบิดาของท่านเสียชีวิต ท่าน พ่อก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปซานตง หลังจากนั้นจึงไม่มีข่าวเลย…”
เจียงเซี่ยนตกใจ
ความสัมพันธ์นี้ลากไกลไปหน่อย
แม้แต่บิดาที่เสียชีวิตของนางยังดึงออกมา
ต้องรู้ว่า บิดาของนางอยู่ในค่ายทหารภูเขาตะวันตกห้าปี แต่กลับมีช่วงเวลาที่ไปเข้าเวรที่ค่ายทหารภูเขาตะวันตกน้อยมาก ส่วนที่เรียกว่าเพื่อนขุนนาง ก็เป็นเพียงคนอื่นที่เคยได้ย ยินเรื่องบิดาของนาง ทว่าบิดาของนางไม่รู้จักเท่านั้น…นี่เป็นสิ่งที่นางรู้หลังจากเป็นไทเฮาในชาติก่อน
เห็นได้ชัดว่า คนของตระกูลหวังคิดว่านางไม่รู้
นางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจทันที
แต่ฮูหยินหวังผู้นี้ดันไม่รู้ และยังพูดจามั่วซั่วอยู่ตรงนั้น
ดีที่นางโชคดี ตอนที่เจียงเซี่ยนใกล้จะทนไม่ไหว ฉิงเค่อก็เข้ามากระซิบข้างหูนางว่า “ท่านหญิง คุณหนูใหญ่ลู่ฝากให้คนส่งจดหมายมาให้ท่านด่วนเจ้าค่ะ”
เจียงเซี่ยนอึ้งไป และเอ่ยว่า “คุณหนูใหญ่ตระกูลลู่? บุตรสาวของใต้เท้าลู่อาจารย์ไท่หยวนหรือ?”
“เจ้าค่ะ!” ฉิงเค่อเอ่ย
เจียงเซี่ยนอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อย
ตระกูลลู่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่จดหมายด่วนต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสถานีส่งสารของกรมกลาโหม ไม่ใช่คนธรรมดาสามารถเข้าทางนี้ได้ ตระกูลลู่ยากจนมาก ไม่นึกเลยว่าจะยอมจ่ายเงินนี้
“เอามาให้ข้าดู!” เจียงเซี่ยนแสดงความร้อนใจออกมาโดยที่ตัวนางไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ
ฉิงเค่อรีบไปหยิบจดหมายมาอย่างแผ่วเบา
เจียงเซี่ยนก็ขี้เกียจที่จะสนใจฮูหยินหวังแล้วเช่นกัน จึงเปิดจดหมายและอ่านรวดเดียวสิบบรรทัด
พอนางอ่าน ก็แทบจะโกรธสุดขีด
เจียงเซี่ยนให้คนส่งฮูหยินหวังออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าโกรธจัด “สิ่งที่ฮูหยินเอ่ย ข้ารู้หมดแล้ว ในเมื่อมาซีอานแล้ว ทั้งสองตระกูลก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปหามาสู่กันบ่อยๆ วันนี ข้ามีธุระ จึงไม่รั้งฮูหยินให้อยู่รับประทานอาหารแล้ว วันหลังพวกเราค่อยรวมตัวกัน”
ไล่ฮูหยินหวังออกไปข้างนอก
แล้วก็ตบจดหมายฉบับนั้นลงบนโต๊ะอุ่น “เกาเมี่ยวหรงไม่พอใจที่ใช้ชีวิตสุขสบายเกินไป จนไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครแล้วกระมัง? ถึงได้กล้าทำทุกอย่าง! ก็ไม่ลองส่องกระจกเช่นกันว่าตนเอง งมีคุณสมบัตินั้นหรือไม่!”
ฉิงเค่อรับใช้ข้างกายเจียงเซี่ยนมาสิบกว่าปี เป็นครั้งแรกที่เห็นเจียงเซี่ยนโกรธขนาดนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีหน้าของนางแย่มาก ดวงตาคู่ที่อ่อนโยนและมักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มในยามปกติ เวลานี้ทอประกายแสงอันเย็นยะเยือกเหมือนดวงดาวในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ ตอนที่มองคนไม่มีอุ ณหภูมิแม้แต่นิดเดียว ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวมาก จนไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเข้าไปตอบ จึงยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ เป็นเต่าหดหัวกับไป่เจี๋ย
เจียงเซี่ยนสั่งฉิงเค่อ “เตรียมกระดาษกับหมึกให้ข้า ข้าจะเขียนจดหมายหาเฉิงเอินกง”