มู่หนานจือ - บทที่ 402 หยุดพัก
ก็หมายความว่า หากตระกูลคังได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว คังตวนจะลาออกไม่ทำแล้ว
แต่สังคมแบบนี้ ต่อให้เจ้าเป็นขุนนางเล็กๆ ก็ปกป้องความปลอดภัยของทั้งครอบครัวไม่ได้อยู่ดี นับประสาอะไรกับขุนนางเล็กๆ ที่ลาออกแล้ว? เวลานี้นายหญิงคังก็ยากจนมาก คังตวนอยาก กลาออกไม่ทำแล้ว เกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดก่อนหน้านี้แล้ว
เจียงเซี่ยนสามารถช่วยคนได้ชั่วขณะไม่สามารถช่วยคนได้ตลอดชีวิต แม้นางจะรู้สึกว่าการตัดสินใจของคังตวนไม่ค่อยเหมาะสม ทว่าก็ไม่มีที่เหลือให้สอดปากเช่นกัน
นางพยักหน้าเล็กน้อย และเอ่ยว่า “แม่กับน้องชายและน้องสาวของเจ้ายังไม่ได้กินอาหารเช้าใช่หรือไม่? คนของตระกูลหวังยังหาพวกเจ้าอยู่ เจ้าของโรงเตี๊ยมก็เป็นสายลับของพวกเขา จึ งจำเป็นต้องรบกวนให้แม่ของเจ้ากับพวกน้องชายและน้องสาวของเจ้ายังหลบอยู่ในรถม้าเหมือนเดิม เดี๋ยวข้าจะให้ชีกูส่งซาลาเปากับหมั่นโถวไปให้พวกเจ้าแก้หิวสักหน่อย เรื่องอื่นไว้พ พวกเราไปจากชางผิงแล้วค่อยว่ากัน”
คุณหนูใหญ่ตระกูลคังซาบซึ้งใจมาก นางย่อตัวคารวะ และถอยออกไป โดยชีกูเป็นคนส่ง
เจียงเซี่ยนเรียกอวิ๋นหลินมา และสั่งเขา “หลายวันนี้ทุกคนรีบเดินทางต่างก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว วันนี้พักที่นี่หนึ่งวัน พรุ่งนี้ออกเดินทาง”
ช่วงนี้ทุกคนรีบเดินทาง จนล้วนเหนื่อยเล็กน้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าจะถึงเมืองหลวงแล้ว จึงให้ทุกคนพักผ่อนและปรับปรุงกำลังหนึ่งวัน พักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ตอนที่เจอคนของตระกูลเจีย ยงกับไทฮองไทเฮาก็จะไม่ถึงกับอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขนาดนั้น จนทำให้คนที่เป็นห่วงนางกังวล
ยิ่งกว่านั้นก่อนที่นางจะมาได้ให้คนนำจดหมายไปให้เจียงเจิ้นหยวนแล้ว เพียงแค่ให้เขาช่วยปิดบังในวัง อยากทำให้ไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยประหลาดใจ ตามหลัก ตระกูลเจียงน่าจะส ส่งมารับพวกนาง คำนวณวันเวลา สองวันนี้ก็ได้เจอแล้ว
บังเอิญเจอเรื่องของตระกูลคังพอดี ถึงเวลานั้นให้ตระกูลเจียงช่วยจัดการไปด้วยก็ได้
แต่สิ่งที่ทำให้เจียงเซี่ยนคิดไม่ถึงคือ นางไม่อยากก่อเรื่อง ทว่าตระกูลหวังกลับไม่กลัวที่จะก่อเรื่อง
รับประทานอาหารเช้าแล้ว พ่อบ้านของตระกูลหวังกลับพาคนรับใช้มาเริ่มค้นโรงเตี๊ยม
เจียงเซี่ยนยิ้มเยาะ และสั่งอวิ๋นหลิน “หากใครกล้าเข้าใกล้ ตีให้ตายได้เลย หากตีตายหรือตีพิการ ข้ารับผิดชอบเอง”
พ่อบ้านกับคนรับใช้แบบนี้ ปกติไม่รู้ว่าเคยรังแกชาวบ้านธรรมดามาตั้งเท่าไร วันนี้นางก็จะใช้อำนาจและอิทธิพลรังแกคนสักครั้ง ทำให้พวกเขาลิ้มลองรสชาติของการไม่มีช่องทางร้องเรีย ยนเช่นกัน
อวิ๋นหลินลังเลชั่วครู่ และขานรับด้วยเสียงนอบน้อมว่า “ขอรับ”
เจียงเซี่ยนอารมณ์ไม่ดี จึงย่อมจงใจจับผิด พอเห็นสถานการณ์ก็ถามอวิ๋นหลินอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าลังเลอะไร? กลัวข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรือกลัวก่อเรื่องให้ท่านแม่ทัพของพวกเจ้า?”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างขอรับ!” อวิ๋นหลินรีบเอ่ย “ก่อนหน้านี้ท่านหญิงไม่อยากเปิดเผยร่องรอยมาตลอด ดังนั้นข้าจึงกลัว…”
“ไม่เป็นไร!” เจียงเซี่ยนเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “บนโลกนี้มีคนกับเรื่องที่สามารถจัดการข้าได้ไม่มากนัก แต่ตระกูลหานของพวกเขาต้องไม่ใช่หนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน และตระกูลหวัง งเพียงแค่ผูกสัมพันธ์กับตระกูลหูเท่านั้น เสียหน้ามากขนาดนี้ คนที่ประจบประแจงเองอย่างเขา ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะมีหน้าขอให้ตระกูลหานออกหน้าช่วยหรือไม่ เรื่องอื้อฉาว ที่ตบหน้าแบบนี้ พวกเขาจะต้องพยายามปิดบังอย่างสุดกำลังอย่างแน่นอน ต่อให้พวกเขาอยากขอให้ตระกูลหานช่วย กว่าเขาจะไปพบคนของตระกูลหู แล้วค่อยบอกตระกูลหาน เวลานั้นพวกเราก ก็คงจะกลับซานซีไปตั้งนานแล้ว ยิ่งกว่านั้น” เอ่ยถึงตรงนี้ นางก็เม้มปากยิ้ม และเอ่ยว่า “ข้ากลับเมืองหลวงอย่างไม่กลัวระยะทางแสนไกลแบบนี้ หากไม่ให้พวกอ๋องเจี่ยน วังจี่เต้า า และสยงจวิ้นหรงรู้ร่องรอยของข้า จะไม่เสียน้ำใจของข้าอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นหลินไม่เข้าใจ
เจียงเซี่ยนเอ่ยว่า “หากเจ้าเข้าใจก็ครุ่นคิดส่วนที่เข้าใจเถอะ! ส่วนที่ไม่เข้าใจ ตั้งใจทำตามก็พอแล้ว”
อวิ๋นหลินขานรับ
ทว่าหลี่จี่ที่ได้ข่าวกลับอยากลองทำดู จึงวิ่งมาหาเจียงเซี่ยน และถามว่า “พี่สะใภ้ ตระกูลคังนั่นมีความเป็นมาอย่างไร? นึกไม่ถึงว่าจะทำให้พี่สะใภ้หยุดพักที่ชางผิงวันหนึ่งเพื อพวกนาง…”
เจียงเซี่ยนเห็นเขาแลดูดีอกดีใจ ก็นึกถึงที่เขาจ้องคุณหนูใหญ่ตระกูลคังอย่างเสียมารยาท แล้วก็อดไม่ได้ที่จะแอบขำในใจ แต่กลับไม่แสดงออกมาทางสีหน้าแม้แต่นิดเดียว โดยเอ่ยอย ย่างจริงจังว่า “ตระกูลคังเป็นเพียงตระกูลบัณฑิตธรรมดา ที่ท้องถิ่นถือได้ว่ามีทรัพย์สินเล็กน้อย แต่ในมุมมองของข้าก็เป็นเพียงคหบดีในชนบทเล็กๆ ข้าช่วยครอบครัวของพวกนาง ก็ เพียงแค่สงสารที่ผู้หญิงกับเด็กอย่างพวกนางถูกคนรังแก จึงถือโอกาสช่วย โดยไม่ได้คิดอะไร แล้วที่หยุดพักที่นี่หนึ่งวัน ก็เพื่อรอคนของตระกูลเจียงมารับพวกเรา ส่วนตระกูลคัง งนั้น ข้าสั่งอวิ๋นหลินแล้ว ไว้รับประทานอาหารเช้าแล้วก็ส่งพวกนางไป…”
พอหลี่จี้ได้ยินก็ร้อนใจทันที
“พี่สะใภ้!” เขาเอ่ยแทรกเจียงเซี่ยนอย่างไม่มีมารยาทเล็กน้อย “หากพวกเราไม่สนใจพวกนางตอนนี้ พวกนางต้องหนีไม่พ้นเงื้อมมือของตระกูลหวังอย่างแน่นอน เช่นนั้นก็ให้ตระกูลหวังจั บคนไปตั้งแต่เมื่อคืนดีกว่า จะได้ไม่ให้ความหวังแก่แม่ลูกสกุลคังและผลักคนเข้าสู่ขุมนรก จนทำให้คนรู้สึกว่าพวกเราแสร้งทำเป็นจิตใจเมตตาอย่างไร้สาเหตุ”
แม้แต่คำพูดอย่างแสร้งทำเป็นจิตใจเมตตาก็ใช้แล้ว
เจียงเซี่ยนฝืนกลั้นยิ้ม และเอ่ยอย่างให้เกียรติว่า “เช่นนั้นตามความคิดของเจ้า พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?”
หลี่จี้มีแผนการหนึ่งอยู่ในใจ ทว่าก็กลัวว่าเจียงเซี่ยนจะไม่เห็นด้วย จึงพูดจาอย่างขาดความมั่นใจเล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยพึมพำว่า “พี่สะใภ้ ไม่อย่างนั้น…ไม่อย่างนั้นท่าน นให้พี่อวิ๋นหลินกับข้าคุ้มครองแม่ลูกสกุลคังแอบออกจากชางผิงด้วยกัน ไว้แม่ลูกสกุลคังไปไกลแล้ว พวกเราค่อยกลับมา”
“ความคิดนี้ไม่เลว!” เจียงเซี่ยนแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง และเอ่ยว่า “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ฝากเจ้ากับอวิ๋นหลินแล้ว!”
เจียงเซี่ยนไม่ถือสาที่จะเล่นพวกเกมที่ไม่เป็นอันตรายต่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพื่อนหลี่จี้ ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนหลี่จี้
หากหลี่จี้สามารถส่งแม่ลูกสกุลคังออกจากเมืองกับอวิ๋นหลินได้ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน
หลี่จี้เห็นนางเห็นด้วย ก็ดีใจจนออกนอกหน้าทันที และลุกขึ้นยืนจะไปบอกแม่ลูกสกุลคัง แต่เวลานี้เสียงอึกทึกครึกโครมกลับดังมาจากนอกประตู
เจียงเซี่ยนรู้ว่าคนของตระกูลหวังใกล้จะค้นมาถึงที่นี่แล้ว นางไม่ใส่ใจ และยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง
ทว่าหลี่จี้กลับกระวนกระวายเล็กน้อย
เขาคิดได้ว่าเจียงเซี่ยนเข้าเมืองหลวงมาอย่างลับๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างลนลานนิดหน่อยว่า “พี่สะใภ้ ข้าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านหลบอยู่ในห้องไม่ต้องออกมา อย่างมากข้ ากับพี่อวิ๋นหลินก็แค่คิดหาทางคุ้มครองท่านออกจากเมือง”
ยังถือว่าเด็กคนนี้จิตใจเมตตาอยู่บ้าง
เจียงเซี่ยนจึงฉวยโอกาสสอนเขา “ยิ่งเจอช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งลนลานไม่ได้ ลองคิดข้อได้เปรียบกับข้อเสียเปรียบของพวกเรากับฝ่ายตรงข้ามให้ดี สุดท้ายถึงจะตัดสินใจว่าต้องหนีไปหรือไม่ ”
ความเฉยเมยของนางส่งผลต่อหลี่จี้
ไม่นานหลี่จี้ก็สงบสติอารมณ์ได้ และคิดแล้วเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ ตอนที่ท่านออกมาพาองครักษ์มาด้วยไม่ใช่หรือ? พวกเราต้องสู้ชนะพวกเขาได้อย่างแน่นอน แค่กลัวว่าจะรบกวนคนอื่น ไม่อ อย่างนั้นท่านทิ้งองครักษ์ไว้ให้ข้าสักสองสามคน ข้าจะถ่วงคนของตระกูลหวังไว้ที่นี่ ท่านรีบไปรีบกลับ ถึงเวลานั้นพวกเราหนีไปแล้ว พวกเขายังกล้ามาหาถึงที่อย่างนั้นหรือ?”
เจียงเซี่ยนได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มพลางพยักหน้า และเอ่ยว่า “ความคิดของเจ้าดีมาก!”
ทว่าเสียงพูดของนางยังไม่ทันจางหาย เสียงตวาดของอวิ๋นหลินก็ดังมาจากข้างนอก “อธิบายเหตุผลกับพวกเจ้า พวกเจ้าไม่เข้าใจใช่หรือไม่! เช่นนั้นก็เจอฝีมือที่แท้จริงด้วยกำปั้นแล้ว วกัน!” พูดอยู่ เสียงทะเลาะวิวาทก็ดังมาจากข้างนอก
หลี่จี้ยังนั่งนิ่งได้ที่ไหนกัน เขาเปิดประตูและพุ่งออกไป และถึงจะเป็นเวลานี้ เขาก็ยังช่วยปิดประตูให้เจียงเซี่ยนอย่างดี
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และพอใจหลี่จี้มากขึ้น
นางไม่ได้ออกจากห้องแม้แต่นิดเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ
แน่นอนว่าผลลัพธ์ไม่ต้องบอกก็รู้ได้
ถึงแม้ตระกูลหวังจะไม่มีคนที่ถูกตีตาย ทว่าหากไม่ถูกตีจนบาดเจ็บก็ตีพิการแล้ว ทั้งลานเต็มไปด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวด
เจ้าของโรงเตี๊ยมรู้ว่าเจอคนที่จัดการยากแล้ว ด้านหนึ่งจึงให้คนไปแจ้งข่าวกับตระกูลหวัง อีกด้านหนึ่งก็วิงวอนพวกอวิ๋นหลินกับหลี่จี้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเสียงทุ้มต่ำและ เศร้าโศก