มู่หนานจือ - บทที่ 408 จุดประสงค์ที่มา
ไป๋ซู่มักจะรู้สึกว่าเจียงเซี่ยนอยู่ที่เมืองหลวงอันตรายมาก เวลานี้ฮูหยินฝางเห็นด้วยที่จะเชิญไทฮองไทเฮาไปพักที่ภูเขาวั่นโซ่วชั่วคราวแล้ว และให้เจียงเซี่ยนกับไทฮองไทเฮาไ ไปพบกันระหว่างทางน้ำที่ไปภูเขาวั่นโซ่ว นางก็ไม่พูดอะไรอีกแล้วเช่นกัน จึงปรึกษาฮูหยินฝาง “ท่านว่าข้ายื่นสาส์นตอนนี้ และเข้าวังพรุ่งนี้เป็นอย่างไร?”
ฮูหยินฝางมีเรื่องบางเรื่องอยากคุยกับเจียงเซี่ยนตามลำพังพอดี จึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็รบกวนจ่างจูแล้ว!”
“ไม่รบกวน ไม่รบกวน” ไป๋ซู่ยิ้มตาหยีพลางเอ่ย และเรียกฉิงเค่อมา ทั้งสองคนไปเขียนสาส์นให้วังฉือหนิงที่ห้องหนังสือ
ฮูหยินฝางถึงเอ่ยว่า “ลูกเขยอยากให้เจ้ามางานอะไรให้เขา?”
เจียงเซี่ยนคิดว่าต้องแก้ไขให้หลี่เชียนก่อนถึงจะถูก จึงเอ่ยว่า “หลี่เชียนไม่รู้ว่าข้ามา ข้าอยากหางานให้เขาสักงานเอง”
ฮูหยินฝางตกใจมากจนหน้าถอดสี และเอ่ยอย่างจริงจังและระมัดระวังว่า “เจียหนาน เจ้าตัดสินใจให้ลูกเขยโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากเขาได้อย่างไร พวกเจ้าเพิ่งจะแต่งงานกัน เรื่องสอง เรื่องยังดี นานๆ ไป ระหว่างสามีภรรยาจะต้องมีความขัดแย้งอย่างแน่นอน...”
เจียงเซี่ยนเอ่ยแทรกฮูหยินฝางว่า “ข้าก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ไปตลอด และเขาก็ไม่มีทางที่จะยืนหยัดในวงการราชการได้เพราะข้าเช่นกัน ตอนนี้ตระกูลหลี่ก็ถือว่ามีกิจการของตระกูล ลเล็กน้อย ซานซี ซ้ายมีกองบัญชาการต้าถง ขวามีกองบัญชาการอวี๋หลิน ตรงกลางยังมีกองบัญชาการไท่หยวนแทรกอยู่ กองบัญชาการซานซีแทบจะมองข้ามได้เลย แต่นี่ก็เป็นความประสงค์ของเฉาไทเ เฮา คนทั้งตระกูลหลี่เบียดกันอยู่ที่นั่น เมื่อไรจะลืมตาอ้าปากได้?”
ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน
ตั้งแต่สมัยอิงจง ฐานที่มั่นแต่ละที่ก็แบ่งเป็นที่แน่นอนแล้ว นอกเสียจากว่ามีตระกูลไหนแพ้สงคราม ไม่อย่างนั้นแต่ละคนต่างมีเขตอิทธิพลของตนเอง อย่างตระกูลเจียง…ก็ควบคุมกอง งกำลังรักษาพระนครและพวกต้าถง เมืองเซวียน เมืองจี้ และฐานที่มั่นเทียนจินที่อยู่ใกล้กองกำลังรักษาพระนคร หากเจียงเซี่ยนอยากหางานสักงานให้หลี่เชียนในนี้ เช่นนั้นสถานที่ เหล่านี้ก็ต้องเจียดที่ให้หลี่เชียน แต่ขุนนางที่ถูกย้ายไปเป็นกำลังคนของตระกูลเจียง ตระกูลเจียงเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ไม่อาจให้คนเสียสละโดยไม่ให้ผลปร ระโยชน์แก่คนได้ นานๆ ไป ใครจะยอมเชื่อฟังแต่คำสั่งเจ้า ใครยังจะยอมซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเจ้า ดังนั้นสุดท้ายคนที่รับศึกหนักก็ยังเป็นตระกูลเจียง
ทว่าในเมื่อเจียงเซี่ยนมาหาตำแหน่งขุนนางให้หลี่เชียนด้วยตนเอง ก็ไม่มีทางที่จะเป็นตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยเล็กๆ อย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็เป็นตำแหน่งผู้บัญชาการ
ปกติตำแหน่งผู้บัญชาการล้วนเป็นระดับสาม
ตำแหน่งขุนนางแบบนี้มีจำกัด
เจียดออกมาตำแหน่งหนึ่ง เจียงเซี่ยนจะไปหาอีกตำแหน่งชดเชยให้คนอื่นจากที่ไหน?
ฮูหยินฝางก็กระวนกระวายใจขึ้นมาทันที จึงไม่มีเวลาสนใจอะไรแล้วเช่นกัน และรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าหมายตาตำแหน่งไหน?”
เจียงเซี่ยนเอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า “ผู้บัญชาการกองบัญชาการส่านซีหรือผู้บัญชาการกองบัญชาการกำลังสำรองส่านซี” นางกำลังพูดอยู่ พอเห็นหน้าของฮูหยินฝางยังคงตึงเครียดไม่ผ่อนคลายลง เหมือนตกใจกับคำพูดของนาง และยังไม่ได้สติกลับมา นางเดาว่าฮูหยินฝางกลัวนางอยากได้ตำแหน่งในเขตอิทธิพลของตระกูลเจียง จึงตั้งใจฟังมากขึ้นทันที และยิ้มพลางเอ่ยต่อว่า “แน่น นอนว่า หากไม่ได้ แม่ทัพส่านซีก็ได้เหมือนกัน!”
“ส่านซี?!” ฮูหยินฝางคิดว่าตนเองฟังผิดไปแล้วจริงๆ “เจ้าจะให้ลูกเขยไปส่านซี? แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าก็จะตามไปส่านซีด้วยหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าส่านซีลำบากแค่ไหน? ซานซีก็ทำให้ไทฮอ องไทเฮาไม่ชอบแล้ว บอกว่าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว จะย้ายลูกเขยมาเมืองหลวง แล้วเจ้ายังจะไปส่านซี? อย่าว่าแต่ไทฮองไทเฮาเลย แม้แต่ข้าก็ไม่เห็นด้วย” นางเอ่ยจบ ก็กลัวว่าจะห้ามเจียง เซี่ยนไม่ได้ จึงเอ่ยอีกว่า “ต่อให้ลุงของเจ้ารู้ ก็จะไม่เห็นด้วยเหมือนกัน!”
เจียงเซี่ยนคิดว่าต่อให้นางโน้มน้าวฮูหยินฝางได้ ก็ยังต้องโน้มน้าวท่านลุงใหญ่อีกอยู่ดี ถึงจะทำให้คนของตระกูลเจียงสนับสนุนสิ่งที่นางทำได้ เช่นนั้นทำไมจะต้องคุยกับฮูหยิน ฝางไปมาอีก สุดท้ายก็อาจจะไม่สามารถโน้มน้าวฮูหยินฝางได้อยู่ดี นางจึงไม่อธิบายกับฮูหยินฝางอย่างละเอียดแล้วเช่นกัน และเอ่ยด้วยรอยยิ้มทันทีว่า “อย่างไรข้าก็ไม่อาจหางานที่ต้ าถงหรือเมืองเซวียนให้หลี่เชียนได้กระมัง?”
ฮูหยินฝางพูดอะไรไม่ออก ทว่าไม่นานก็นึกได้ว่าหม่าเซี่ยงหย่วนแม่ทัพเมืองเซวียนไม่ใช่กำลังคนของตนเอง จึงรีบเอ่ยว่า “ทำไมจะไม่ได้? ยังมีแม่ทัพเมืองเซวียนไม่ใช่หรือ?”
เจียงเซี่ยนจำเป็นต้องเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นั่นก็ต้องให้ฝ่าบาทเห็นชอบด้วยกระมัง?”
การป้องกันที่จ้าวอี้มีต่อตระกูลเจียงนั้น ชัดเจนมากจนเป็นที่รู้กันแล้ว
ทีนี้ฮูหยินฝางหมดคำพูดแล้ว
เจียงเซี่ยนจึงปลอบนาง “เรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องปรึกษากับท่านลุง หากท่านลุงคิดว่าไม่ดี พวกเราค่อยเปลี่ยนสถานที่ก็ได้ สรุปว่า…ไว้ค่อยตัดสินใจหลังจากพบท่านลุง ง”
ฮูหยินฝางรู้สึกว่าคำพูดของเจียงเซี่ยนมีเหตุผล นางจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเช่นกัน และเอ่ยว่า “ลุงของเจ้าบอกแล้วว่า รับประทานอาหารเที่ยงแล้วจะรีบมา” และอธิบายกับนางอีกว่า “อ อาหารเที่ยงเป็นงานเลี้ยงของใต้เท้าหลี่เสนาบดีกรมกลาโหม เหมือนจะมีเรื่องอะไรปรึกษาลุงของเจ้า จึงไม่อาจบอกปัดได้”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ธุระสำคัญ เรื่องของหลี่เชียนก็ไม่ง่ายเช่นกัน”
ฮูหยินฝางถึงจะโล่งใจอย่างถึงที่สุด แล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า “เจ้ารู้ก็ดี”
ก่อนที่จะเจอท่านลุงใหญ่ ท่าทีของตระกูลเจียงก็ไม่สามารถยืนยันได้ เจียงเซี่ยนพูดมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี นางจึงไม่อยากเอ่ยเรื่องนี้ต่อ ประจวบเหมาะกับสาส์นของไป๋ซู่ ก็เขียนเสร็จแล้วพอดีเช่นกัน จึงส่งองครักษ์ของตนเองคุ้มกันสาวใช้ประจำตัวของตนเองรีบกลับเมืองหลวง ส่วนเจียงเซี่ยนก็เดินเล่นรอบบ้านหลังนี้เป็นเพื่อนฮูหยินฝางกับไป๋ซู่อีกรอ อบ
ทำแบบนี้ซ้ำไปพักหนึ่ง ก็ถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยงแล้ว
หลี่จี้ที่ไปส่งแม่ลูกสกุลคังย้อนกลับมาจากในเมืองแล้ว
เจียงเซี่ยนเรียกหลี่จี้มาพบฮูหยินฝางกับไป๋ซู่
ทั้งสองคนต่างมอบของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรกให้หลี่จี้ และเอ่ยคำชมเล็กน้อย
หลี่จี้ยิ้มอย่างเขินอาย และมองเจียงเซี่ยนอย่างอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูด
เจียงเซี่ยส่งสายตาให้เขา ส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไป
ความกังวลฉายวาบผ่านไปบนหน้าของหลี่จี้อย่างเบาบาง เขาคารวะอย่างนอบน้อม และถอยออกไป
ฮูหยินฝางก็ถามถึงเรื่องแต่งงานของหลี่จี้
“ยังไม่ได้หมั้น” เจียงเซี่ยนยิ้ม และนึกถึงเรื่องแต่งงานของจินย่วนกับเติ้งเฉิงลู่ จึงหยอกฮูหยินฝางเล่น “ท่านป้าช่วยดูแลสักหน่อยดีกว่า”
“เรื่องนั้นต้องช่วยเจ้าดูแลอย่างแน่นอน” ใครจะรู้ว่าฮูหยินฝางกลับเอ่ยอย่างไม่เกรงใจแม้แต่นิดเดียว “แม่แท้ๆ ของเขาเป็นสาวใช้ของแม่แท้ๆ ของลูกเขย ต่อไปก็เป็นครอบครัวเดียวก กัน ผู้ช่วยที่มีความสามารถของลูกเขย หากเขาได้แต่งงานกับคู่ครองที่ดีหน่อย ก็ได้ช่วยเจ้าเล็กน้อยจากข้างๆ ด้วย ยังต้องดูด้วยตนเองให้ดีจริงๆ”
เจียงเซี่ยนทำเสียงจุ๊ปาก และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านป้าเป็นแม่สื่อจนติดใจแล้ว!”
“แล้วนี่ข้าทำเพื่อใครกัน?” ฮูหยินฝางเห็นนางยังทำตัวเหมือนเด็ก ทั้งตลกและน่าโมโห จึงยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของเจียงเซี่ยนอย่างแรงหนึ่งที
คนรับใช้ในห้องต่างยิ้มออกมา
ฉิงเค่อตั้งอาหารกลางวันที่โถงบุปผา
ทั้งสามคนนั่งลงโดยแยกตามความสูงต่ำของฐานะ และรับประทานอาหารกลางวันอย่างสงบ
เจียงลวี่มาแล้ว
เขาร้องเรียกมาแต่ไกล “คนครัวทำอะไรบ้าง? ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย? ขี่ม้าเกือบหนึ่งชั่วยาม ร่างกำลังจะแยกออกจากกันแล้ว!”
เจียงลวี่ไม่ชอบการขี่ม้าหรือ?
ใครจะเชื่อ?
ทุกคนต่างป้องปากยิ้มออกมา
อาหารมื้อหนึ่งกินอย่างตื่นตระหนกจนวุ่นวายสุดๆ เสียงพูดและหัวเราะอย่างมีความสุขไม่ขาดสาย
ฮูหยินฝางอดไม่ได้ที่จะตวาดด่าเจียงลวี่ “คนบอกว่าเวลากินข้าวกับเวลานอนห้ามพูดมาก มีแต่เจ้าที่เรื่องมาก ก็ไม่กลัวชิงฮุ่ยหัวเราะเยาะเช่นกัน!”
“ชิงฮุ่ยก็เป็นน้องสาวของข้าเหมือนกัน นางจะหัวเราะเยาะข้าได้อย่างไร?” เจียงลวี่เอ่ยอย่างไม่สนใจแม้แต่นิดเดียว
ทว่าไป๋ซู่กลับอึ้งไป
ตระกูลอย่างพวกเขา พัวพันมากเกินไป ไม่มีทางที่จะรับน้องสาวง่ายๆ
เจียงลวี่บอกว่านางก็เป็นน้องสาวของเขาเหมือนกัน เห็นได้ชัดว่าเห็นนางเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเจียง ต่อไปมีอะไร ก็จะปกป้องนาง
เป็นเพราะเจียงเซี่ยนหรือ?
ไป๋ซู่ไม่คาดเดาอีก
นางได้ประโยชน์จากเจียงเซี่ยนมามากมายแล้ว อยากคืนก็คืนไม่ครบอยู่ดี เช่นนั้นก็อย่าคืนเลย
เห็นเจียงเซี่ยนเป็นน้องสาวของตนเอง ดูแลและรักให้มาก ถือว่าตอบแทนที่ตระกูลเจียงแสดงความเป็นมิตรต่อนาง ก็ได้เช่นกัน
ไป๋ซู่ยิ้มเล็กน้อย พลางนั่งอยู่ข้างกายเจียงเซี่ยน ดูเจียงลวี่ทำตัวเกินจริง หยอกมารดากับน้องสาวให้อารมณ์ดี