มู่หนานจือ - บทที่ 409 ตกลงเรียบร้อย
หลังจากเจียงลวี่สอดแทรกมุขตลกอยู่พักหนึ่ง เจียงเจิ้นหยวนก็มาแล้ว
ฮูหยินฝางกับเจียงลวี่ต่างประหลาดใจเล็กน้อย จึงเอ่ยว่า “ไม่ใช่ว่ากินมื้อกลางวันแล้วมาหรือ?”
ภูเขาเสี่ยวทังห่างจากเมืองหลวงหนึ่งถึงสองชั่วยาม พวกเขาเพิ่งจะรับมื้อกลางวันได้ไม่นาน เจียงเจิ้นหยวนก็มาแล้ว
คนทั้งกลุ่มรีบออกไปรับ
เจียงเจิ้นหยวนขี่ม้ามา แต่เปลี่ยนเป็นชุดลำลองแล้ว พาผู้ติดตามมาด้วยสองคน ตอนที่พวกเจียงเซี่ยนออกไปรับ เขากระโดดลงจากหลังม้าแล้ว และโยนแส้ในมือให้ผู้ติดตามคนหนึ่งในน นั้น แล้วเดินก้าวใหญ่มาที่ประตูฉุยฮวาอย่างรวดเร็ว
พอเห็นพวกฮูหยินฝาง สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เจียงเซี่ยนทันที และยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู
พวกเจียงเซี่ยนรีบเข้าไปคารวะ
เจียงเจิ้นหยวนพยักหน้า ถือว่าคารวะตอบแล้ว และเดินเข้าไปข้างในทันที
ฮูหยินฝางติดตามอยู่หลังเขาหนึ่งก้าว และถามเขาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ทำไมท่านถึงมาเวลานี้ กินอะไรมาหรือยัง? ผู้ติดตามนำเสื้อผ้ามาหรือไม่? จะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหรือไม่?”
เจียงเจิ้นหยวนหยุดฝีเท้าใต้ค้างองุ่นในลานบ้าน และเอ่ยว่า “ข้ารับประทานอาหารเที่ยงมาแล้ว สยงจวิ้นหรงเรียกเสนาบดีว่าการสำนักกิจการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีเข้าเมืองหลวง แ และให้ข้าอยู่เป็นเพื่อน เดี๋ยวข้ายังต้องรีบไปเมืองทง ไม่มีเวลาล้างหน้ากับเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก็คุยกับเป่าหนิงเล็กน้อยตรงนี้แล้วกัน”
ยังดีที่อากาศไม่เลว แม้ค้างองุ่นจะเป็นเศษใบไม้กับกิ่งไม้แห้งแล้ว ทว่าต้นทับทิมที่อยู่ข้างๆ กำลังออกผลเป็นพวงและทับกิ่งของต้นไม้จนโค้ง มีความเบิกบานใจที่ฤดูใบไม้ร่วงเ เก็บเกี่ยวได้ดี นั่งดื่มชาต้าหงเผาที่ฉิงเค่อชงเองกับมือตรงนั้น ก็มีความสุขอีกแบบเช่นกัน
ฮูหยินฝาง เจียงลวี่ และไป๋ซู่ต่างหาข้ออ้างหลบไปแล้ว
เจียงเซี่ยนเอ่ยสิ่งที่บอกฮูหยินฝางเมื่อครู่กับเจียงเจิ้นหยวนอีกรอบ
แต่เจียงเจิ้นหยวนกลับมีความรู้มากกว่าฮูหยินฝาง หลังจากฟังอย่างตั้งใจ เขาก็พึมพำว่า “ส่านซีเป็นสถานที่ที่ไม่เลว ทางตะวันออกติดกับซานซี ทางตะวันตกติดกับกานซู่ ทางเหนือเป็น ชายแดน จะบุกก็โจมตีได้ จะถอยก็ป้องกันได้ ทั้งสามารถพักผ่อนและปรับปรุงกำลังได้ แล้วก็สามารถเคลื่อนทัพได้ด้วย ลูกเขยเลือกสถานที่นี้ได้ไม่เลว!”
เจียงเซี่ยนอึ้งไป
พูดให้ถูก สถานที่นี้นางเป็นคนเลือก
ทว่าตอนที่นางเลือกสถานที่นี้ก็ไม่ได้ไตร่ตรองมากขนาดนั้น
เพียงแค่คิดว่าในเมื่อชาติก่อนหลี่เชียนเลือกสถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของเขาต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน ชาตินี้นางอำนวยความสะดวกให้เขาตามเส้น ทางในชาติก่อนของเขา เขาก็น่าจะประสบความสำเร็จเหมือนชาติก่อนได้เช่นกัน กระทั่งประสบความสำเร็จเร็วขึ้น
ที่แท้ชาติก่อนหลี่เชียนเลือกส่านซี ก็มีสาเหตุเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนอย่างนางล้มเหลวแค่ไหน!
เจียงเซี่ยนถอนหายใจในใจ และจำเป็นต้องหยิบเรื่องหลี่เชียนออกมาอีกครั้ง “สถานที่นี้ข้าเป็นคนเลือก ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้นเช่นกัน เพียงแค่คิดว่าในตระกูลของเขา านอกจากพี่น้องที่เกิดจากอนุภรรยาแล้วยังมีพี่น้องต่างมารดากับพี่น้องที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เขาเอาแต่อยู่ใต้ปีกของท่านพ่อแบบนี้ไม่ค่อยดี ส่านซีอยู่ค่อนข้างใกล้กับซานซี ซีอ อานก็เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ตรงชายแดน ผลิตผลไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเมืองหลวง แต่กลับมีพ่อค้าไปมาหาสู่มาก จึงคิดว่าไม่น่าจะใช้ชีวิตลำบากขนาดนั้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ทุกคนต่างจ้องเมืองหลวงอยู่ เมืองหลวงมีคนเต็มแล้ว ต่อให้พวกเราเบียดเข้าไป ก็ไม่รู้ว่าข้างหน้ามีคนต่อแถวอยู่เท่าไร แทนที่จะคิดหาทางเข้าเมืองหลวงแล้วค่อยอยู่ที่สักหน่วยง งานไปนานๆ สู้เลือกเมืองที่ดีหน่อยดีกว่า ตั้งมั่นรักษาการณ์สถานที่หนึ่ง จะอิสระมากกว่า” เอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็ชะงักไปเล็กน้อย และเอ่ยว่า “หากเมืองหลวงมีเรื่องอะไร พวกเรายืนหยัดที่ส่านซีแล้ว ยังสามารถช่วยเหลือได้ด้วย อยู่ในเมืองหลวงกันหมด จะถูกคนกำจัดทีเดียวทั้งหมดง่าย”
“เจ้าคิดได้รอบคอบมาก!” เจียงเจิ้นหยวนพยักหน้าติดกันหลายครั้ง นัยน์ตาที่จริงจังเจือรอยยิ้มเล็กน้อย และเอ่ยว่า “เจ้าตัดสินใจแน่วแน่หรือยัง? ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ข้าจะไปที่กรม ขุนนางกับกรมกลาโหมให้เจ้า”
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าตัดสินใจแน่วแน่ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ต้องให้ท่านลุงออกหน้าเจ้าค่ะ”
เจียงเจิ้นหยวนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องนี้ข้าคิดจะให้เฉาไทเฮาช่วย”
เจียงเจิ้นหยวนคิดแล้ว ก็เข้าใจสาเหตุในนั้นทันที จึงเอ่ยว่า “เจ้ากลัวฝ่าบาทไม่เห็นด้วยหรือ?”
เจียงเซี่ยนพยักหน้า และเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้กลัวฝ่าบาทไม่เห็นด้วย ฝ่าบาทจะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน จู่ๆ ข้าก็แต่งงานกับหลี่เชียนก่อนที่เขาจะเลือกฮองเฮา เท่ากับตบหน้าของ เขาแล้ว เขาไม่มาคิดบัญชีกับข้าทันที ก็เป็นเพราะมีเฉาไทเฮาอยู่เช่นกัน คนสกุลฟางกับจ้าวสี่ยังอยู่ในมือของเฉาไทเฮา เขาจะทำอะไรก็ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม จึงไม่อยากทะเลาะกับ เฉาไทเฮาตอนนี้เท่านั้น ไว้เขาหาโอกาสได้แล้ว จะต้องสั่งสอนข้าอย่างแน่นอน ทำให้ข้าได้รับความทรมานสักหน่อย”
เจียงเจิ้นหยวนครุ่นคิดพลางเอ่ยว่า “ขอให้เฉาไทเฮาออกหน้าก็ได้…ประการแรกตระกูลหลี่เป็นคนของเฉาไทเฮา ให้นางออกหน้าก็สมเหตุสมผล…ประการที่สอง จะได้ลองความคิดของฝ่าบาท. …แต่หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ เจ้าก็อย่ารีบร้อนเช่นกัน ลูกเขยอายุยังน้อย มีโอกาสอีกมาก!”
เจียงเซี่ยนยิ้มพลางขานว่า “เจ้าค่ะ”
เจียงเจิ้นหยวนเห็นแล้วก็เลิกคิ้วพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเจ้าตลอด เห็นเจ้ายังมีกะจิตกะใจช่วยลูกเขยวางแผน คิดว่าจะต้องใช้ชีวิตสุขสบายอย่างแน่นอน ข้าก็ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วเช่นกัน ต่อไปเจ้ามีอะไรเขียนจดหมายกลับมาก็พอ อย่ามาเอง แบบนี้อันตรายเกินไป แล้วก็ตกเป็นที่ครหาง่าย ถึงอย่างไรตอนนี้เจ้าก็เป็นสะใภ้ของตระกูลหลี่แ แล้ว…”
เจียงเซี่ยนขานว่า “เจ้าค่ะ” ติดกันหลายครั้ง กลัวเจียงเจิ้นหยวนจะบ่นต่อไปเหมือนฮูหยินฝาง
พอเจียงเจิ้นหยวนยิ้ม ก็ไม่บ่นนางอีกแล้ว และลุกขึ้นยืนพลางบอกลา “ข้ามีงานมาก คนที่จับตาดูข้าอยู่ก็เยอะ เจ้าพักผ่อนที่นี่ให้เต็มที่สักสองสามวัน ไทฮองไทเฮานั้นก็ไม่ต ต้องร้อนใจเกินไปเช่นกัน ตอนเจ้ากลับข้าค่อยมาเยี่ยมเจ้าอีก”
เดิมทีเจียงเซี่ยนยังอยากให้หลี่จี้มาคารวะเจียงเจิ้นหยวนสักครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่ได้แล้ว จึงให้คนไปเชิญฮูหยินฝางกับไป๋ซู่ และส่งเจียงเจิ้นหยวนออกไปข้างนอก
ฮูหยินฝางโล่งอก และเอ่ยว่า “ข้ายังกลัวว่าลุงของเจ้าจะตำหนิเจ้า ยังดีที่เขาไม่ได้ว่าอะไร”
เจียงเซี่ยนยิ้มเล็กน้อย
ไป๋ซู่ลุกขึ้นบอกว่า “หากพรุ่งนี้เข้าวัง ข้าต้องรีบกลับไปเตรียมตัว”
หากเข้าวัง ปกติก็ต้องตื่นมาสวมชุดพิธีการและเครื่องประดับเต็มยศตามระดับตำแหน่งตั้งแต่ยามอิ๋น
เจียงเซี่ยนไม่อาจรั้งนางไว้ได้ จึงส่งนางออกไปข้างนอกอย่างอาลัยอาวรณ์ ทั้งสองคนนัดกันว่าถึงเวลานั้นจะไปเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยด้วยกัน
ไม่นาน ฮูหยินฝางก็บอกลาพร้อมเจียงลวี่เช่นกัน “คนเฝ้ายาม เด็กรับใช้ สาวใช้ และแม่ครัวล้วนเป็นคนในตระกูล เจ้าใช้ได้ตามสบาย อีกสองวันข้าจัดการเรื่องในบ้านเรียบร้อยแล้วค่อย ยมาเยี่ยมเจ้า เจ้าจะไปไหน อย่าลืมพาองครักษ์กับสาวใช้และแม่บ้านที่ติดตามรถไปด้วย!” แล้วก็เรียกฉิงเค่อมาตรงหน้า สั่งสอนอย่างจริงใจรอบหนึ่ง ถึงจะขึ้นไปนั่งบนรถม้า
เจียงเซี่ยนเหมือนยกภูเขาออกจากอก รู้สึกว่าร่างกายต่างผ่อนคลายเล็กน้อยทันที
นางให้คนไปเชิญหลี่จี้ “เมื่อครู่เจ้าจะบอกอะไรกับข้า?”
หลี่จี้เกาศีรษะ และเอ่ยอย่างลำบากใจว่า “ก็…ก็ไม่มีอะไรเช่นกัน…แค่สามีของนายหญิงคังเหมือนจะลาออกแล้ว แถมลาออกพร้อมกับเพื่อนขุนนางจากกรมโยธาคนหนึ่ง เตรียมจะไปฝูเจี้ย ยนด้วยกัน ปรากฏว่าของมีค่าที่พกพาง่ายและสะดวกของนายหญิงคังกับหญิงรับใช้ที่ติดตามมาทั้งหมดต่างกลายเป็นยาที่เติมเข้าไปในท้องของน้องชายของคุณหนูใหญ่ตระกูลคังแล้ว ใน ครอบครัวก็เหลือเพียงที่ดินไม่กี่ร้อยหมู่ ทว่าส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ใช้สำหรับเซ่นไหว้ในที่ดินของตระกูล ในตระกูลไม่ให้ขาย บอกว่าหากขาย ก็ขายให้ตระกูลของตนเอง แต่พวกเขา าก็ไม่ยอมออกเงิน ทีนี้ใต้เท้าคังก็ไปไม่ได้แม้แต่ฝูเจี้ยนแล้ว จึงจำเป็นต้องเขียนจดหมายให้ทางฝูเจี้ยน ขอให้คนของทางนั้นมารับพวกเขา…”
เจียงเซี่ยนได้ยินแล้วก็ใจเต้น มีอะไรบางอย่างแฉลบผ่านไปในใจนางทว่าก็คว้าไว้ไม่ได้
“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า?” นางถามหลี่จี้ ความสนใจถูกดึงกลับไปที่เรื่องนี้อีกครั้งแล้ว